<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แก้เกมกระตุ้นลงทุน  หนุนอีอีซีพ้นพิษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นลากยาวมานานเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และยังทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ยิ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองนั้นมีการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงและรุนแรง สังคมจึงยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างมาก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อนั้นพุ่งสูงถึงหลัก 10,000 คนติดต่อกันหลายวัน ขณะที่เศรษฐกิจก็มีภาระเพิ่มขึ้นจากทุกด้าน สวนทางกับการขายที่ลดน้อยลงตามความต้องการของสังคมและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการหมุนเวียนเศรษฐกิจผ่านในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของผ่านกิจกรรมทางสังคม การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนที่ดูจะเป็นภาพใหญ่ที่สุด เนื่องจากจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ระดับสูงและต่อเนื่อง เมื่อมีการลงทุนก็จะมีการใช้เงินไปแจกจ่ายในส่วนอื่นๆ อาทิ การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การสนับสนุนตัวเลขทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชนหรือสังคม และช่วยเหลือในรูปแบบอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศไทย &amp;ldquo;จำเป็น&amp;rdquo; ที่จะต้องรักษาระดับการลงทุนนี้ไว้ รวมทั้งยังต้องปรับกลยุทธ์ที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ให้ได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ก็จะเป็นแม่แรงหลักที่ดูแลงานด้านนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการดึงดูดการลงทุนได้จากการออกสิทธิพิเศษต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ บีโอไอก็ได้มีการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือถือว่าเป็นการปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ครั้งใหญ่ โดย นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา ว่าได้เห็นชอบ 1.ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่า 1% ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย 2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคนมากขึ้น และ 3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)&amp;nbsp;
ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูงและเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2)&amp;nbsp;
ซึ่งจากการปรับปรุงทั้งหมดนี้ บีโอไอเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการวิจัยและการพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และการลงทุนตามแนวทางบีซีจีให้เพิ่มขึ้น เพื่อหวังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันแนวทางที่ได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ นั้น เพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งเอส-เคิร์ฟ และนิว เอส-เคิร์ฟ เพื่อให้ทันกับบริบทของโลกเปลี่ยนเปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนเปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมานั้นเห็นความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนมีการเดินหน้าพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เกิดขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วิกฤติโควิดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะใช้รองรับนักลงทุนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันวิกฤติดังกล่าวก็ทำให้นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหรือทบทวนแผนการลงทุนอย่างถี่ถ้วน ทางบีโอไอเองก็เชื่อมั่นว่าจากการปรับแผนการดึงดูดลงทุนครั้งนี้จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดรูปธรรม&amp;quot; นางสาวดวงใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดว่าอาจจะกระทบนักลงทุนในระยะสั้น แต่มั่นใจได้ว่าในโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะการลงทุนระยะยาวนั้นไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ขณะที่โครงการอีอีซีจะยังไม่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากหลายโครงการที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะยาว แต่ก็ต้องรอการตัดสินใจของนักลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายฝ่ายอาจจะมีความกังวลเรื่องการเดินทาง ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโควิดให้จบเรียบร้อยก่อน ซึ่งในไทยเองก็อยากให้รัฐบาลเร่งเรื่องนี้ เพราะจะช่วยกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ดีที่สุด ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในปี 2564 นี้ต้องเป็นไปตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่หวือหวาเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพร.) ได้เปิดเผยถึงการสัมมนาวิชาการ ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;EEC Macroeconomic Forum&amp;rdquo; ว่าจากการหารือในทุกๆ ฝ่าย จึงได้เกิดแนวทางเตรียมพร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการสอดประสานระหว่างมาตรการการเงินการคลัง สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง จึงเป็นกลไกสำคัญเอื้อต่อการปรับโคร้างสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป โดยประเด็นสำคัญจากการสัมมนาได้สรุปไว้ดังนี้ 1.