<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039; พาณิชย์&#039;สั่งเชือดพ่อค้าแม่ค้าโก่งราคา ยาฟ้าทะลายโจร-ชุดตรวจโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ส.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายยาฟ้าทะลายโจร และชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตนเอง (Antigen Test Kid) หรือ ATK ที่นำสินค้าไปขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คือ ลาซาด้า และช้อปปี้แล้วรวม 11 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร ซึ่งเป็นความผิดมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของยาฟ้าทะลายโจร ได้ดำเนินคดีรวม 10 ราย ได้แก่ 1.ยี่ห้ออภัยภูเบศร 8 ราย ซึ่งไม่ได้แปลว่าอภัยภูเบศรผิด แต่คนที่นำไปขายผิด โดยนำยี่ห้ออภัยภูเบศร ขนาดขวดบรรจุ 60 แคปซูล ซึ่งราคาแนะนำที่ผู้ผลิตแจ้งกับกรมการค้าภายในอยู่ที่ 80 บาท แต่ปรากฏว่านำไปขายในลาซาด้าขวดละ 349-450 บาท เท่ากับแพงกว่าราคาที่แจ้งไว้ คิดเป็น 336-463% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร 2.ตราใบห่อ 1 ราย สินค้ามีขนาดบรรจุขวดละ 70 เม็ด ราคาแนะนำขาย 25 บาท แต่เอาไปขาย 119 บาท สูงกว่าราคาที่แจ้งไว้ 376% และ 3.ยี่ห้อไฟโตแคร์ ขนาดบรรจุ 100 เม็ด ราคาแนะนำที่กำหนดไว้ 180 บาท เอาไปขาย 490 บาท เท่ากับสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น 172%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทั้ง 10 รายแล้ว เป็นการขายผ่านลาซาด้า 8 ราย และช้อปปี้ 2 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร มีโทษสูงสุด จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังได้ดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจตามกฎหมายของแพลตฟอร์ม ทั้งลาซาดา และช้อปปี้ด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ATK ที่กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม ปรากฏว่ามีการนำไปจำหน่ายในร้านขายยาแห่งหนึ่ง และพบว่าเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยราคาแนะนำอยู่ที่ 350 บาท ผู้ผลิตแจ้งกรมการค้าภายในว่าจะจำหน่ายไม่เกินนี้ แต่ปรากฏว่าขายในราคา 450 บาท สูงกว่าที่ควรจะเป็น 29% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร ผิดมาตรา 29 เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นร้านขายยา 1 ราย อยู่แถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และผู้บังคับการตำรวจ ปคบ เป็นกรรมการ รวม 11 ท่าน มีอำนาจหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ สถานการณ์ของ ATK และกำหนดแนวทางมาตรการกำกับดูแลการจำหน่าย ATK ให้เป็นธรรมอีกชั้นหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมการค้าภายใน ได้แจ้งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ATK แจ้งต้นทุนการผลิต การนำเข้า และราคาที่จะตั้งขายมาให้พิจารณาแล้ว โดยล่าสุดมีแจ้งเข้ามา 10 ยี่ห้อ จากที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งหมด 34 ยี่ห้อ โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้าได้แจ้งราคาที่จะขายเฉลี่ยที่ชุดละ 250-350 บาท ส่วนยี่ห้อที่เหลือ คณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาราคาขายที่เหมาะสมของแต่ละยี่ห้อต่อไป และจะประกาศราคาแนะนำขายของแต่ละยี่ห้อที่เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th ส่วนราคายาฟ้าทะลายโจร ได้นำเผยแพร่บนเว็บไซต์แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113169</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ค้ากำไรเกินควร, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ชุดตรวจโควิด-19, ยาฟ้าทะลายโจร, ลงโทษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa3cc01b3b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมินงัดมาตรา44ปราบโกง บิ๊กตู่:กฎหมายปกติเอาอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปัดใช้ ม.44 ปราบโกง ยันสอบ &amp;quot;กองทุนเสมาฯ-เงินคนจน&amp;quot; กฎหมายปกติเอาอยู่ ขันนอตบทลงโทษทุจริตเข้มงวดขึ้น เผยแค่มีกลิ่นสอบเบื้องต้น 30 วัน สั่ง &amp;quot;ดอง-ย้าย-ไล่ออก&amp;quot; ได้ทันที พร้อมห้ามกลับตำแหน่งเก่าระยะ 3 ปี ประเดิมโชว์เชือด 13 ตำรวจ 1 ผอ.