<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกแล้ว! ส.ส.ขาประจำ อัด &#039;คนละครึ่งเฟส 3-สวัสดิการจากรัฐ&#039; ทำไมต้องให้ประชาชนแย่งกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.64 - นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฝีปากกล้า จากพรรคก้าวไกล ได้แสดงความคิดเห็นในทวิเตอร์ต่อโครงการ &amp;quot;คนละครึ่งเฟส3&amp;quot; ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า &amp;quot;สวัสดิการจากรัฐ ทำไมต้องให้ประชาชนแย่งกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิโรจน์ ระบุว่า &amp;quot;จริงๆ รัฐบาลก็น่าจะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าจะมีคนลงทะเบียนจำนวนเท่าใด อยู่ในวิสัยที่สามารถเตรียมระบบลงทะเบียนไว้รองรับได้อยู่แล้ว ไม่เข้าใจว่า จะทำให้เกิดภาพลักษณ์การแย่งชิงกันทำไม ทั้งๆ ที่เงินก็มาจากเงินแผ่นดิน ที่เป็นของประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่งเฟส3, พรรคก้าวไกล, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, สวัสดิการจากรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e31681f44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เตรียมให้พร้อม! &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; จ่อเปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง&amp;nbsp; เฟส 3 ภายใน มิ.ย.นี้ รับเพิ่มอีก 16 ล้านคน ส่วน 15 ล้านรายเดิมต้องยืนยันสิทธิ์ พร้อมชง ครม.เคาะเติมเงิน 2 พันบาทใส่เราชนะ-ม33เรารักกัน เผย &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; กระตุ้นใช้จ่าย เกณฑ์รับ e-Voucher คืนสูงสุด 7 พัน ต้องใช้จ่ายถึง 7 หมื่นบาท &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ส่งมาตรการสมัครใจพักชำระเงินต้นผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ดีเดย์ 11 พ.ค.นี้ คาดช่วยลูกหนี้ลดภาะได้กว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน จะมีการพิจารณารายละเอียดของมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากผลกระทบของโควิด-19 ระลอกใหม่เพิ่มเติม ในส่วนของมาตรการเราชนะ และมาตรการ ม33เรารักกัน ซึ่งจะมีการเพิ่มวงเงินสิทธิ์ให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมคนละ 2,000 บาท โดยใช้งบประมาณ 8.55 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นจะเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เม็ดเงินใหม่เข้าสู่มาตรการได้ไม่เกินเดือน พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2564 รัฐบาลยังเตรียมที่จะออกมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟู เพื่อดูแลประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายในระยะต่อไป รวมถึงเพื่อเป็นการรักษาระดับและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมาตรการที่ออกมาจะเน้นในการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน ครอบคลุมกว่า 51 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศปี 2564 ประกอบด้วย โครงการเยียวยาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเยียวยยากลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ครอบคลุม 16.15 ล้านคน โดยจะให้วงเงินสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/ บัตรประจำตัวประชาชนไปใช้ ณ ร้านธงฟ้า ร้านค้า และผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็น 1,200 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.2564) และโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ครอบคลุม 31 ล้านคน แบ่งเป็นประชาชนที่อยู่ในโครงการอยู่แล้ว 15 ล้านคน และจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่อีก 16 ล้านคน เงื่อนไขโครงการยังเป็นเหมือนเดิม โดยโครงการจะเริ่มตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนมาตรการคนละครึ่ง เฟส 3 ให้ครอบคลุม 31 ล้านคน ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิ์เดิม 15 ล้านคน จะต้องเข้าไปยืนยันตนใช้สิทธิ์ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือจะเลือกสละสิทธิ์ เพื่อไปใช้มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อและมีรายได้ค่อนข้างสูง คือมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ค่าซื้อสินค้า ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยการใช้จ่ายจะได้รับ e-Voucher ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2564 และใช้จ่าย e-Voucher ได้ในเดือน ส.ค.-ธ.