<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันนี้ (6 กันยายน 2564) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง&amp;rdquo; รูปแบบออนไลน์ ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสินค้าอย่างยั่งยืน ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย&amp;nbsp; อจลบุญ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ประเทศด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน หรือ SCP Roadmap พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2580 มุ่งเน้นกสนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวบนพื้นฐานการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมุ่งเน้นหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy มาปรับใช้ เกิดการใช้ทรัพยากรสูงสุด พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ของประชาชนทั่วไป รวมถึงการส่งเสริมช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่าน Green Card Application และช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Green Market Place ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายของภาครัฐ ไปสู่ผู้ประกอบการต่างๆ ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ส่งเสริมตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้สะดวก ราคาไม่แพง เป็นการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน จึงเกิดความร่วมมือในการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์&amp;nbsp; มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในระดับประเทศ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพันธมิตรหลักในการร่วมงานมาโดยตลอด โดยการสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิค และงบประมาณ ซึ่งผลงานที่ร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การร่วมกันพัฒนา Green Card Application ที่เป็นเครื่องมือในการให้ข้อมูลสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้า Eco &amp;ndash; Product เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการพัฒนา Green Card Application นั้น เป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านหนึ่งของ ส.อ.ท. คือ ยุทธศาสตร์ด้าน Demand ซึ่งได้แก่การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในวันนี้ ถือเป็นอีกความร่วมมือหนึ่ง โดยเป็นก้าวที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายในการร่วมกันสร้างมาตรฐานและระบบอำนวยความสำดวกในการขึ้นทะเบียนฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ซึ่งเป็นอีกกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นยุทธศาสตร์ด้าน Supply ซึ่งทำให้ผู้ผลิตโดยเฉพาะผู้ผลิตกลุ่ม SMEs ได้ปรับเปลี่ยนการผลิตตั้งแต่การออกแบบ จัดหาวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อการประกอบกิจการที่ยั่งยืน และสนองต่อยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้าง Green Supply Chain เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้สินค้าประเภท Eco &amp;ndash; Products มีประเภทและปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญรัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนได้รับการลดหย่อนภาษี 200% จากการผลิตและซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;โดยการดำเนินงานของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ฯ นั้น เป็นความร่วมมือในการผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการและจัดทำระบบรับรองการรายงานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองตามระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations &amp;mdash; Self-declared environmental claims ให้มีความทันสมัย ชัดเจน เหมาะกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ มีการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนสินค้าและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการในการยื่นขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลและเอกสารในการขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้สนใจขอขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ เช่น การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดฉลากสิ่งแวดล้อม จัดทำรายงานข้อมูลและเอกสารต่างๆ ส่งเสริมสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการที่ขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทนี้ ร่วมกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งแบบออฟไลน์ และออนไลน์ รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115802</URL_LINK>