โรงเรียน &amp;quot;พม.&amp;quot; จ่อลงดาบโกงเงินคนไร้ที่พึ่งล็อตแรก ซี 7-8 จำนวน 5 คน &amp;quot;อนันตพร&amp;quot; ฟุ้งถอนรากถอนโคนวงจรคอร์รัปชันหมดภายใน 2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม ระบุจะใช้มาตรา 44 กับข้าราชการที่ทุจริตในกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการว่า ในที่ประชุม คสช.ตนให้แนวทางในเรื่องการพิจารณาบทลงโทษการทุจริตที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยออกมาตรการต่อต้าน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้กับรัฐบาล เพราะ คสช.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญเสนอมาตรการให้รัฐบาลปฏิบัติ เช่น กรณีที่มีข้อร้องเรียนมา ก็ให้ต้นสังกัดตรวจสอบขั้นต้นภายใน 7 วัน และให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ถ้ามีมูลก็ปรับย้ายออกมาก่อน ถ้าร้ายแรงก็ย้ายมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และรัฐวิสาหกิจ และถ้าผิดจริงก็จะมีทั้งเรื่องวินัย คดีอาญา และแพ่ง แต่ถ้าไม่ถึงขั้นไล่ออก ก็กำหนดห้ามปรับย้ายสูงขึ้น หรือเทียบเท่าตำแหน่งเดิมขึ้นบัญชีไว้ 3 ปี ไม่เช่นนั้นจะไม่กลัวกัน ไม่ใช่พอตรวจสอบเสร็จก็กลับมาใหม่อีก ต่อไปนี้ไม่ให้แล้ว ส่วนอีกเรื่องคือการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เกิดประสิทธิผล ไม่ตรงตามนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาเกียร์ว่าง วันนี้จะเข้มงวดทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสื่อและสังคมไม่ไว้วางใจ และปัญหาจะกลับมาที่รัฐบาลอีก&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวถึงปัญหาทุจริตกองทุนเสมาฯ ว่า จะไม่ใช้ ม.44 แก้ปัญหา เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เข้มงวดขึ้น ซึ่งขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วันและ 30 วัน อีกขั้นเป็นเรื่องของกรรมการสอบสวนในเรื่องวินัยว่าควรจะย้ายออกหรืออยู่ในกระทรวง จากนั้นเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย คดีอาญาและแพ่ง เช่น กรณีการทุจริตเงินผู้ไร้ที่พึ่ง ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกรณีของกระทรวงศึกษาธิการ มีคณะอนุกรรมการสามัญ (อ.ก.พ.) ประจำส่วนราชการระดับกระทรวงดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจจะให้ออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า กรณีทุจริตกองทุนเสมา คิดว่าเป็นขบวนการใหญ่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาตรวจสอบอยู่ ประเด็นคือทำไมอยู่นานนัก ตนก็ไม่เข้าใจตรงนี้เหมือนกัน แต่เขาบอกว่ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว คราวนี้ก็ต้องไปสอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ถึงใครก็ถึงคนนั้น รัฐบาลก็เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบให้เร็วขึ้น เอาหน่วยงานภายนอกไปตรวจสอบด้วย มีทั้ง ศอตช., ป.ป.ช., ปปง., ป.ป.ท. และถ้าจำเป็นก็มี ม.44&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเด็นสำคัญผู้ที่มีความมัวหมองในเรื่องทุจริต หรือเรื่องอื่นทุกกรณีที่มีผลกระทบ อย่างการค้ามนุษย์อะไรต่างๆ เราจะไม่มีการปรับย้าย 3 ปี ถ้ามีคดีอาญาก็เอาออกไป ให้มีความเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เวลา 3 ปีไม่ใช่เบา ปรับย้ายไม่ได้ก็ลอยอยู่อย่างนั้น ถ้าผิดก็เอาออก วันนี้ตัวอย่างอันแรกข้าราชการตำรวจอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ ระดับ พ.ต.อ.ลงมาและผู้อำนวยการโรงเรียนรวม 14 ราย ย้ายมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และจะพิจารณาต่อว่าจะให้ออกจากราชการหรือไม่&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงผลการตรวจสอบทุจริตเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของ พม.ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น 59 ศูนย์ พบการทุจริต 21 ศูนย์ ไม่พบ 8 ศูนย์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 30 ศูนย์ โดยศูนย์ที่ตรวจพบการทุจริตนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบขึ้นมาเป็นล็อตๆ ซึ่งล็อตแรกตรวจสอบเสร็จแล้ว รายงานผลมาให้ทราบเบื้องต้น พบข้าราชการระดับ 7 และ 8 เกี่ยวข้องจำนวน 5 คน โดยจะพิจารณาลงโทษให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ส่วนล็อตที่ 2 จะทยอยได้ข้อสรุปและลงโทษต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ที่พบทุจริตสามารถเชื่อมโยงไปถึงปลัดและรองปลัด พม. ที่ถูกมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้หรือไม่ พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า มีการให้การเชื่อมโยงทั้งหมด เพราะการทุจริตครั้งนี้มีทั้งเจ้าตัวปฏิบัติเอง และมีการสั่งให้ปฏิบัติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พม.ยอมรับเรื่องที่นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุการทุจริตเริ่มตั้งแต่การวิ่งเต้นตำแหน่งเพื่อให้ได้ลงไปทุจริตในพื้นที่มีส่วน ซึ่งข้อมูลจากทุกหน่วยตรงกัน ถือเป็นวงจร ภายใน 2 เดือนนี้จะตัดวงจรแบบถอนรากถอนโคน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผิดหวังในสิ่งที่พบ ซึ่งขัดแย้งกับชื่อกระทรวง แต่คนดีเขาก็ยังมี คนไม่ดีต้องลงโทษกันไป ใครไม่ดีต้องลงโทษ ใครที่ดีต้องให้ก้าวหน้า คนในกระทรวงคงเข้าใจช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของกระทรวง โดยวันที่ 28 มี.ค. จะมีการประชุมเรื่องยุทธศาสตร์การฟื้นฟูภาพลักษณ์กระทรวง ใครมีข้อมูลขอให้เอามาให้โดยเร็ว เรื่องจะได้จบ ไม่ต้องกลัวผู้บังคับบัญชาจะกลับมาใหม่แล้วลงโทษตัวเอง ยืนยันเราเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ นายกฯ กำชับในที่ประชุม ครม.ให้เอาจริง โดยการตรวจสอบทั้งหมดจะยังใช้กฎหมายปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44&amp;quot; รมว.พม.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมร่วมระหว่าง คสช.และ ครม.กรณีมาตรการการป้องกันและปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการว่า คสช.ได้เสนอแนวทางมาตรการการป้องกันและปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการแก่รัฐบาล ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดคือ ที่ผ่านมาเมื่อมีการร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ขอให้หน่วยงานราชการโดยเฉพาะหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ เริ่มต้นการตรวจสอบโดยทันที โดยกำหนดเวลาให้เริ่มต้นการตรวจสอบภายใน 7 วันนับแต่ได้รับข้อมูล และดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพบข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้พอเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ให้หัวหน้าหน่วยงานราชการดังกล่าวพิจารณาการดำเนินการ ปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว หากเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงอาจหมุนเวียนอยู่ในกระทรวงเดิม แต่หากเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรง หรือหากยังอยู่ในกระทรวงเดิม อาจส่งผลต่อพยานหลักฐาน ให้ปรับย้ายออกจากกระทรวงเดิมไปหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดตำแหน่งรองรับตำแหน่งข้าราชการระดับสูง 100 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับพนักงานในรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรมหาชน จำนวน 50 ตำแหน่ง&amp;quot; พล.ท.สรรเสริญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากตรวจสอบพบมีหลักฐานชัดเจนจนสามารถชี้มูลความผิดได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นดำเนินการทางวินัยทันที โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญาแต่อย่างใด และหากมีข้อมูลที่สามารถส่งให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สามารถรับไปดำเนินการทางคดีอาญาได้ ขอให้ดำเนินการโดยทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 73/2561 เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยที่การค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญร้ายแรงที่รัฐบาลกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องป้องกันและปราบปรามอย่างเฉียบขาด โดยเมื่อมีเรื่องร้องเรียนหรือตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนกระทำความผิด จึงต้องดำเนินการทางวินัยและทางอาญาโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินการความถูกต้อง เป็นธรรม พยานกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงและนำหลักฐานมาแสดง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจและข้าราชการอื่น รวม 14 ราย ที่รายงานเบื้องต้นว่ามีส่วนกระทำความผิดดังกล่าว มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัย โดยความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือทางอาญา โดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม และให้อยู่ในการกำกับดูแลของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือหน่วยงานต้นสังกัดโยกย้ายข้าราชการเหล่านี้ออกจากตำแหน่งเดิมไปสู่หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องการค้ามนุษย์ โดยไม่เลื่อนตำแหน่งหรือยศสูงขึ้น จนกว่าจะมีคำสั่งสำนักนายกฯ เป็นประการอื่น ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.นคร พักไพโรจน์ ผกก. (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.ภ.4 2.พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร รอง ผบก.อก.ภ.7 3.พ.ต.ต.กิตติชัย โถวิเชียร สว.สส.สภ.ขมิ้น จ.สกลนคร 4.ร.ต.อ.หญิง จริยาภรณ์ พ่วงพี่ดี รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองกาญจนบุรี 5.ร.ต.ท.ยุทธพล อนันตวิเชียร ฝ่าย ตม.ขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ บก.ตม.2 6.ร.ต.ท.สมปอง หีบแก้ว รอง สว.กก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.4&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ร.ต.ท.สุรศักดิ์ ชาญขุนทด รอง สว. (สส.) กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 8.ร.ต.ต.กัมปนาท สาเกทอง รอง สว. (ป.) ส.ทท. 2 กก.1 บก.ทท.1 9.ด.ต.วชัยรัตน์ มงคลเคหา ผบ.หมู่ ตม.จว.เลย บก.ตม.4 10.ด.ต.สมศักดิ์ หวังมีสุข ผบ.หมู่ กก.สส.2 บก.สส.บช.น. 11.ด.ต.อนันต์ สมศรี ผบ.หมู่ (ป.) สน.ฉลองกรุง 12.ด.ต.อภินันท์ แก้วผล ผบ.หมู่ ส.รฟ.นพวงศ์ กก.1 บก.รฟ. 13.จ.ส.ต.วโรดม วรพันธ์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 3 กก.สายตรวจ บก.สปพ.และ 14.นายเจริญ ศรีพรม ผอ.โรงเรียนบ้านนาน้อย อ.ภูเรือ จ.เลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5948</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมาฯ, ทุจริต, บิ๊กตู่, ม.44, ลงโทษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5aba5a48b6024.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต.ขออัยการสั่งฟ้องปั่นหุ้น 25 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต. ขอให้พนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำผิด 25 ราย ปรับ 890 ล้านบาท ฐานร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ 6 หลักทรัพย์ พร้อมส่งเรื่องต่อ ปปง.

26 มี.ค. 61 - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้มีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด จำนวน&amp;nbsp; 890,789,424 บาท กับผู้กระทำผิด 25 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ (ปั่นหุ้น) 6 หลักทรัพย์ คือ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) บมจ.มิลล์คอน สตีล (MILL) บมจ.โพลาริส แคปปิตัล (POLAR) บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC) บมจ.เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ (NINE) และ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบมจ.เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ (NINE-W1) และรายงานการดำเนินการดังกล่าวไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 12 ธ.ค. 56 - 24 มี.ค. 58 บุคคลทั้ง 25 ราย เป็นการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ โดยสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล รวมถึงรู้เห็นและ/หรือตกลงร่วมกันในการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยสลับกันเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ทั้ง 6 ตัว ในลักษณะอำพรางและ/หรือต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการกระทำโดยมีการปิดบังหรือปกปิดความสัมพันธ์และการส่งคำสั่งซื้อขายดังกล่าว ทำให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เพื่อชักจูงให้บุคคลอื่นเข้าซื้อหรือขายหลักทรัพย์ดังกล่าว

สำหรับรายชื่อผู้กระทำผิด ประกอบด้วย นายยรรยงค์ อินทรสงเคราะห์&amp;nbsp; นายระวีโรจน์ เขียนนิลศิริ นายเอกวิชญ์ กมลเทพา นายศิร์วสิษฎ์ สายน้ำผึ้ง นางวรณัน เลิศกุลธรรม นายภาณุรักษ์ แสงอร่าม นางสาวพรเพ็ญ นิธิเกษม นางสาวกรรณิดา ตั้งกิจตรงเจริญ นายกรวิช อัศวกุล นายภควันต์ วงษ์โอภาสี นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล นายพิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล นายสงกรานต์ ตันศิริ นายปรีชา ตันติวัฒนวัลลภ นายวิรัตน์ ตันสวัสดิ์ นายอมร พรหมดีราช นางสุภวรรณ รัตนวัน นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ นายธนพล วิระเทพสุภรณ์ นายตรีขนิษฐ์ มากรักษา นายธิติพัฒน์ ธิติพันธุ์ นายธีระชัย รัตนกมลพร นายนิรันดร์ เหตระกูล นางสาวพัชรา มาสอน และนางสาวพรพรรณ สะระบุญมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5814</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., นักลงทุน, ลงโทษ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8b454dac71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2018 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2018 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยู่ยาก!สั่งลงโทษร้อยเวรทองผาภูมิเซ่นข้อหา&#039;เปรมชัย&#039;ทารุณสัตว์ป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1 มี.ค.61- &amp;nbsp;หลังพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.ขู่เล่นงานร้อยเวรที่รับแจ้งความคดี นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ในความผิดฐานกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ล่าสุด พ.ต.อ. วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจทองผาภูมิ ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิที่ 37/2561 เรื่องลงโทษภาคทัณฑ์ &amp;nbsp;ร้อยเวรคนที่รับแจ้งความแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหนังสือระบุว่าตามที่ นายณรงค์ชัย สังวรวงศา หัวหน้าด่านกักกันสัตว์กาญจนบุรี และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พุทธศักราช 2557 ได้มาแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 ให้ดำเนินคดีกับ นายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ในความผิดฐานกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร และได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้วนั้น แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2561 นายณรงค์ชัย ได้เดินทางมาพบ ร้อยตำรวจเอกสุมิตร บุญยะนิจ พนักงานสอบสวนพร้อมกับได้ให้ปากคำเพิ่มเติมว่า หลังจากตนได้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 ปรากฏว่าได้ไปตรวจสอบกับคำนิยามของคำว่า สัตว์ ตามมาตรา 3 ให้หมายความรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติตามที่รัฐมนตรีกำหนด และได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่ารัฐมนตรียังมิได้ประกาศกำหนดสัตว์ตามธรรมชาติว่าต้องเป็นสัตว์ชนิดใด จึงได้ขอถอนคำร้องทุกข์ไปตามระเบียบแล้ว นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของ ร้อยตำรวจเอกสุมิตร