ค.2564 ซึ่งการใช้จ่ายจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องมีการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในแบนเนอร์มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้เท่านั้น และสามารถใช้ได้กับทุกร้านค้าที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งรวมถึงห้างสรรพสินค้า เซเว่นอีเลฟเว่นก็ใช้ได้ และระบบจะให้คืนเป็น e-Voucher ไม่ใช่เงินสด ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ให้ที่ประมาณ 10-15% หรือ หากต้องการใช้สิทธิ์เพื่อให้ได้ e-Voucher สูงสุด 7,000 บาท ต้องเติมเงินเข้าระบบใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 7 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะต้องการกระตุ้นให้ผู้มีกำลังซื้อใช้จ่ายจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น กระทรวงการคลังจะมีการเตรียมงบประมาณให้เพียงพอเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่จดภาษีแวตได้ ในส่วนของการรับสิทธิ์ตามมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาลที่เตรียมจะดำเนินการนั้น ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้ 1 คนต่อ 1 โครงการเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้รายเดือน และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้สินเชื่อของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้ขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สมัครใจเข้ามาตรการพักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่เป็นรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ โดยมีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าโครงการได้จำนวนประมาณ 1 ล้านราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพักหนี้รอบใหม่ไม่สามารถพักหนี้แบบอัตโนมัติได้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และไม่สามารถกวาดทุกกลุ่มได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน การพักต้นก็มีภาระผ่อนจ่ายลดลง ซึ่งกลุ่มที่ต้องการร่วมต้องแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน MyMo เท่านั้น โดยจะเน้นไปที่กลุ่มอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ บางอาชีพที่เคยได้ครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้ หากรายได้ไม่ถูกกระทบ ก็จะร่วมมาตรการไม่ได้&amp;quot; นายวิทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลูกหนี้รายใดมีความจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการพักชำระเงินต้น ธนาคารอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เป็นรายกรณี ซึ่งเป็นมาตรการเสริมจากการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดชำระเดิม โดยที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 5 แสนราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยลูกค้าสินเชื่อของธนาคารออมสินสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้ามาตรการพักชำระเงินต้นเป็นการชั่วคราว และเลือกแผนการชำระหนี้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ได้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.-30 มิ.ย.2564 สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่มีวงเงินกู้เกิน 10 ล้านบาท สามารถติดต่อดำเนินการที่สาขาของธนาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง รายละ 10,000 บาท จะเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อผ่าน MyMo ได้ในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยจะแบ่งกลุ่มดูแลลูกค้าในระบบ MyMo เดิมก่อน 9 ล้านราย จากนั้นจะช่วยในกลุ่มที่มี MyMo ในกลุ่ม 6 จังหวัดสีแดงเข้ม และช่วยเป็นการทั่วไป จนครบเป้าหมาย 1 ล้านราย ซึ่งเชื่อว่าสินเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆ ทยอยปล่อยได้ตามกรอบสิ้นปี 2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, คนละครึ่ง เฟส 3, ม.33, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ยืนยันสิทธิ์, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เติมเงิน 2 พันบาท, เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093f955d6d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเปิดคนละครึ่งรอบใหม่1ล้านสิทธิ์รอลงทะเบียนปลายม.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้สรุปการเปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง รอบเก็บตกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนม.ค.นี้ โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการก่อน ซึ่งในวันที่ 12 ม.ค. นี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ว่ากระบวนการและขั้นตอนทั้งหมดเป็นอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเบื้องต้น มีสิทธิคงเหลือให้เปิดลงทะเบียนกว่า 1 ล้านสิทธิ ซึ่งมาจากโครงการคนละครึ่ง เฟสแรก ที่มีสิทธิคงเหลืออยู่ 5 แสนสิทธิ และเฟส 2 ที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์อีก 5 แสนสิทธิ อย่างไรก็ดี ยังต้องรอพิจารณาข้อมูลผู้ที่เข้าร่วมโครงการเฟส 2 แต่ไม่ใช้จ่ายภายใน 14 วันประกอบด้วย หลังจากนั้นจะนำตัวเลขทั้งหมดมาสรุปอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระแสข่าวเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ที่จะขยายการเพิ่มวงเงินให้กับผู้ใช้สิทธิ์เดิม (เฟส 1- เฟส 2) จำนวน 15 ล้านคน อีกคนละ 1,500 บาท และขยายระยะเวลาโครงการที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2564 ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2564 นั้น ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สศค. ขอให้ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งทั้งเฟสแรก และเฟส 2 รีบใช้สิทธิภายในวันที่ 14 ม.