<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอนเงินเกษตรกร8ล้านราย พณ.พักหนี้-อุ้มราคาปาล์ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เคาะจ่ายเงินเยียวยาอาชีพอิสระ 5,000 บาทให้ 14 ล้านคนที่ผ่านเกณฑ์ คาดสัปดาห์นี้จ่ายเงินครบ ส่วน&amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; เตรียมโอนเงินช่วยเกษตรกร 8.35 ล้านราย ล็อตแรกศุกร์นี้ 15 พ.ค. ฝ่ายค้านหวั่นข้อมูลรายชื่อมั่ว แนะส่งคนลงสำรวจพื้นที่หาเกษตรกรตัวจริง ก.พาณิชย์จัดให้ ดันพักหนี้เกษตรกร 900 ล้าน-อุ้มราคาปาล์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสรุปความคืบหน้ามาตรการเยียวยา 5,000 บาท จากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.เราไม่ทิ้งกัน.com ณ วันที่ 11 พ.ค. 2563 มีผู้ผ่านเกณฑ์แล้ว 14 ล้านคน คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินเยียวยาให้ได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในวันที่ 12 พ.ค.2563 จะมีการโอนเงินให้ผู้ผ่านเกณฑ์อีกประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่ข้อมูลบัญชีไม่ถูกต้องและได้เปลี่ยนแปลงวิธีการรับเงินเป็นช่องทางพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนแล้ว ส่วนการเปิดทบทวนสิทธิภายหลังปิดให้มีการดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.2563 เวลา 24.00 น. พบว่า มีผู้ขอทบทวนสิทธิรวมทั้งสิ้น 6.5 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมีผู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว 6.1 ล้านคน ยังขาดอีก 4 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังคาดว่าภายในวันที่ 17 พ.ค.2563 จะสามารถบริหารจัดการข้อมูลผู้ลงทะเบียนทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ในระดับ 98-99% โดยอาจมีกลุ่มที่ตกค้างบ้าง เช่น กลุ่มที่ขอข้อมูลเพิ่มเติมแต่ยังไม่ได้เข้ามาให้ข้อมูล และยังมีกลุ่มผู้ขอทบทวนสิทธิที่ผู้พิทักษ์สิทธิลงพื้นที่แล้ว แต่ไม่พบตัวเนื่องจากปัจจุบันไม่ได้อยู่ตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้ตอนขอทบทวนสิทธิ กรณีนี้จะส่งต่อข้อมูลให้ผู้พิทักษ์สิทธิในจังหวัดที่ท่านอยู่ในขณะนี้รับไปเป็นผู้ดูแลต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้นบ้าง&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องมาตรการเยียวยากลุ่มเกษตรกร ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับฐานข้อมูลการจ่ายเงินเยียวยาตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท และฐานข้อมูลข้าราชการและข้าราชการบำนาญตามที่กระทรวงเกษตรขอความอนุเคราะห์เรียบร้อยแล้ว และได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรเป็นไปตามกำหนดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงขั้นตอนการจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ ตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รายละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 10 ล้านราย ภายใต้วงเงินงบประมาณ 150,000 ล้านบาท ว่ากระบวนการดังกล่าว ธ.ก.ส.จะรับข้อมูลผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ในกรณีเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. แล้ว สามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้โดยไม่ต้องมาเปิดบัญชีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. สามารถแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารอื่น โดยเตรียมหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารอื่น จากนั้นเข้าเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com ซึ่งมีเกษตรกรบางส่วนได้แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารอื่นแล้ว โดยเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com เป็นเพียงการรับแจ้งช่องทางในการโอนเงินเท่านั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐ เช่น การเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระ (เราไม่ทิ้งกัน) ข้าราชการบำนาญ ประกันสังคม หรือโครงการอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์ย้ำว่า กรณีเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2563 ซึ่งหมดเขตวันที่ 15 พ.ค.2563 จะไม่พบข้อมูลในเว็บไซต์ เนื่องจากข้อมูลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดส่งให้ ธ.ก.ส. กลุ่มเป้าหมายแรกจำนวน 8.35 ล้านราย เป็นข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพียง ณ วันที่ 30 เม.ย.2563 เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเกษตรกรจะสามารถแจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารอื่น หลังจากได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนตามเงื่อนไขของโครงการ โดยเริ่มแจ้งได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.2563 และ ธ.ก.ส.จะเริ่มโอนเงินเข้าบัญชีกลุ่มเป้าหมายที่ 2 พร้อมกับเกษตรกรที่มีบัญชี ธ.ก.ส. ในวันที่ 29 พ.ค.2563 เป็นต้นไป นอกจากนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ โดยเกษตรกรที่ได้รับเงินกลุ่มแรกกว่า 8 ล้านราย สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่15 พ.ค.2563 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าว ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการภายใต้การควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.แล้ว ยังสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.และของธนาคารอื่นๆ ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร หรือใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็มที่ตู้เอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.