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564-2565 และการบริหารภายใต้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;โดยประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 กรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 1.0-2.0% และปี 2565 จะขยายตัวระหว่าง 1.1-4.7% ซึ่งการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัว และมาตรการการคลังของภาครัฐมีความสำคัญช่วยบรรเทาเยียวยาได้ ให้ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประมาณการความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง มาตรการบรรเทาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 83% ของวงเงิน และครอบคลุมด้านสาธารณสุข ด้านผลกระทบระยะสั้นและด้านการฟื้นฟูระยะยาว ด้านการก่อหนี้ภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาท ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ และไม่กระทบต่อความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โจทย์สำคัญหลังสถานการณ์โควิด-19 จบลง คือประเทศไทยจะต้องมีการเผชิญใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การเติบโตที่ไม่สมดุลเชิงพื้นที่ จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นก่อนโควิด-19 เมืองหลักที่เป็นเมืองเศรษฐกิจมีเพียง 15 จังหวัด คิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศ เมืองรองยังคงเป็นจังหวัดที่ยากจน โดยโควิด-19 ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับด้าน ย้ายออกเพราะตกงาน และย้ายเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความยากจนเหลื่อมล้ำเรื้อรัง โควิด-19 ทำให้คนจนเพิ่มขึ้นทั่วโลก 15 ล้านคน เป็นคนไทย 1.5 ล้านคน จากฐานคนจนเดิม 4.3 ล้านคน ส่งให้ผลคนจนในไทยเพิ่มขึ้นรวม 5.8 ล้านคน 3.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประเทศไทยมี 30 จังหวัดที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว และ 4.ประมาณการศักยภาพของประเทศ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้ของประเทศหายไปสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประมาณการเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าช่วงปกติก่อนโควิด-19 ที่ประมาณการไว้เพียง 3-4% ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้ การจัดทำแผนฯ 13 ในปี 2565 ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจาก 2.5% เป็น 4.5% จำเป็นต้องเกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 6 แสนล้านบาท ซึ่งมีข้อจำกัดแหล่งเงินในการสนับสนุนลงทุนในประเทศ และภาครัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก จึงจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการหารือทั้งหมดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากปัจจัยทั้งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ต้องเร่งปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการผลิตและส่งออกสินค้าให้เท่าทันโลก ความจำเป็นของข้อตกลงร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งการสร้างโอกาสทางรายได้และการศึกษา การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหลังโควิด-19 จบลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากเศรษฐกิจในประเทศดีก็จะส่งผลไปยังทุกกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือการลงทุน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd397351589.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสั่งลุย26เมกะโปรเจ็กต์ บก ราง น้ำ อากาศ วงเงิน 1.12 ล้านล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่(เมกะโปรเจ็กต์&amp;nbsp;)ของกระทรวงคมนาคมว่า กระทรวงคมนาคมมีโครงการที่จะดำเนินการในปี 2563-2566 &amp;nbsp;โดยได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และเร่งรัดโครงการที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน(PPP) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันจะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยมีทั้งสิ้น 26 โครงการ วงเงินรวม 1,125,467 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 12 โครงการ 6.74 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา วงเงิน 75,965 ล้านบาท, โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 64,107 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย ของกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) วงเงิน 2,943 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษ(ทางด่วน) สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) วงเงิน 28,338 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี(สุวิทนวงศ์) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) วงเงิน 109,135 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี. วงเงิน 50,970 ล้านบาทโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 48,125 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการก่อสร้างทางวิ่ง(รันเวย์) เส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. วงเงิน 21,975 ล้านบาท,โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา &amp;nbsp;วงเงิน 179,608 ล้านบาท , โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต วงเงิน 84,101 ล้านบาท, โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงิน 5,839 ล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน 3,570 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า โครงการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการ 8 โครงการ วงเงิน 369,447 ล้านบาท ได้แก่ โครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ของ ขบ. วงเงิน 1,357 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ของ รฟม. วงเงิน 124,958 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม &amp;nbsp;วงเงิน 122,067 ล้านบาท, โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 53,489 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต- มธ.ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,570 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 10,202 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 6,645 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก วงเงิน 44,157 ล้านบาท สำหรับทั้ง4 โครงการ คมนาคมมีนโยบายให้ลงทุนในรูปแบบ PPP ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง รฟท.ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำรายงาน PPP ทั้งนี้ต้องรอผลการศึกษาให้ได้ยอดเงินเงินทุนก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน(PPP) มี 2 โครงการ วงเงิน 2,276 ล้านบาท ได้แก่ โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา บนมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา วงเงิน 1,683 ล้านบาท และโครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง บนมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 592 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของโครงการที่จะนำเสนอ ครม. ในระยะต่อไป 4 โครงการ 81,335 ล้านบาท ได้แก่ โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว &amp;nbsp;วงเงิน 33,170 ล้านบาท, โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 32,292 ล้านบาท, โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 15,818 ล้านบาท และโครงการศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา วงเงิน 54 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลงทุน, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, ้เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff67b154ec7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีโชว์ยอดลงทุนรวมในพื้นที่ปี 63 มีมูลค่าเกิน 2 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เปิดเผยถึงภาพรวมขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในรอบปี 2563 (ม.ค.- ธ.ค 2563) ที่ผ่านมาว่า มีทั้งสิ้น 453 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 208,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศเป็นการลงทุนจากต่างประเทศรวม 115,000 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของมูลค่าขอรับส่งเสริมทั้งหมดใน อีอีซี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนใน อีอีซี สูงสุด มูลค่าการลงทุน 50,455 ล้านบาท คิดเป็น 44% และอันดับสองเป็นนักลงทุนจากจีน มูลค่าการลงทุน 21,831 ล้านบาท ด้านความคืบหน้า โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในปี 2563 จาก 453 โครงการ ได้อนุมัติคำขอแล้ว 292 โครงการ คิดเป็น 64% ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 172 โครงการ คิดเป็น 59% และได้เริ่มโครงการแล้ว 79 โครงการ คิดเป็น 46% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) ช่วยเกษตรกรรายได้มั่นคง ผลไม้ไทยแข่งขันได้ทั่วโลก โดยได้ลงนามความร่วมมือ(เอ็มโอยู) การจัดทำระบบห้องเย็น เกิดความร่วมมือ 3 ฝ่าย โดยหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) จะต้องวางกลไกบริหาร ประสานเอกชน ผู้นำท้องถิ่น สหกรณ์ พร้อมพัฒนาการแปรรูป ประมูลสินค้า และการส่งออก สร้างรายได้สูงสุดตรงสู่เกษตรกร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)จะทำการลงทุนระบบห้องเย็นขนาด 4,000 ตัน ด้วยเทคโนโลยีคงคุณภาพผลไม้ให้เหมือนเก็บจากสวน ยืดอายุไม่ต้องรีบส่งขาย และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) จะจัดหาพื้นที่บริเวณสมาร์ทปาร์ค มาบตาพุด โดยระบบห้องเย็น จะนำร่องด้วย ทุเรียน และผลไม้อื่น ๆ ต่อยอดไปยังอาหารทะเล ที่จะช่วยรักษาความสดใหม่ ให้เกษตรกรขายได้ตลอดปี มีรายได้มั่นคง สม่ำเสมอ ผลไม้ไทยแข่งขันได้ทั่วโลก พร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางตลาดผลไม้โลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการขับเคลื่อนอีเอฟซีจะยกระดับภาคเกษตรไทย โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยช่วยสนับสนุน การค้า การขนส่ง การเพาะปลูก ผลผลิตตรงความต้องการของตลาด ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาความต้องการตลาด สำรวจตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.วางระบบการค้าสมัยใหม่ ผ่านการค้าออนไลน์ และพัฒนาและลงทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ขนส่งทางอากาศได้จำนวนมาก 3.จัดทำระบบห้องเย็น ที่ทันสมัย จึงทำให้รักษาคุณภาพผลไม้สดใหม่ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการระยะแรกภายใน 12 เดือน &amp;nbsp;และ4.จัดระบบสมาชิก อบจ.