ค.นี้ โดยเบื้องต้น มีข้อมูลการใช้จ่ายล่าสุด &amp;nbsp;13.4 ล้านคน ยังเหลืออีก 1.6 ล้านคน ที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งหากกลุ่มนี้ไม่มีการใช้จ่าย จะนำมาเปิดลงทะเบียนในรอบเก็บตกอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตัวเลข 1.6 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง เฟสแรก ที่คงเหลือสิทธิอยู่ 4.5 แสนคน ก็จะนำไปเสนอ ครม. ให้เห็นชอบ เพื่อมาเปิดลงทะเบียนอีกครั้ง และผู้ลงทะเบียนเฟส 2 อีกจำนวน 5 ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิไปแล้ว 3.8 ล้านคน ยังเหลืออีก 1.2 ล้านคน สศค. ขอความร่วมมือให้เร่งใช้จ่ายให้ทัน ภายใต้เงื่อนไขโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกระแสข่าวเรื่องเสียภาษีคนละครึ่งนั้น กระทรวงการคลังได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่า จะมีการออกประกาศกรมสรรพากรเรื่องการยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 จำนวน 3,500 บาท โดยไม่ต้องนำรายได้ในส่วนนี้ไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาเห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89473</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 ล้านสิทธิ์, กฤษฎา จีนะวิจารณะ, รอบใหม่, ลงทะเบียนคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab749bb71256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงพักหนี้/คนละครึ่ง1ล้านสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รัฐบาลเพิ่มความเชื่อมั่น ยันมีงบประมาณเพียงพอดูแลปัญหาโควิดระลอกใหม่ อนุมัติงบ 4,661 ล้านสนับสนุนสาธารณสุข ดูแลครอบคลุมทั้งวัสดุห้องปฏิบัติการ-เวชภัณฑ์-วัคซีน-บุคลากรทางการแพทย์ &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ชง ครม.ไฟเขียวแบงก์รัฐปูพรมพักหนี้ทั่วประเทศ จ่อลงทะเบียนคนละครึ่งอีก 1 ล้านสิทธิ์กลาง ม.ค.นี้ &amp;quot;สมาคมแพทย์แผนไทยฯ-กลุ่มคนกลางคืน&amp;quot; ร้องเยียวยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 งบกลาง ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ : กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระยะการระบาดระลอกใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยได้มอบหมายให้ สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมให้ถูกต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนงานและโครงการอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า งบประมาณทั้ง 4,661 ล้านบาท จะจัดสรรแก่หน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการระบาดระลอกใหม่ ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมอนามัย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้ งบหลักจะอยู่ในส่วนของค่าวัสดุ วงเงิน 2,101 ล้านบาท เช่น วัสดุวิทยาศาสตร์สนับสนุนห้องปฏิบัติการ ค่าอุปกรณ์ป้องกันเชื้อ ค่ายาในการรักษาโรคโควิด-19 ค่าเวชภัณฑ์ในการปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ ค่าวัสดุอุปกรณ์สำหรับ อสม. ซึ่งการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม 1,228 ล้านบาท ตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้ก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย&amp;nbsp; และเป็นงบสำหรับค่าตอบแทน เช่น ค่าเสี่ยงภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ค่าล่วงเวลา ค่าล่าม วงเงิน 1,625 ล้านบาท ค่าใช้สอยอื่น 872 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัยค้างจ่ายปี 2563 ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจากสิทธิผู้ป่วยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ ปีงบประมาณ 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ]
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เป้าหมายการดำเนินการครั้งนี้คือ ทุกคนในประเทศไทยลดป่วย ลดการเสียชีวิต โดยเฉพาะการปกป้องกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคร่วม กลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส ให้ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อโควิด-19 สามารถควบคุมการระบาดระลอกใหม่ ช่วยลดผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคม และเพิ่มความมั่นคงของประเทศ&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