ได้อีกด้วย&amp;rdquo; นายอภิรมย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน ของกระทรวงพาณิชย์ในสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีมติร่วมในหลักการ ให้พักชำระหนี้เกษตรกร ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ในวงเงินประมาณ 900 ล้านบาท โดยกองทุนต้องกลับไปแก้ไขระเบียบเกี่ยวข้อง ที่เดิมใช้มาตรการขยายเวลาชำระหนี้ แล้วเข้าประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ อีกครั้ง เพื่อออกเป็นระเบียบปฏิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า สินค้าเกษตร 5 ชนิดหลัก คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์ม โดย 4 ชนิดราคาปรับตัวดีขึ้น ยกเว้นปาล์ม ที่ราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด มีการจำกัดการเดินทาง ทำให้การใช้พลังงาน ไบโอดีเซลที่มีปาล์มเป็นวัตถุดิบลดน้อยลง เมื่อความต้องการน้อยราคาจึงตกไปบ้าง แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น การเดินทางสัญจรและการขนส่งเริ่มกลับมา บริษัทผู้ผลิตไบโอดีเซลจึงพร้อมที่จะรับซื้อผลปาล์มมากขึ้น ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ยังเหลือรับการซื้ออีก 3 หมื่นตันในเร็ววันนี้ คาดว่าราคาผลปาล์มจะขยับตัวสูงขึ้น แต่หากสเถียรภาพยังไม่ดีขึ้น จะสำรองการรับซื้อเพิ่มอีก 1 แสนตัน รวมถึงขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับซื้อผลปาล์มในราคาเป็นธรรม ไม่กดราคากับชาวสวนปาล์ม ซึ่งถ้าหากมีการกดราคาจนไม่เป็นธรรม จะขัดกฎหมายมาตรา 29 การกดราคาสินค้าเกินควร ซึ่งจะมีโทษทั้งจำและปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวอีกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลผลไม้และจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะมะม่วง ที่ไม่สามารถส่งออกขายนอกประเทศได้ เนื่องจากหลายประเทศมีการปิดพรมแดน กระทรวงพาณิชย์??จึงร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ช่วยกันจำหน่ายผลไม้ออนไลน์ภายในประเทศ โดยไปรษณีย์ไทยที่มีกลไกโลจิสติกส์จะเข้าไปรับสินค้าถึงในสวน และจัดส่งให้ด้วย ขณะที่กรมท่าอากาศยาน ให้ความร่วมมือจัดพื้นที่ในสนามบินเปิดขายผลไม้ ซึ่งมีบริการส่งฟรีในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกสินค้าการเกษตร เช่น ข้าวแลกปลา เป็นแนวคิดกระทรวงพาณิชย์ ที่ใช้กลไกพาณิชย์จังหวัด ให้เป็นเซลส์แมนขายสินค้า เนื่องจากแต่ละจังหวัดรู้ว่าตัวเองมีสินค้าอะไร ที่ล้นอาจตลาด อยากระบายไปที่อื่น ขณะที่บางจังหวัดรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โดยจังหวัด วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ร่วมมือกัน เสนอสินค้าจับคู่กัน ทำให้เกิดมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าการค้าปกติ โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากว่า 900 ล้านบาท ซื้อขายสินค้าเกษตรออกนอกพื้นที่มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการส่งออกสินค้า ขณะนี้เริ่มทำได้แล้วหรือไม่ ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด ทุกประเทศจำกัดการเคลื่อนย้าย ทั้งคนและสินค้า โดยเฉพาะประเทศจีน ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรของเราค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาใช้การขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านและวิ่งยาวไปถึงประเทศจีน แต่มีการล็อกด่านพรมแดน จึงเกิดความยากลำบาก รัฐบาลจึงใช้การเจรจาในระดับสูงด้านการทูต ซึ่งปัญหาเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา สปป.ลาวได้กำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ให้ใช้รูปแบบอยู่ดินแดนประเทศไหน ให้คนชาตินั้นขับ จึงเกิดความสะดวก เพราะหากใช้คนจากประเทศเราขับเข้าไปก็จะถูกกักตัว ขณะที่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการจีนเปิดนำเข้าผลไม้ทางบก บริเวณด่านตงซิง ที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศเวียดนาม และด่านหมิงเสียง ก็เปิดด่านรถไฟเพิ่มจากเดิมที่มีแต่ด่านรถยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงยังมีโครงการให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก โดยจัดโครงการธงฟ้าสู้ภัยโควิด-19 ที่เริ่มต้นเฟสแรกมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม มีรถเร่กว่าร้อยคันวิ่งขายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจะมีเฟส 3 ในวันที่ 13 พฤษภาคม จะเพิ่มรถเร่เป็น 300 คัน รวมถึงโครงกาารพาณิชย์ลดราคาเพื่อประชาชน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา มีสินค้าร่วมรายการ 72 รายการ ผู้ประกอบการ 31 ราย และเฟส 2 เมื่อวันที่ 25 เมษายน มีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเป็น 51 ราย และสินค้า 3,025 รายการ &amp;nbsp;และเตรียมที่จะมีเฟส 3 อีกในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก 7-11 ลดราคาอาหารแช่แข็ง 6 เมนู จากราคา 30-32 บาท จะขายในราคาเดียวคือ 20 บาท เช่นเดียวกับบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด จัดสินค้ามาม่าคัฟ 14 รส จากราคา 13 บาท ลดเหลือราคา 10 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ซื้อสินค้าราคาถูก และลดค่าครองชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเห็นจากฝ่ายการเมือง นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนปี 2562 และปัจจุบันยังคงเป็นเกษตรกรอยู่ กลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา เหตุยังไม่ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรให้เป็นปีปัจจุบัน รวมทั้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้ง ไม่สามารถเพาะปลูก เพราะเมื่อไม่มีการแจ้งปลูก ก็ไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรได้ ดังนั้นรัฐควรผ่อนปรนหรือมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรกลุ่มนี้ ซึ่งมีประมาณ 1.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน โดยไม่ควรใช้ระบบ AI เช่นเดิม เกรงว่าจะมั่วเหมือนที่ผ่านมา โดยต้องส่งคนลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริงจะได้ช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65671</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช่วยเกษตรกร, พักหนี้, ลงสำรวจพื้นที่หาเกษตรกรตัวจริง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเยียวยาโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb94dc8f0db5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