ระยอง จะช่วยรวบรวมสมาชิกสวนทุเรียน เพื่อนำร่องโครงการ โดยสมาชิกที่ร่วมโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางเร่งฝึกอบรมสร้างบุคลากร เสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐ บรรเทาสถานการณ์โควิด 19 โดยในพื้นที่ อีอีซี ระยะต่อไป นอกจากจะเร่งการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับประเทศแล้ว ยังต้องทำนโยบายที่เน้นมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแรงจากโควิดมากขึ้น โดยการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบ Demand driven (อีอีซี โมเดล) เป็นหนึ่งในกลไกเสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐจากผลกระทบโควิด เพื่อสนับสนุนให้แรงงานมีรายได้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทยังคงการจ้างงาน ซึ่งได้ดำเนินการเพิ่มเติม 3 โครงการ อีกกว่า 12,220 คน ซึ่งจะทำให้ภายในปี 2565 อีอีซี จัดการพัฒนาทักษะบุคคลากร รวมทั้งสิ้นได้กว่า 91,846 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ประชุมยัง รับทราบความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งการดำเนินงาน ป็นไปตามแผนคณะทำงานเร่งรัด ฯ และมีความคืบหน้าต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยการรื้อย้ายสาธารณูปโภค เพื่อเปิดพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมสามารถส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ภายในเดือนมี.ค. 2564 และการส่งมอบพื้นที่เวนคืน อยู่ในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายโดย รฟท. ซึ่งจะส่งมอบพื้นที่อย่างช้าภายในเดือนก.ย. 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญี่ปุ่น, บอร์ดอีอีซี, ลงทุน, ลงทุนในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d4de275ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CPN ทุ่มไม่อั้น 2.2 หมื่นล้าน รีโนเวทรวด 17โครงการรับเศรษฐกิจหัวเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2562 น.ส. วัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจภายในปี 2565 ได้เตรียมงบประมาณไว้ 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนา 17 โครงการ ได้แก่ 1. การเข้าไปสร้างมิกซ์ยูสใน 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา, ศรีราชาชลบุรี และจันทบุรี 2. สร้างเมืองให้เกิดความเป็นเมืองใหม่ในเซ็นทรัลพลาซา พระราม2 และรามอินทรา 3. การปรับโฉมศูนย์การค้าอีก 12 สาขาทั่วประเทศ เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ทำให้เข้าไปลงทุนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะประกอบไปด้วยศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พักอาศัยและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เนื่องจากมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่แต่ละปีจะมีนักเดินทางมาเยือน 8.4 ล้านคน รวมถึงยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีส่วนต่อขยายจากกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่สำนักแห่งหนึ่ง และการลงทุนเกี่ยวกับที่พักอาศัยช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมามีมากถึง 50 โครงการ หรือประมาณ 5,800 ยูนิต ขายไปแล้ว 61% ส่งผลให้มีการขยายตัวทางเศรษฐีติดอันดับ 5 ของประเทศ บริษัทต้องการส่งเสริมความเป็นเมืองมรดกโลก โดยการนำเกียวโตโมเดลมาเปิดต้นแบบการผลักดันโครงการ และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง 85% และอีก 15% เป็นต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการเซ็นทรัลศรีราชา จะอยู่ภายใต้แนวคิด ลิฟวิ่ง กรีน อิน สมาร์ท ซิตี้ ออฟ อีอีซี เซ็นเตอร์ ( Living Green in Smart City of EEC Center) ประกอบด้วย ศูนย์การค้า คอนเวนชั่นฮอลล์ เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และโรงแรม รวมถึงยังจะนำโมเดลเดียวกับเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ไปนอกเขตพื้นที่ครั้งแรก โดยบริษัทมองว่าพื้นที่แห่งนี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีเป็นอันดับ2 ของประเทศรองจากกรุงเทพฯ ทั้งยังมีโครงการอีอีซีที่ภาครัฐกำลังพยายามผลักดัน ซึ่งจะสร้างการลงทุนให้เติบโตอีกมากในอนาคต คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส2 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โครงการมิกซ์ยูสหรือเซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี จะประกอบไปด้วยศูนย์การค้า ตลาดท้องถิ่น คอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย โดยจังหวัดแห่งนี้เป็นเมืองที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรชาติ รวมถึงยังเป็นเมืองของผลไม้เมืองร้อน เป็นศูนย์กลางการค้าพลอยและอัญมณีด้วยมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี คาดว่าจะเปิดบริการได้ในปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส. วัลยา กล่าวว่า การรีดีเวลลอปเม้นท์ของเซ็นทรัลพลาซา พระราม2 &amp;nbsp;จะปั้นให้เป็นรีจินอลมอล์ของกรุงเทพฯทางใต้ จากก่อนหน้ามีรีจินอลมอลล์กระจายตัวในกรุงเทพฯทางเหนือ คือเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา บางนา กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และเซ็นทรัลเวิลด์พลาซา ปิ่นเกล้า เป็นกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยศูนย์การค้าแห่งนี้เปิดบริการมา 15-16 ปีแล้ว และบริเวณดังกล่าวมีการขยายตัวความเป็นเมืองมากขึ้นจากในอดีต บริษัทเตรียมปรับปรุงศูนย์ใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านดีไซน์และเพิ่มร้านค้าใหม่ๆ รวมถึงพื้นที่สีเขียวอย่างเซ็นทรัล เพลิน พาร์ค ขนาด 37 ไร่ คาดว่าจะเปิดให้บริการไตรมาส 1 ปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ยังเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่รอบ 26 ปีให้กับเซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา ภายใต้แนวคิด ลิฟวิ่ง แลบ ออฟ รามอินทรา ( Living