<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 22:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 22:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ลงนามกม.ต้านการเหยียดอเมริกันเชื้อสายเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมจากความเกลียดชัง เพื่อปกป้องคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีเพิ่มมากขึ้นนับแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเริ่มต้นจากจีน และทำให้คนเชื้อสายเอเชียตกเป็นแพะรับบาป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ไบเดนลงนามบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม ต่อหน้านักการเมืองและสมาชิกอาวุโสของสภาคองเกรสเชื้อสายเอเชียหลายคน รวมถึงแทมมี ดักเวิร์ธ ส.ว.ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า การเหยียดเชื้อชาติเป็น &amp;quot;ยาพิษน่ารังเกียจที่ระบาดอยู่ในประเทศของเรามายาวนาน&amp;quot; มีเหตุการณ์รุนแรงมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมกับฉากหลังของความรู้สึกต่อต้านจีนโดยเชื่อมโยงกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พบระบาดครั้งแรกในจีน ที่ไบเดนกล่าวว่า ทำให้ชุมชนอเมริกันเชื้อสายเอเชียตกเป็น &amp;quot;แพะรับบาป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียมากมายเหลือเกินที่ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกกลัวอย่างแท้จริงต่อความปลอดภัยของพวกเขา แม้แต่แค่การเปิดประตูบ้านแล้วเดินไปตามถนน&amp;quot; ไบเดนกล่าว พร้อมกับย้ำด้วยว่า ความเกลียดชังจะไม่มีที่หลบซ่อนในอเมริกาอีกต่อไป ความนิ่งเฉยคือการสมรู้ร่วมคิด ซึ่งพวกเราไม่อาจทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายที่เขาเพิ่งลงนาม ซึ่งเป็นผลจากการสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงของสมาชิกทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันในสภาคองเกรสที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จะปรับปรุงการเข้าถึงสำหรับการรายงานอาชญากรรมลักษณะนี้ และทำให้ระเบียบขั้นตอนการตอบสนองของเจ้าหน้าที่ทางการมีความราบรื่นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่ม &amp;ldquo;สต็อป เอเอพีไอ เฮต&amp;rdquo; ที่เคลื่อนไหวเพื่อหยุดความเกลียดชังชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก เผยว่า ในรอบ 1 ปีตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์จากความเกลียดชัง 6,603 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการดูหมิ่นทางวาจา แต่น่าจะยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายต่อต้านการเหยียดคนเชื้อสายเอเชีย, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ลงนามกฎหมาย, อาชญากรรมจากความเกลียดชัง, เหยียดเอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7cd3d29d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 22:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 22:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปูติน&#039;ลงนามกฎหมายต่ออายุเก้าอี้ปธน.อีก2สมัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อยู่กันยาวๆ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ลงนามกฎหมายที่จะเปิดทางให้เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียได้อีก 2 สมัย สมัยละ 6 ปี และมีโอกาสที่เขาจะครองอำนาจต่อไปจนถึงปี 2579&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 5 เมษายน กล่าวว่า ผู้นำรัสเซียซึ่งปัจจุบันอายุ 68 ปี และครองอำนาจมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ลงนามกฎหมายฉบับนี้ในวันเดียวกันนี้ ตามสำเนาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปูตินเป็นผู้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้เมื่อปีที่แล้ว ในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ซึ่งชาวรัสเซียลงประชามติเห็นด้วยอย่างท่วมท้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ร่างกฎหมายฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบของสภาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้จะอนุญาตให้ปูตินลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีก หลังจากการดำรงตำแหน่งวาระปัจจุบันซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ครบกำหนดในปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปูตินชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อปี 2543 และครองเก้าอี้นี้ 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ต่อมาเก้าอี้นี้ถูกส่งต่อให้ดมิตรี เมดเวเดฟ พันธมิตรของเขาในการเลือกตั้งปี 2551 ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการขัดตาทัพเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดห้ามครองตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 สมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่เป็นประธานาธิบดีนั้น เมดเวเดฟลงนามกฎหมายขยายวาระประธานาธิบดีเป็นสมัยละ 6 ปีเริ่มต้นกับประธานาธิบดีคนถัดไป แล้วปูตินก็กลับมาทวงเก้าอี้เดิมของเขาในปี 2555 แล้วชนะเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายต่อต้านเครมลินวิจารณ์กฎหมายฉบับใหม่ที่อนุญาตให้ปูตินกลับมาลงสมัครได้อีก 2 สมัย ว่าเป็นข้ออ้างเพื่อทำให้ปูตินกลายเป็น &amp;quot;ประธานาธิบดีตลอดชีพ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดำรงตำแหน่งอีก 2 สมัย, ประธานาธิบดีปูติน, ประธานาธิบดีรัสเซีย, ลงนามกฎหมาย, วลาดิมีร์ ปูติน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606b2caf6a609.