<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสี่ยไก่&#039;ลั่นไทยต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานเหน็บเหลือแค่สติปัญญาที่จะทำให้เป็นโอกาสหรือเป็นมหาวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.63 - นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 ทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตตามปกติมาสู่ความปกติตามวิถีใหม่ (new normal) เช่น ต้องสวมใส่หน้ากาก ต้องเว้นระยะห่าง ต้องงดการมีปฏิสัมพันธ์ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ผิดจากธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากความเต็มใจแต่ที่ต้องยอมทำเพราะความกลัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้เราวางโครงสร้างประเทศด้วยการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น เขื่อน ถนนหนทาง เป็นต้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ความกลัวตายของมนุษย์จากโควิด-19 หรือไวรัสตัวอื่นที่จะพัฒนาและกลายพันธุ์ต่อไปได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยสิ้นเชิง มนุษย์ได้หันมาใส่ใจกับสุขภาพและความสะอาด (Health &amp;amp; Hygienity) เป็นลำดับแรก นั่นคือโอกาสของประเทศไทยที่ผมและพรรคเพื่อไทยพูดมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยจึงต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ทางด้านสุขภาพและความสะอาดเพื่อเป็นพื้นฐานของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการเกษตร อาหาร ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมบริการ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวคือกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อว่าสินค้าและบริการของไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยทางสาธารณสุขสูงในระดับโลก เช่น การยกระดับหรือสร้างมาตรฐาน (capacity building) ให้กับผู้ประกอบการหรือพนักงานในการให้บริการ หรือการผลิตสินค้า รวมทั้งการลงทุนเครื่องมือทางสาธารณสุขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและผู้ที่จะมาใช้บริการของไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสแบบนี้ร้อยปีมีครั้ง ทำให้ไทยสามารถเริ่มต้นทางธุรกิจได้ก่อนทุกชาติในโลก โดยเฉพาะชาติทางตะวันตกที่ยังเริ่มต้นไม่ได้เนื่องจากต้องหยุดทุกอย่างเพื่อควบคุมโรคและรักษาคนที่ติดเชื้อนับหมื่นนับแสน แต่จำนวนผู้ป่วยของเราต่ำสิบซึ่งต้องยกย่องบุคลากรทางการแพทย์จึงทำให้เราได้เปรียบเริ่มต้นได้ก่อน ยกเว้นรัฐบาลจะห่วงตัวเองกลัวคนออกมาไล่เลยหาเหตุแช่แข็งประเทศต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินมีพร้อมและเพียงพอ เหลือแค่สติปัญญาที่จะทำให้เป็นโอกาสหรือเป็นมหาวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64764</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, ติดเชื้อไวรัสโควิด-19, นายวัฒนา เมืองสุข, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c86f588370cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงหนี้ประเทศสูงไม่น่าห่วงแม้จะพุ่งแตะ6.67 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. เต้นแจงหนี้ประเทศพุ่งแตะ 6.67 ล้านล้านบาท ไม่น่ากังวล ยันไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบุเป็นหนี้ดีจากการกู้เพื่อลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ช่วยกันเศรษฐกิจขยายตัว มองปีหน้าการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังป่วนหนัก ชี้ยังไม่ใช่จังหวะไทยขยับขึ้นดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธีรัชย์ อัตนวานิช โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงกรณีที่ยอดหนี้สาธารณะของไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือน ส.ค.2561 อยู่ที่ 6.67 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.32% ต่อจีดีพีว่า ยืนยันว่าหนี้สาธารณะที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้มีความน่าเป็นห่วงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการเป็นหนี้ของรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เห็นได้จากยอดจีดีพีที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นสอดคล้องกับจำนวนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง คือ ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ซึ่งหนี้สาธารณะในระดับนี้ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ และที่สำคัญไม่ควรมองว่าจำนวนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่สิ่งที่ สบน.ให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือการก่อหนี้ที่มีคุณภาพของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ&amp;rdquo; นายธีรัชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายธีรัชย์ กล่าวอีกว่า การก่อหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจจะให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้และการใช้จ่าย การก่อหนี้ที่ดีคือต้องทำให้เกิดรายได้ในอนาคต และสร้างศักยภาพของประเทศ คน และองค์กรในระยะยาว ซึ่งการก่อหนี้ในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลใช้นั้น ถือว่าเป็นการก่อหนี้ที่มีคุณภาพ ซึ่งในอนาคตจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในอดีตตั้งแต่ไทยประสบกับวิกฤติทางการเงิน จะพบว่ารายจ่ายด้านการลงทุนของภาครัฐมีตัวเลขที่ต่ำ ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นโยบายการลงทุนของรัฐบาลประสบปัญหาไม่ต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในระดับที่ต่ำมากต่อเนื่องหลายปี ย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปี 2562 มีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนมากกว่าในปีนี้ เนื่องจากธนาคารกลางของหลายประเทศทยอยกลับเข้าสู่การใช้นโยบายการเงินในระดับปกติ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับเข้าสู่ขาขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ไทยนั้นสวนทางกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังมีความเข้มแข็ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ทั้งยังมีเงินทุนไหลเข้าไทยทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ซึ่งทำให้ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อรองรับกับความผันผวนของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มองว่าในขณะนี้อาจยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในบางอุสาหกรรมยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในระยะหนึ่งไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในตลาดโลกนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สบน.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อสภาพคล่องของประเทศที่อาจจะลดลงบ้าง ซึ่งนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้มอบนโยบายให้ สบน.ไปศึกษาเรื่องแหล่งเงินกู้ โดยเฉพาะการกู้เงินที่จะนำมาใช้ในโครงการลงทุนระยะยาวว่าสามารถใช้เงินกู้จากต่างประเทศที่มีต้นทุนที่ดีได้อย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่การออกพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นการออกพันธบัตรในระยะกลางมากขึ้น เพราะจากที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่เป็นขาขึ้นนั้น จึงทำให้ในปีนี้มีการชะลอการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวลง ดังนั้นในปีหน้า สบน.จะเน้นการออกพันธบัตรอายุ 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี, 20 ปี และ 30 ปีเป็นหลัก ส่วนอายุ 50 ปี อาจจะมีบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19741</URL_LINK>
                <HASHTAG>6.67 ล้านล้านบาท, คลังไม่กังวล, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, หนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac3a86f63fa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