คลังปูพรมพักหนี้ทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการพิจารณาเห็นชอบชุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก่อน ซึ่งมีทั้งมาตรการพักชำระหนี้ และการให้สินเชื่อเพิ่ม โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ควบคุม 28 จังหวัด โดยจะให้ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นมาตรการที่ให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่อาจจะเน้นเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่ควบคุมสูง 28 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่เข้มงวด 5 จังหวัดที่เพิ่งได้รับการยกระดับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น รวมทั้งกลุ่มภาคธุรกิจการท่องเที่ยวก่อน&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือไม่ และจะดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มใด จะเป็นการช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่มีการควบคุมสูงหรือไม่ โดยทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการ ต้องขอพิจารณาก่อน และจะยังไม่เสนอ ครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้า ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาเฉพาะมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเท่านั้น โดยขณะนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อยู่ระหว่างเตรียมมาตรการทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอภาคเอกชนให้กระทรวงการคลังเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลามาตรการโครงการคนละครึ่งนั้น ยังไม่ได้รับข้อเสนอดังกล่าวมาพิจารณา โดยนายอาคมระบุว่า ยังไม่คิดเรื่องนี้ เพราะคลังจะมีการเปิดในลงทะเบียนเพิ่มเติมอีก 1 ล้านสิทธิ์ ที่เหลือจากเฟส 1 และ 2 ในช่วงกลางเดือน ม.ค.2564 อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของแรงงานต่างด้าวที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ใหญ่มาก ควรต้องรีบตรวจและแยกคนที่ติดเชื้อ คนที่มีความเสี่ยง และคนที่ยังไม่ติดเชื้อออกจากกัน ซึ่งการตรวจหาผู้ติดเชื้อแบบไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจนจะเกิดปัญหาตามมา โดยเอกชนสามารถให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและมีข้อเสนอแนะดังนี้ คือ 1.ควรตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อร่วมกันวางแผนระยะยาวในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ 2.ผู้ประกอบการหลายรายในสมุทรสาครมีศักยภาพที่จะบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวด้วยตนเอง ภาครัฐควรเร่งอนุมัติการตรวจ rapid test ว่าแบบใดสามารถรับรองผลตรวจได้ 3.มาตรการป้องกันควบคุมการแพร่เชื้อของแรงงานต่างด้าว ควรต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้ออย่างถาวร และสุดท้ายภาคเอกชนพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐทำงานบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกับขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืนต่อไป
ร้านนวด-คนกลางคืนจี้รัฐเยียวยา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กลุ่มสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย จำนวน 19 คน นำโดยนายสุกษม อามระดิษ นายกสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผ่านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการช่วยเหลือภาครัฐจากผลกระทบโควิด-19 ดังนี้ 1.อนุญาตให้ร้านนวดเพื่อสุขภาพเปิดให้บริการได้ เนื่องด้วยการนวดเพื่อสุขภาพเป็นการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน และประชาชนบางรายมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีการนวด 2.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านนวดสปา) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพแล้ว และได้ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานประกอบการ สามารถยื่นกู้เงินตามอัตราและเงื่อนไขในการช่วยเหลือเยียวยาได้กับธนาคารตามที่ทางรัฐบาลกำหนด โดยสามารถกู้ Soft Loan เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ 3.ขอให้บรรจุร้านนวดเพื่อสุขภาพร้านสปา เข้าร่วมโครงการจ่ายคนละครึ่งได้ และ 4.ขอให้รัฐบาลมีมาตรการในการให้ผู้ให้เช่าสถานที่เพื่อประกอบกิจการ ลดค่าเช่า หรือยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่า ในช่วงที่มีการประกาศสั่งปิดสถานประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพฯ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.63 มีมติให้เพิ่มระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพรายปีอีก 1 ปี รวมกับระยะเวลาที่เคยเสนอไปในคราวก่อน รวมเป็น 2 ปี เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ โดยกระบวนการอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดทำวาระเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบ นอกจากนี้ กรมจะหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อหามาตรการในการเยียวยาด้านอื่นๆ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์รัฐบาล กลุ่มคนทำงานสถานบันเทิง นักร้อง นักดนตรี และอาชีพกลางคืน จำนวน 10 คน นำโดยนายทักษะศิลป์ อุดมชัย รวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติ โดยมีข้อเรียกร้องคือ 1.