                <HASHTAG>Circular Economy, Eco – Products, Green Card Application, SCP Roadmap, Self-declared environmental claims, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว, การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง, นายสุพันธุ์  มงคลสุธี, นายสุรชัย  อจลบุญ, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, ระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจหมุนเวียน, แผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135db25000bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA คว้า 4 รางวัล โครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) ประจำปี 2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA รับรางวัลสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับประเทศ ตามโครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) ประจำปี 2563 ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยครั้งนี้ หน่วยงานของ MEA ที่ได้รับรางวัลมีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง เขตธนบุรี และ การไฟฟ้านครหลวง เขตบางใหญ่ ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับ &amp;quot;ดีเยี่ยม&amp;quot; การไฟฟ้านครหลวง เขตนวลจันทร์ ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับ &amp;quot;ดีมาก&amp;quot; และ การไฟฟ้านครหลวง เขตนนทบุรี ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับ &amp;quot;ดี&amp;quot; นับเป็นการรับรางวัลสำนักงานสีเขียวติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ตอกย้ำความสำเร็จของการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของ MEA อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ MEA ได้ตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการกำหนดนโยบายสำนักงานสีเขียว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสำนักงานต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการจัดการเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสียจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases : GHGs) และดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย MEA มีการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการทำ 5ส การใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การใช้น้ำประปาอย่างคุ้มค่า การคัดแยกขยะ และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกิจการของ MEA นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้มีการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อลดการใช้กระดาษ รวมทั้งการจัดซื้อหรือจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการโดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางด้านคุณภาพและราคา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดในแต่ละกิจกรรม พร้อมมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ให้บริการระบบจำหน่ายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำและต้นแบบด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105038</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 รางวัล, 5ส, Energize smart living, Energy for city life, Green House Gases : GHGs, Green Office, MEA, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้านครหลวง เขตธนบุรี, การไฟฟ้านครหลวง เขตนนทบุรี, การไฟฟ้านครหลวง เขตนวลจันทร์, การไฟฟ้านครหลวง เขตบางใหญ่, ประจำปี 2563, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, โครงการสำนักงานสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b72994ec2b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน เข้าถึงต้นตอปล่อยก๊าซหรือแค่เสือกระดาษ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่แบ่งออกเป็น 8 หมวด 56 มาตรา ซึ่งเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่า ภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. &amp;hellip; หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กฎหมายโลกร้อน แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อพิจารณารายละเอียดเนื้อหาในหลายมาตรการ และความมีประสิทธิภาพของการบังคับใช้จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แก้ปัญหาโลกร้อนได้หรือไม่ หรือจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมจริงหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันวิกฤติโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท นอกจากประชาชนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดอุณหภูมิโลกใบนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ต้องร่วมลดการปล่อยอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมข้อตกลงปารีส เมื่อปี 2559 เป้าหมายสำคัญมุ่งสู่การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 11-20% ในภาคพลังงานและขนส่ง และจะขยับขึ้นเป็น 20% ทุกภาคส่วนในปี 2573 และหากมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ดีพอ ไทยสามารถผลักดันอัตราการลดปริมาณคาร์บอนได้ถึง 25%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม รัฐเองยอมรับในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซของไทย ยังมีอุปสรรคใหญ่ ขาดกลไกการตรวจวัด และการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างครบถ้วน ทุกวันนี้ข้อมูลกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และมีข้อมูลบางส่วนไม่เคยถูกสำรวจและจัดเก็บเลย เหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จึงเป็นความหวังจะมีกลไกให้อำนาจหน่วยงานรัฐเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเอกชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาพจากเพจ TOP Varawut&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศผลักดัน พ.ร.บ.โลกร้อน ให้สามารถใช้ได้ภายใน 2 ปี เพื่อลดปัญหาโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และสร้างกลไกควบคุมภาคเอกชนให้ส่งข้อมูลรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นวาระร่วมกันของประชาคมโลก วัตถุประสงค์ของร่าง กม.ฉบับนี้ คือ การร่วมมือกับเอกชน ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ จะมีหน้าที่เก็บข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการของตน เช่น วางมิเตอร์ การใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงงาน และจัดทำรายงานให้หน่วยงานรัฐในกำกับเพื่อที่จะส่งต่อข้อมูลให้ สผ. คำนวณออกมาเป็นข้อมูลการปล่อยก๊าซในภาคส่วนต่างๆ คาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีได้ภายในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ซึ่งในเวทีรับฟังความคิดเห็นได้มีหลายภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เสนอแนะ และท้วงติงให้มีการปรับแก้บางมาตราใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อหน่วยงานรัฐสามารถใช้อำนาจในการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยา เสนพงศ์ หัวหน้างานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซประเทศไทย กล่าวว่า ในเวทีมีการตั้งคำถามว่า การมี พ.ร.บ.โลกร้อนของประเทศไทย จะเป็นกรอบใหญ่หรือไม่&amp;nbsp; เพื่อให้กฎหมายสิ่งแวดล้อม, แผนแม่บท, นโยบายลดมลพิษทางอากาศที่จะเกิดขึ้นตามมาอยู่ภายใต้กฎหมายโลกร้อนนี้ แต่เราพบว่า การจัดทำกฎหมายโลกร้อนยังละเลยประเด็นนี้ เป็นแค่กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเท่านั้น หลายภาคส่วนเห็นด้วยกับความจำเป็นต้องร่างกฎหมายโลกร้อน ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายโลกร้อนไปแล้ว แต่เราสามารถทำกฎหมายให้ดีกว่านี้ จะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางที่นำไปสู่การปฏิบัติตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะฐานคิดของร่างกฎหมายนี้ มาจาก 3 ปัญหา ได้แก่ ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก, การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตั้งข้อสังเกตว่า ตามมาตรา 29 ข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก และมาตรา 30 ข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกนี้ ลักษณะฐานข้อมูลเปิดเหมือนปิด&amp;nbsp; คือ กำหนดการเปิดเผยข้อมูลนั้น มีข้อยกเว้นกรณีการเปิดเผยจะก่อความเสียหาย อาจร้องขอต่อ สผ.ไม่ให้เปิดเผยได้ แม้กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐเรียกข้อมูล แต่มีข้อยกเว้นให้ภาคเอกชนเลี่ยงการเปิดเผย ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายนี้ต้องการฐานปล่อยก๊าซและให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะนี่คือผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของคนจากภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นต่อมาที่ชวนให้จับตามองคือ กลไกติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน ทั้งจากแหล่งกำเนิดและการกักเก็บ ตามมาตรา 16 ถึงมาตรา 20 จะเห็นโครงสร้างชัดเจน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กระทรวงทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาคเอกชน คำถามใหญ่กระบวนการมีส่วนร่วมในการติดตามใครหายไป คำตอบคือ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; สะท้อนโครงสร้างกลไกติดตาม ตรวจสอบที่ไม่แข็งแรง ขาดการคานอำนาจ หากภาคเอกชนมีความเข้มแข็งมาก ก็ยากที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ในเวทีรับฟังเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เพราะการพูดถึงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีแค่ปล่อยก๊าซ ลดปล่อยก๊าซ ยังรวมถึงผลกระทบ เพราะหายนะจากโลกร้อนมีหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้กฎหมายโลกร้อนให้วางแผนระยะยาวในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จริยาเปิดประเด็นว่า มาตราที่ 37 ให้ความสำคัญกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำฐานข้อมูล เพื่อจะนำมาวิเคราะห์ คาดการณ์ และวางแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงมีหน่วยงานมากกว่ากรมอุตุฯ ตลอดจนชุมชนท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบ รวมถึงการแจ้งเตือนข้อมูล นอกจากนี้ ยังละเลยเรื่องชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากกฎหมายโลกร้อน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เมื่อพูดถึงโลกร้อน จะมีการสื่อสารไทยไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ ไทยปล่อยน้อย แต่เมื่อดูรายงานประเมินความเสี่ยง ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระทบต่อจีดีพีร้อยละ 1 เราจ่ายไป แต่ประชาชนมองไม่เห็น หากกฎหมายไปไม่ถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ใน พ.ร.บ. จะเหมือนกระดาษเปล่า จึงเป็นความท้าทาย กฎหมายนี้สำคัญ จะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตบท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม องค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ จะร่วมจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมไปที่ สผ.&amp;nbsp; เราจะจับตาดูและจะทำงานเรื่องนี้ต่อไป เพราะอดีตที่เราเพิกเฉย กำลังกระหน่ำปัจจุบันและอนาคตของเราทุกคน&amp;nbsp; ซึ่งเราจะติดตาม พ.ร.บ. โลกร้อนฉบับนี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการบรรเทาผลกระทบ ก่อนภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายโลกร้อน, กรีนพีซประเทศไทย, จริยา เสนพงศ์, นสพ.ไทยโพสต์, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, วราวุธ  ศิลปอาชา, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f942b5aad202.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกพันธมิตรบริษัทจดทะเบียน ลดโลกร้อนผ่าน “Care the Bear”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดงานอีเวนต์ในไทยเกิดขึ้นมากมายในแต่ละวัน มีทั้งขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก หลายคนคงคาดไม่ถึงว่าการจัดอีเวนต์นั้น จะส่งผลให้เกิดโลกร้อนได้เช่นกัน เนื่องจากมีการใช้พลังงานและทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ยิ่งเป็นงานใหญ่ๆ ก็ยิ่งใช้ทรัพยากรมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงเป็นที่มาที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับ 22 องค์กรพันธมิตร อาทิ ธนาคารกรุงเทพ โฮมโปร ทรูคอร์ปอเรชั่น ไร่รื่นรมย์ ทีเส็บ อบก. ทิสโก้ บางกอกแอร์เวย์ ฯลฯ เปิดโครงการ &amp;ldquo;Care the Bear: Change the Climate Change by Eco Event&amp;rdquo; ส่งเสริมการลดปัญหาโลกร้อนด้วยการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ จากการจัดกิจกรรมหรือจัดอีเวนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน และหัวหน้าสายงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจและภาคสังคมต่างเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ปี 2556 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 350 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สูงเป็นอันดับ 21 ของโลก ในภาคธุรกิจก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้ผนึกกำลังกับองค์กรหน่วยงานเอกชนต่างๆ กว่า 22 องค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรมักจะมีการจัดงานอีเวนต์ในแต่ละปีมากกว่า 1 ครั้ง โดยริเริ่มโครงการเพื่อลดปัญหาโลกร้อนด้วยการจัดอีเวนต์แบบ Eco Event เป็นการร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในมิติของผู้บริโภคให้มีส่วนขับเคลื่อนการลดสภาวะโลกร้อน สอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อที่ 13 &amp;ldquo;Climate Action&amp;rdquo; หรือเร่งต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กฤษฎากล่าวต่อว่า ในโครงการนี้ได้ตั้งองค์ประกอบการทำงานขององค์กรพันธมิตรที่รวมไว้ 6 เรื่อง ได้แก่ 1.รณรงค์ให้เดินทางโดยรถสาธารณะหรือเดินทางมาร่วมกัน 2.ลดการใช้กระดาษและพลาสติกจากเอกสารต่างๆ และบรรจุภัณฑ์ 3.งดการใช้โฟมจากบรรจุภัณฑ์ หรือโฟมเพื่อการตกแต่งสถานที่จัดงาน 4.ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 5.ออกแบบโดยใช้วัสดุตกแต่งที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 6.ลดขยะจากอาหารเหลือทิ้ง ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เดินสายให้ความรู้แก่องค์กรพันธมิตรและบริษัทจดทะเบียนแล้วร่วม 20 บริษัท ในการนำไปปฏิบัติเพื่อผลลัพธ์ ทั้งการลดโลกร้อน ลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโครงการ ไปสู่พันธมิตรภาคตลาดทุนในวงกว้าง คาดว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกป่า 2,000 ไร่ เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องนโยบายรัฐที่เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส เมื่อปี 2559 โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในปี 2573 โครงการนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของภาคตลาดทุนในการมีส่วนร่วมลดโลกร้อน นอกเหนือจากกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการองค์กร เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเสริฐสุข จามรมาน ผอ.