Lab of Ramindra) โดยพื้นที่แห่งนี้นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างมาก ทั้งความหนาแน่นของประชากร การคมนาคมที่จะมีโมโนเรลสายสีชมพู รวมถึงที่พักอาศัย คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บริษัทยังเตรียมปรับปรุงและขยายพื้นที่อีก 12 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 9, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น, เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี, เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่แอร์พอร์ต, เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล มารีนา พัทยา, เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย และเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48213</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN), ลงทุน, วัลยา จิราธิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191017/image_big_5da7cb00e4e5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ชี้ EEC ลงทุนดี แต่ไม่ดีเพราะรัฐบาลมาจากรธน.ฉบับ60</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 62 - ที่จ.ชลบุรี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวในงานเสวนาหลากมุมมองโครงการ อีอีซี กับการมีชีวิต กฏหมายและรัฐธรรมนูญที่ดี ในกิจกรรมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ถึงการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ว่า 1. EEC วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต่อยอดเศรษฐกิจภาคตะวันออก จากเดิม เพื่อส่งเสริม SME ให้เจริญเติบโต การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน อย่าให้กฎเกณฑ์ที่กำหนดทำลายชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว มีข้อมูลหนึ่งที่ควรพิจารณา เมื่อมีโครงการ EEC เกิดขึ้น คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด ในชลบุรีเป็นขาลง ซึ่งคอนโดเหล่านี้ลูกค้าคือต่างชาติ ประมาณ 49 % ตอนนี้มีแต่ต่างชาติประกาศขายทำให้ราคาตลาดเป็นขาลง มีอาคารชุดแห่งหนึ่งเป็นอาคารที่ชาวยุโรปซื้อไว้ เพื่อมาพักผ่อนช่วงฤดูร้อน ตอนนี้ประกาศขายเกิน 50 % ระวังโครงการ EEC จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้ SME ต่างชาติ มาแสวงหาประโยชน์และมาทำลายทรัพยากร แต่ไล่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างกลุ่มยุโรปออกจากประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้นักลงทุนในโครงการนี้ ต้องพิจารณาให้ดีว่าโครงการที่มาขอสิทธิประโยชน์เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในพื้นที่ มากกว่าสิทธิประโยชน์ที่ประเทศและชุมชนในพื้นที่ต้องเสียไปหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาสิทธิประโยชน์การลงทุนใน EEC มีรายละเอียดต่างๆ มากมายที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสงคราม กล่าวถึงสิทธิประโยชน์การลงทุนใน EEC ประกอบด้วย (1) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบางกิจกรรมได้นานสูงสุด 13 ปี อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน (2) ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับ เครื่องจักร วัตถุดิบ ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และของที่นำเข้ามาเพื่อการวิจัยและพัฒนา (3) เงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัย และพัฒนาการส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (4) อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม (5) สิทธิ์การเช่าที่ดินราชพัสดุ ถึง 50 ปี และสามารถพิจารณาต่ออายุอีก 49 ปี (6) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17% ต่ำสุดในอาเซียน สำหรับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัย ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (7) ระบบ One-stop Service อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนให้บริการข้อมูลข่าวสารการขออนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการการค้าการส่งออกนำเข้าในจุดเดียว (8) วีซ่าทำงาน 5 ปี เพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสงคราม กล่าวต่อไปว่า 3. โครงการ EEC เป็นการลงทุนที่ดีและใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก และงบประมาณเหล่านี้คืองบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนคนทั้งชาติที่นำมาใช้เป็นงบประมาณในการลงทุน แต่การที่ให้กลุ่มผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประชาชนทั้งชาติที่ร่วมกันลงทุนในโครงการนี้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน เป็นของประชาชน และเพื่อประชาชน จึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งชาติได้รับประโยชน์สูงสุด หากรัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดนกลุ่มบุคคลย่อมยึดโยงกับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการแบบนี้คือการทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ หรือพูดง่ายๆ คือประชาชนโดนกดขี่จากกลุ่มบุคคลนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งจะเห็นได้ว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยมีการกำหนดแนวทางเพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ ย่อมทำให้เกิดผลเสียกับประชาชนทั้งประเทศ เพราะกลุ่มบุคคลกลุ่มนั้นไม่มีความจริงใจในการพัฒนาชาติ แต่มีเพียงความมุ่งหมายที่จะเข้ามาสนับสนุนการหาประโยชน์เพื่อกลุ่มตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่จะมีผลยึดโยงกับประชาชนทั้งชาติ ซึ่งเราต้องช่วยกันเดินหน้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชนให้ได้ ประเทศเราจะได้พัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้ โดยการขับเคลื่อนของคนทั้งชาติ และในที่สุดผลประโยชน์ก็จะได้ตกมาเป็นของคนทั้งชาติอย่างแท้จริง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46294</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC, ลงทุน, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, อีอีซี, เศรษฐกิจภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190921/image_big_5d86008f24fee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้วกฎหมายร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนฉบับใหม่ล่าสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2562 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
พ.ศ.2562 ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 หน้า 29 ตอนที่ 29 ก แล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในวันในที่ 11 มี.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 70 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการออกกฎหมายดังกล่าวระบุว่า โดยที่พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 มีบทบัญญัติในเรื่องของขอบเขตของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างกว้างขวางอันส่งผลให้มีโครงการร่วมลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องจัดทำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่รัฐประสงค์จะสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนต้องเข้ามาสู่กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีการสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน ประกอบกับยังขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน อันส่งผลให้การดำเนินโครงการมีความล่าช้าและเอกชนยังไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐเท่าที่ควร จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจนและแน่นอนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยมุ่งเน้นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน กำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคหรือความล่าช้าในการจัดทำหรือดำเนินโครงการร่วมลงทุน และมีมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนให้แก่โครงการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเอกชนรวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปยังหน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐ ในขณะเดียวกันหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนยังคงกระชับ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30959</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562, มาตรา, ราชกิจจานุเบกษา, ลงทุน, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ยันกฎหมาย ’อีอีซี’ มีผลดันการลงทุนไทยเดินหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.ยันกฎหมายอีอีซีมีผลสร้างความเชื่อมั่นดันการลงทุนไทยเดินหน้า เร่งรัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยอมรับอุตสาหกรรมไทยบางกลุ่มยังไม่พร้อมต้องรอเอกชนต่างชาติหนุน ชี้สัญญาณการตอบรับของนักลงทุนยังดีเรื่อย ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15&amp;nbsp;พ.ค. 2561 &amp;ndash; นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าหลังจากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ในโครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีผลบังคับใช้แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และจะก่อให้เกิดการผลักดันให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากยิ่งขึ้นโดยขณะนี้ก็จะเห็นว่ามีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เข้ามายังพื้นที่อีอีซีอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาครัฐจะต้องเร่งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบิน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับการลงทุนในอีอีซี ซึ่งอยากให้เห็นสำคัญว่าการลงทุนในอีอีซีจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยพัฒนาขึ้นมา ขณะที่ความพร้อมของภาคเอกชนต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเอกชนไทยเองยังไม่พร้อมเต็มที่ในทุกด้าน ซึ่งก็ต้องรอการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมไทยในส่วนก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตได้ ทั้งนี้แนวโน้นการลงทุนของต่างชาติ ยังพอมีสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากต่างชาตินั้นมีความสนใจอยู่เดิมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในตัวกฎหมายจะออกมากำหนดความชัดเจนทั้งของด้านการลงทุน การจ้างงาน ทั้งของไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายอีอีซีสามารถออกมาบังคับใช้ได้แล้ว ก็จะเป็นผลดีอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ทำไว้ขณะนี้ถือว่าดีอยู่แล้วและที่ผ่านมาเองก็จะเห็นว่ากฏหมายการลงทุนของไทยโอกาสเปลี่ยนแปลงน้อยมากแม้การเมืองจะเปลี่ยนไป&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างชาติ, ลงทุน, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีอีซี, อุตสาหกรรม, เชื่อมั่น, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af9840beb20d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