มาตรการเยียวยาจากภาครัฐ 5,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่ปกติเลยระยะเวลา 2 เดือน และยังไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ขอรับการเยียวยาเพิ่มอีก 1 เดือน รวมระยะเวลา 3 เดือน 2.การพักชำระหนี้ ไพแนนซ์ รถยนต์ จักรยานยนต์ รวมถึงที่พักอาศัย ที่เป็นการผ่อน หรือเช่า ขอให้รัฐออกหนังสือรับรองเป็นบุคคล กรณีไร้รายได้ฉุกเฉินเนื่องจากถูกสั่งไม่ให้ทำงาน และกรณีบุคคลไร้รายได้ฉุกเฉิน 3.ขอผ่อนปรนใบอนุญาตการแสดงดนตรีของสถานประกอบการให้ร้านสามารถทำการแสดงดนตรีได้ตามมาตรการควบคุมของ สธ. 4.ขอให้รัฐช่วยเหลือการจัดจ้างงาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นนักดนตรีคนหนึ่ง จึงเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนๆ นักดนตรีดีถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวิกฤติโควิดในการระบาดรอบใหม่นี้ ถึงแม้รัฐบาลจะไม่เรียกมาตรการนี้ว่าเป็นการล็อกดาวน์ และให้อำนาจกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดเป็นผู้สั่งการมาตรการต่างๆ เอง แต่การเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่นักดนตรีอิสระจำนวนมากต้องเผชิญในรอบนี้ ไม่ต่างกับการระบาดในรอบแรกเลย และไม่ว่ารัฐบาลจะเรียกมันว่าอะไรสำหรับพวกเขา มันหมายถึงรายได้ที่เป็นศูนย์เหมือนกัน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อย่าปล่อยให้เกิดการล้มครั้งที่สอง เพราะอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าการล้มครั้งแรก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งเคยอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า การปิดสถานที่บันเทิงยามค่ำคืนส่งผลกระทบต่อหลากหลายอาชีพ นอกจากนักร้อง นักดนตรี ยังมีนักเต้น นางโชว์ ตลอดจนพนักงานเสิร์ฟ พนักงานบริการ เพราะในสังคมไทยมีคนหาเช้ากินค่ำ คนที่รับเงินรายวัน รายสัปดาห์ ที่จะได้รับผลกระทบทันทีจากมาตรการเหล่านี้ การปิดสถานที่กลางคืนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดโควิดเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และเชื่อว่าทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ผลกระทบที่ไปถึงปากท้อง รัฐจะต้องเยียวยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องทำทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.เขตบางขุนเทียน กทม. พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายวรภพ วิริยะโรจน์ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันกล่าวถอดบทเรียนรัฐบาลที่เคยเผชิญในภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ในระลอกเเรก เมื่อต้นปี 2563 โดยระบุถึง 3 ประเด็นหลักควรเร่งแก้ไขอย่างตรงจุด ตรงประเด็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เเละได้ประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง ได้แก่ การช่วย เหลือ SMEs ที่ต้องทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกลุ่มทุนโดยตรง การศึกษาหรือปัญหาการเรียนออนไลน์ที่ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ เเละมาตรการเราไม่ทิ้งกันรอบ 2 ของกระทรวงการคลัง ที่ต้องเตรียมเงินเยียวยาให้แก่ประชาชนให้ทั่วถึงและทันเวลา.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89235</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คนละครึ่ง, งบประมาณเพียงพอ, พักหนี้ทั่วประเทศ, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, สนับสนุนสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการคนละครึ่ง, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210108/image_big_5ff861c891182.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชือด4รายโกงคนละครึ่ง ผงะ!มีกว่า700ร้านส่อแวว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คลังเผยผู้ลงทะเบียนคนละครึ่งไม่สำเร็จ ยังมีสิทธิ์ลงอีกรอบหากเปิด คาดมีไม่เกิน 5 แสนราย &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; ประเดิมเชือดโกงโครงการแล้ว 4 ราย ชี้มีประชาชนร่วมขบวนการอีก 200 ราย เล็งขยายผลอีกกว่า 700 ร้านค้าที่เข้าข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธ.ค. น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ที่ได้รับ SMS มีข้อความว่าลงทะเบียนไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลไม่ถูกต้อง โปรดลงทะเบียนใหม่ ว่าผู้ได้รับข้อความดังกล่าวถือว่าไม่ผ่านการตรวจสอบข้อมูล เพราะระหว่างลงทะเบียนอาจพิมพ์ข้อมูลไม่ตรงกับที่มีอยู่ในระบบ เช่น พิมพ์ชื่อ-นามสกุลผิด กรอกตัวเลขบัตรประชาชนหรือรหัสหลังบัตรไม่ถูกต้อง รวมถึงอาจใส่วันเดือนปีเกิดไม่ตรงกับข้อมูลที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน ซึ่งผู้ได้รับ SMS ดังกล่าวยังไม่เสียสิทธิ์ และมีโอกาสลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง หากมีการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่ม
&amp;quot;ต้องรอมาลงทะเบียนใหม่ในรอบถัดไป ซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่าจะเปิดเมื่อไหร่ หรือจำนวนแค่ไหน เพราะต้องรอพิจารณารายละเอียดก่อน ส่วนของคนที่ได้รับ SMS ยืนยันว่าได้รับสิทธิแล้วต้องดาวน์โหลดพร้อมติดตั้งแอปพลิเคชันเป๋าตัง และยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ์ตามโครงการ และเริ่มต้นใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- วันที่ 31 มี.ค.2564&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
น.ส.กุลยากล่าวต่อว่า ปัญหาการลงทะเบียนไม่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟสแรก 10 ล้านคน ก็มีผู้ลงทะเบียนไม่ถูกต้องรวมกับที่ใช้สิทธิ์ไม่ทันกว่า 2.4 ล้านคน
รายงานข่าวจากธนาคารกรุงไทยระบุว่า การลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2 ที่ 5 ล้านคน คาดว่ามีผู้ลงทะเบียนไม่ถูกต้องประมาณ 8-10% หรือไม่เกิน 5 แสนคน
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และคณะ ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบการดำเนินคดีการทุจริตโครงการคนละครึ่ง
โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า สศค.และธนาคารกรุงไทยได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติในการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง มีผู้กระทำความผิดอยู่ 2 แบบ คือ 1.ร้านแลกหรือรับเงินเป็นผู้ดำเนินการ และ 2.แบบมีเจ้ามือเป็นผู้ดำเนินการจำนวนหลายราย จึงได้ระงับการใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน และระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าดังกล่าว และได้จัดส่งข้อมูลร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดเงื่อนไขให้ตำรวจดำเนินการ มีผลการดำเนินคดี 1 ราย ผู้ต้องหา 4 คน
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ยังกล่าวถึงรูปแบบการทุจริตว่ามี 2 วิธี รูปแบบแรกร้านค้าคนละครึ่งที่รับแลกเงินสดมีการโอนเงินให้ประชาชนที่ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังโดยตรงผ่านโมบายแบงกิ้ง, เอทีเอ็ม และเงินสด ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ได้ซื้อ-ขายสินค้าจริง แต่ไปรับเงินโดยตรง ส่วนรูปแบบที่ 2 ลักษณะเป็นเจ้ามือ ประชาชนที่ต้องการแลกเงินมีการให้ข้อมูลการล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังแก่ร้านค้าเพื่อใช้สิทธิคนละครึ่งแทน โดยวิธีนี้ร้านค้าจะหาลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ไลน์ และเฟซบุ๊ก เป็นต้น ซึ่งหากมีประชาชนสนใจตกลงแบ่งผลประโยชน์ โดยจะกระทำการเสมือนมีการค้าขายแต่ไม่มี ซึ่งประชาชนได้รับโอนเงินส่วนต่างจากเจ้ามือจำนวน 80-100 บาท ต่อการทำธุรกรรมใช้จ่ายผ่านร้านดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ต้องหาจะแสดงตนเป็นทั้งร้านค้าและประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ โดยกรณีนี้ตำรวจได้สืบสวนพบว่าที่อยู่ร้านค้าและผู้ใช้สิทธิ์อยู่ต่างภูมิลำเนา และคนละจังหวัด ทั้งเชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ
&amp;ldquo;ได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้ง 4 คนแล้ว ในข้อหาฉ้อโกง และข้อหาฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น พร้อมเรียกสอบปากคำประชาชน 14 คน ที่นำข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับรหัสเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังส่งให้กับร้านค้าผู้กระทำความผิด โดยหลังจากนี้ก็จะพิจารณาว่าต้องแยกการดำเนินคดีต่อไปอย่างไร โดยร้านค้าผู้กระทำความผิดพบว่ามีประชาชน 200 รายที่เข้าข่ายร่วมกระทำความผิด โดยรัฐได้โอนเงินให้ร้านค้าไปแล้วกว่า 220,000 บาท ในจำนวนนี้มีทั้งการซื้อ-ขายแบบสุจริต และการกระทำทุจริตโดยลูกชายของเจ้าของร้านเป็นหนึ่งในผู้หาวิธีฉ้อโกง เนื่องจากทราบช่องโหว่เชิงเทคนิค เช่น การไม่สแกนก็ซื้อสินค้าได้ ส่วนสามี-ภรรยาทำหน้าที่เป็นนายหน้า พบว่าได้เงินส่วนต่างจากการกระทำผิด 10 วันประมาณ 10,000 บาท&amp;rdquo;
ด้าน พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2563 ตำรวจร่วมกับ สศค.และผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าขายของชำที่ ต.คอกระบือ อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร พบ น.ส.สมปอง (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของร้านขายของชำ และพบนายสรัล (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี บุตรชายเจ้าของร้าน จากการตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในระบบ G Wallet จำนวน 5 เครื่อง, ไอแพด 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง และบัญชีเงินฝากธนาคาร 6 เล่ม จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางในคดี
จากการสอบสวน น.ส.สมปอง เจ้าของร้าน ทราบว่าการดำเนินการทั้งหมดนายสรัลเป็นผู้ดำเนินการ โดยนายสรัลยอมรับว่าได้ตกลงร่วมมือกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อสาวิตา รักชีพชอบ และใช้ไลน์ชื่อ Jeerapot ในการติดต่อ และเมื่อได้รับเงินจากรัฐบาล ได้โอนเงินคืนให้กับเจ้ามือ ผ่านบัญชีธนาคารชื่อนายจีรพจน์ โดยทางร้านค้าจะได้ผลประโยชน์ 30 บาทต่อราย ส่วนผู้ใช้ไลน์ชื่อ Jeerapot ได้ 30 บาทต่อราย คนที่มาขายสิทธิ์จะได้เงิน รายละ 90 บาท และตำรวจได้ลงพื้นที่สอบสวนปากคำประชาชนที่ใช้สิทธิ์ผ่านร้านค้าดังกล่าวจำนวน 14 จุด ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น จังหวัดลพบุรี, ชลบุรี, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, เชียงใหม่ และสงขลา ฯลฯ
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวเสริมว่า ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เชื่อว่าความเสียหายนั้นจะไม่สูง เนื่องจากธนาคารได้เฝ้าระวังและสั่งหยุดจ่ายเงินทันทีเมื่อพบความผิดปกติ สำหรับข้อมูลพบว่ามีร้านค้าที่กระทำความผิดจำนวนอีกกว่า 700&amp;nbsp; ร้านค้า หลังจากนี้ตำรวจจะตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีต่อไป และฝากเตือนถึงประชาชนว่า แม้คดีฉ้อโกงจะมีอัตราโทษไม่มาก จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 5 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ 100,000 บาท&amp;nbsp; แต่การกระทำความผิดในแต่ละครั้งจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หากทำผิดในลักษณะดังกล่าวซ้ำๆ หลายครั้ง ก็จะได้รับโทษษแต่ละครั้ง เมื่อรวมแล้วอาจจะได้รับโทษสูง จึงขออย่าได้เข้าร่วมในการกระทำการทุจริตในโครงการดังกล่าว
ส่วน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร จำนวน 515 แห่ง ที่ต้องสงสัยทุจริตฉ้อโกงเงินของรัฐจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันว่า กองปราบฯ จะเร่งดำเนินการเต็มที่ แต่เนื่องจากกองปราบฯ เพิ่งจะได้รับมอบหมายมาไม่นาน ทำให้ความคืบหน้าทางคดีขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวนหาพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดต่างๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87285</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdcc0db895e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนเก็บตกคนละครึ่งรอบ 3  อีก 7.22 แสนสิทธิ์ ในวันที่ 19 พ.ย. นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 พ.ย. 63 - นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ให้กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 19 พ.ย. นี้ จำนวน 722,598 สิทธิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นการรวบรวมสิทธิ์คงเหลือจากผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิในรอบที่ผ่านมา จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเตรียมลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ระหว่างเวลา 06.00 น. - 23.00 น. จนกว่าจะครบจำนวน โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่เคยได้รับสิทธิิ์โครงการคนละครึ่งมาก่อน และผู้ประสงค์จะใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งจะไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืนได้ สำหรับการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมจำนวนกว่า 722,598 สิทธิ์ดังกล่าว เป็นการเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมโครงการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 10 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมให้กระทรวงการคลังพิจารณารายละเอียดหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกด้วย&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 7.17 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 8,773,534 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 18,797 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 9,581 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 9,216 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือประชาชนและร้านค้าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ และอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนของผู้ไม่หวังดีที่เสนอจะช่วยหาประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการระงับสิทธิร้านค้าที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดเงื่อนไขโครงการแล้ว พร้อมทั้งได้ส่งเอกสารหลักฐานให้แก่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับร้านค้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รับความร่วมมือจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่กวดขันไม่ให้ร้านธงฟ้าและร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84267</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน, พรชัย ฐีระเวช, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5de9ec65d6784.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