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวว่า การเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ก็ถือว่ามีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างงานอีเวนต์ที่คนไทยชอบ ไม่ว่าจะการขายของ ตลาดนัด ซึ่งแน่นอนว่าล้วนส่งผลต่อการทำให้เกิดโลกร้อนทั้งสิ้น ทั้งการใช้ทรัพยากร พลังงาน หรือแม้แต่การก่อให้เกิดขยะ หากช่วยกันตระหนักผ่านกิจกรรมนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยบ้านเมืองได้ &amp;nbsp;รัฐบาลเองก็มีประกาศแน่ชัดว่า ไทยต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 111 ล้านตันให้ได้ในปี 2573 แล้วเราก็ไปร่วมกับประเทศอื่นๆ ว่าจะช่วยกันทำให้อุณหภูมิไม่เพิ่มขึ้น 2 องศา ในปี 2558 ที่ผ่านมาเราก็พยายามลดได้แล้ว 40 ล้านตัน ก็ต้องพยายามกันต่อ ขยับตัวเลขขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญถ้าก๊าซมีปริมาณมาก อุณหภูมิสูงก็ส่งผลกระทบต่อหลายด้าน เช่น ผลผลิตทางการเกษตร แต่ที่สำคัญมากๆ คือสุขภาพ อนามัย ขณะนี้โรคไข้เลือดออกได้กลับมาใหม่อีกครั้ง รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และพบในหลายสถานที่มากขึ้น ซึ่งงานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันว่าความร้อนหรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เชื้อโรคพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันเราทั้งนั้น ส่วนผลกระทบด้านอื่นๆ เราก็จะเห็นภาพกันชัดเจนอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องคำนวณปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนฟุตพรินท์ ในอุตสาหกรรมโรงงานต่างๆ เขาทำอยู่แล้ว แต่ในองค์กรเอกชนหลายแห่งยังไม่ได้ทำ ก็อยากให้เริ่มกันตั้งแต่ในองค์กร เริ่มจากตัวบุคคล แล้วก็เริ่มในกิจกรรมการทำงาน ปัญหาโลกร้อน 70% มาจากพลังงาน แล้วก็การเกษตร ต่อมาควรตระหนักเรื่องของอาหาร ที่ไม่ควรทานให้เหลือ เพราะมันกลายเป็นขยะที่มีก๊าซมีเทน ส่วนประกอบของก๊าซเรือนกระจก เรื่องนี้น่าห่วงมาก เพราะไทยเราพบขยะมากมายตามชุมชนต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศกำลังพัฒนาเลย&amp;quot; นางประเสริฐสุขกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนขององค์กรที่เข้าร่วมโครงการ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็ป (TCEB) เป็นองค์กรที่มีการจัดนิทรรศการ แสดงสินค้าขนาดใหญ่ ถือเป็นกิจกรรมการทำงานที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรมากพอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม ทีเส็ป กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์ หรือการจัดประชุมและแสดงสินค้า อีเวนต์ใหญ่ในบ้านเราเติบโตค่อนข้างสูง ไทยเป็นที่หนึ่งในอาเซียนมีชื่อเสียงการจัดงานใหญ่ และอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ทีเส็ปเองก็ได้ตระหนักเรื่องการลดโลกร้อนเสมอมา เช่น ลดการใช้กระดาษ หันมาใช้แอปพลิเคชันแทน หากมีงานสัมมนาก็จะมีให้ดาวน์โหลดเอกสารผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ &amp;nbsp;ข้อมูลการสำรวจการเข้างาน ก็ทำผ่านแอปพลิเคชัน และการรณรงค์ให้มาร่วมงานด้วยการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งเลือกสถานที่เดินทางสะะดวก เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สะดวกที่เดินทางโดยรถไฟฟ้า อีกเรื่องที่เพิ่งตระหนักคืออาหารเหลือ ตอนนี้ทีเส็ปก็กำลังพยายามเร่งรณรงค์ แล้วก็พัฒนาแอปพลิเคชันในการช่วยคำนวณค่าการลดก๊าซผ่านการจัดงาน จะได้รับรู้ว่าเราช่วยลดปล่อยก๊าซได้เท่าไหร่ในการดำเนินงานแต่ละครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนางสาวมาริสา สุโกศล หนุนภักดี อุปนายก ประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อม สมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ในธุรกิจโรงแรม มีการรณรงค์ให้หลายโรงแรมเข้ามารับรองเป็นกรีนโฮเทล เพื่อพัฒนาให้โรงแรมไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับโรงแรมต่างประเทศ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายในที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้หลอดไฟแอลอีดี ปรัปอุณหภูมิในห้องพักให้เป็น 25 องศา ส่วนอาหารที่เหลือจากภัตตาคารก็มีนำไปมอบให้กับสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า หรือสถานที่ที่เขาต้องการ ต่อไปก็จะคำนวณคาร์บอนฟุตพรินท์ แม้จะเป็นการดำเนินงานที่ยากสำหรับคนทำงานโรงแรม แต่ก็จะพยายามทำเพราะว่าหลายประเทศทำแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17783</URL_LINK>
                <HASHTAG>Care the Bear, คาร์บอนฟุตพรินท์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9f7ed593266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