บุญยะนิจ พนักงานสอบสวน เป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แน่ชัดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และรับคำร้องทุกข์ไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น อาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พุทธศักราช 2547 มาตรา 89 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยอำนาจการลงโทษข้าราชการตำรวจ อัตราโทษและการลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน พุทธศักราช 2547 จึงให้ลงโทษภาคทัณฑ์ ร้อยตำรวจเอกสุมิตร บุญยะนิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ผู้ถูกลงโทษตามคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชา หรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พุทธสักราช 2547 และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครอง ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง หรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 30 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เมื่อวันที่ &amp;nbsp;27 ก.พ.ที่ผ่านมาพล.ต.อ. ศรีวราห์ ให้ความเห็นกรณีนายเปรมชัย หลุดคดี ข้อหาทารุณกรรมสัตว์ป่า ที่มีหัวหน้าด้านกักสัตว์กาญจนบุรี แจ้งความดำเนินคดีว่า ข้อหาดังกล่าวไม่ได้หลุด แต่เนื่องจาก ข้อหานี้ ไม่มีในข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 จึงได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปพิจารณา ว่า ผู้ที่ร้องทุกข์เข้าข่ายมีเจตนากลั่นแกล้ง หรือ แจ้งความเท็จหรือไม่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4095</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อหาทารุณกรรมสัตว์, พล.ต.อ.ศรีวราห์, พล.ต.อ.ศรีวราห์  รังสิพราหมณกุล, ร้อยเวรทองผาภูมิ, ลงโทษ, เปรมชัย, เปรมชัย กรรณสูต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a9751f908a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวยตีลูกผมเหมือนทาส!ภารโรงงัดคลิปแฉครูสาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 61 - นายประเสริฐ &amp;nbsp;เสือทุ่ง อยู่บ้านเลขที่ 104/6 หมู่ 4 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นนักการภารโรงโรงเรียนแห่งหนึ่ง ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า ด.ช.บอย (นามสมมุติ) อายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นบุตรชาย ได้ถูกครูผู้หญิง 2 คน ใช้ไม้เรียวตีรวมกันถึง 17 ครั้ง สาเหตุเพียงเพราะว่า ด.ช.บอย นำข้าวไปนั่งกินในห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วเก็บกวาดไม่สะอาด จึงถูกครูผู้หญิงคนแรกตีที่ก้น 5 ครั้ง ก่อนจะถูกครูผู้หญิงคนที่สอง ซึ่งสอนอยู่ชั้น ป.1 ลงโทษซ้ำอีกด้วยการใช้ไม้เรียวตีต้นแขนข้างซ้าย 2 ครั้งจนเป็นรอยบวม และตีที่ฝ่ามืออีกข้างละ 5 ครั้ง โดยมีคลิปวีดีโอเป็นหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าวว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรง เกินกว่าเหตุ เหมือนเป็นลูกชายตนเป็นทาสมากกว่าความเป็นลูกศิษย์กับครู &amp;nbsp; ลูกชายตนถูกตีจนร้องไห้ แล้วมาบอก จึงพาไปหาหมอซื้อยามาทาแผล จากนั้นก็ไปดูกล้องวงจรปิดในโรงเรียน เจอภาพครูตีลูกรุนแรงเหมือนเด็กเป็นทาส จึงได้ร้องเรียนกับทางผู้บริหารโรงเรียน แต่เขาว่าจะย้ายครูคนดังกล่าวไปสอนในชั้นเรียนอื่นแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมามีผู้ปกครองย้ายลูกหนีครูไป 4-5 คนแล้ว และถ้าครั้งนี้ยังสอนอยู่ที่เดิมอีก ผมและผู้ปกครองอีกหลายคนก็จะย้ายลูกหนีไปเรียนที่อื่นด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;นายประเสริฐ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3651</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูตีนักเรียน, ครูสาวดุ, ครูสุโขทัย, ประเสริฐ เสือทุ่ง, ร้องสื่อ, ลงโทษ, สุโขทัย, ไม้เรียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e1f230c8ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