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2019 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนขู่ตอบโต้ &#039;ทรัมป์&#039; ลงนาม กม.หนุนประชาธิปไตยฮ่องกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนขู่จะใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐอย่างหนักหน่วง ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามกฎหมายหนุนประชาธิปไตยฮ่องกงที่จะทบทวนสถานะพิเศษทางการค้าของเขตปกครองพิเศษของจีนแห่งนี้ อีกด้านตำรวจฮ่องกงเข้าไปเก็บกวาดระเบิดขวดและวัตถุอันตรายในมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวฮ่องกงชุมนุมในลานเอดินเบิร์กเพลส เขตเซ็นทรัล เพื่อขอบคุณสหรัฐในวันขอบคุณพระเจ้า พฤหัสบดีที่ผ่านมา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งยังมีความขัดแย้งทางการค้ากับจีนคาราคาซังอยู่ ถูกคองเกรสกดดันอย่างหนักให้ลงนามกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาคองเกรสทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ภายหลังการลงนามเมื่อวันพุธ ทรัมป์พยายามผ่อนหนักเป็นเบา ด้วยการชี้แจงในแถลงการณ์ว่า เขา &amp;quot;เคารพ&amp;quot; ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหาทางคลี่คลายความเห็นต่างอย่างฉันมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง ซึ่งสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ระบุให้กระทรวงการต่างประเทศทบทวนสถานะพิเศษทางการค้าของฮ่องกงอย่างน้อยเป็นประจำทุกปี ว่าฮ่องกงมีสิทธิเสรีภาพภายใต้อำนาจกึ่งปกครองตนเองหรือไม่ และยังขู่จะแซงก์ชันการกระทำที่ละเมิดสิทธมนุษยชนด้วย ส่วนกฎหมายอีกฉบับนั้นห้ามการขายแก๊สน้ำตา, กระสุนยาง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่กองกำลังความมั่นคงใช้ในการปราบปรามผู้ประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนซึ่งแสดงความไม่พอใจที่คองเกรสผ่านกฎหมายนี้ เคยเตือนทรัมป์อย่าได้ลงนามบังคับใช้กฎหมาย และเมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์เตือนว่า สหรัฐจะต้องเผชิญกับมาตรการตอบโต้ที่หนักหน่วงของจีนและยังดำเนินการตามอำเภอใจเกี่ยวกับฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการแถลงข่าวประจำวัน เกิ้ง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ปฏิเสธจะเผยรายละเอียดเรื่องเงื่อนเวลาหรือมาตรการที่จีนจะใช้ โดยบอกว่าให้รอฟังข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เล่อ อวี้เฉิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ยังได้เรียกเทอร์รี แบรนสตัด เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำจีน เข้าพบเพื่อประท้วง และเรียกร้องให้สหรัฐยุติการแทรกแซงกิจการภายในของจีนทันทีและหยุดทำร้ายความสัมพันธ์ไปยิ่งกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐชี้ว่า การค้าระหว่างฮ่องกงกับสหรัฐเมื่อปี 2561 มีมูลค่าประมาณ 67.3 พันล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบการค้า 33.8 พันล้านดอลลาร์ มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศและดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรัฐบาลฮ่องกงของแคร์รี แลม ผู้จุดชนวนการประท้วงเมื่อเดือนมิถุนายนด้วยการเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีน แถลงว่า ฮ่องกงเสียใจที่สุด กฎหมาย 2 ฉบับนี้แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกงอย่างชัดแจ้ง และเป็นการส่งสัญญาณผิดๆ ถึงผู้ประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ตำรวจนอกเครื่องแบบของฮ่องกงราว 100 นายพร้อมหน่วยดับเพลิงและทีมแพทย์ เข้าไปภายในมหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค (โพลียู) ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิปะทะดุเดือดและโดนตำรวจปิดล้อมเมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานและเคลื่อนย้ายวัตถุอันตราย เช่นระเบิดขวด ตำรวจกล่าวว่า หากมีผู้ประท้วงหลงเหลืออยู่ พวกเขาจะได้รับการรักษาพยาบาลก่อนเป็นลำดับแรก ส่วนการจับกุมนั้นเป็นเรื่องรองลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ของโพลียูกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า การตรวจค้นของพวกเขาเมื่อวันอังคารพบผู้ประท้วงเหลืออยู่ภายในเพียงคนเดียว และผู้สื่อข่าวก็ไม่พบความเคลื่อนไหวภายในนานร่วม 48 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนวันพุธ มีชายคลุมหน้าคนหนึ่งบอกกับนักข่าวภายในนั้นว่ามีผู้ประท้วงเหลืออยู่ราว 20 คน อย่างไรก็ดี การเข้าตรวจค้นของตำรวจไม่พบวี่แววของคนเหล่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51348</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง, ขู่ตอบโต้, จีน, ประท้วง, มหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค, ลงนามกฎหมาย, สหรัฐ, ฮ่องกง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191128/image_big_5ddfc567726fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
