<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส.จับมือภาคี เพิ่มพื้นที่ป่า ลดก๊าซเรือนกระจก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 เวลา 14.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานเปิดโครงการ &amp;quot; ปลูกเพื่อเปลี่ยน เพิ่มผืนป่า ลดก๊าชเรือนกระจก&amp;quot; โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธี ณ. เฮลิกซ์ควอเทียร์ การ์เด้นท์ ดิ เอ็มควอเทียร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย&amp;nbsp; โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ร่วมมือกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ WWF ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย TIK TOK และ LIFFIS ขานรับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการ &amp;quot; ปลูกเพื่อเปลี่ยน เพิ่มผืนป่า ลดก๊าชเรือนกระจก&amp;rdquo;&amp;nbsp; รณรงค์ปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติ ผ่านการระดมทุน&amp;nbsp; จากองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่4 ธันวาคม2563-5มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงเรื่องสภาวะภูมิอากาศ ปัญหาเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัจจุบันการแก้ไขปัญหา ทุกคนทราบกันดี คือการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว พื้นทีป่า ประเทศไทยเรามีพื้นที่ป่าอยู่ 31.8 % ตามแผนยุทธศาสตร์20ปี&amp;nbsp; เราจะต้องผลักดันให้ได้ถึง 40 % ดังนั้น วันนี้โครงการของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความสำคัญ ในการที่จะช่วยผลักดันนโยบายของรัฐบาลเพิ่มพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น และที่สำคัญเป็นการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน&amp;nbsp; ในการที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจากภาคการผลิต ภาคการเกษตรและอีกหลายๆส่วนนั้น ได้ผลิตขึ้นมาโดยมนุษย์ทั้งสิ้น ก็ขอขอบคุณ เครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป และที่สำคัญภาคีเครือข่ายภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มาถึงวันนี้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เราปลูกต้นไม้มาได้เกือบ 17 ล้านต้น เป้าหมายของเราอยากจะผลักดันให้ถึง 100ล้านต้น ภายในระยะเวลา 2-3 ปีต่อไปนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้โครงการ โดยองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ท่านทรงมีโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ในการที่จะร่วมกันปลูกต้นไม้ คนละต้น สองต้น สามต้น เพื่อที่ในอนาคตลูกหลานของพวกเรา จะได้มีความเขียวขจี มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป&amp;rdquo; รมว.ทส.กล่าว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85886</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวราวุธ ศิลปอาชา, ลดก๊าซเรือนกระจก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201203/image_big_5fc8d4715240a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยพลังงานสะอาด กฟผ.โชว์ปี 62 ลดก๊าซเรือนกระจก10.03 ล้านตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค. 2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน &amp;quot;Thailand Clean Energy Network 2020&amp;quot; ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ กฟผ. ได้พัฒนากลไกใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC) ขึ้นมา โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นอีกกลไกที่จะนำประเทศไทยไปสู่การบรรลุเป้าหมายระดับชาติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน เนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีเป้าหมายท้าทายยิ่งขึ้นสำหรับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในปีนี้ที่เข้าสู่ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ผลิตไฟฟ้าดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา ได้นำผลการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งของ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) มารวมกันซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 10.03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งผลจากความร่วมมือนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างการนำส่งให้กระทรวงพลังงานเพื่อรวมเป็นส่วนหนึ่งของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในงานThailand Clean Energy Network 2020 กฟผ. ยังได้เปิดตัวธุรกิจซื้อขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) รวมทั้งการให้บริการรับรอง REC ที่ กฟผ. ได้รับสิทธิจาก The International REC Standard (I-REC) ให้เป็นผู้รับรอง REC แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยคาดว่าธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสหประชาชาติอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79928</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand Clean Energy Network 2020, กฟผ., พลังงานสะอาด, ลดก๊าซเรือนกระจก, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5ae6cd2daf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2019 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดการพลังงานภาคขนส่ง &#039;ลดฝุ่นจิ๋ว-ก๊าซเรือนกระจก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่นพิษทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่คลี่คลาย ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนเมือง จะเกินมาตรฐานหรือลดลงขึ้นกับสภาพอากาศหรือลมพัดแรงในแต่ละวัน คนเมืองต้องทนรับสภาพกันต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ปัญหา ปรับสารพัดมาตรการเพื่อไล่ฝุ่นพิษให้ได้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วตัวอันตรายในอากาศ ส่วนใหญ่มาจากภาคขนส่ง รถยนต์จำนวนมากที่ใช้เดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพฯ การเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์รถ จราจรติดขัด ปลดปล่อยฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ภาคขนส่งนอกจากปล่อยไอเสีย พ่นฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังเป็นตัวการก่อภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ ฉะนั้น การรับมือฝุ่นและโลกร้อน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องผลักดันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศร้อยละ 20 ภายในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 115 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใน 4 สาขา ตามแผนปฏิบัติการนี้ภาคคมนาคมขนส่งจะช่วยลด 35 ล้านตันคาร์บอนฯ ผ่านมาตรการหลีกเลี่ยง ลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง และยกเครื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เวทีถอดบทเรียน&amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot;โดย สนข. และ GIZ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเวทีถอดบทเรียนโครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน&amp;quot; จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคขนส่ง ตลอดจนทางออกระยะยาวของปัญหา PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุตินธร มั่นคง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข. กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้ประชาชนตื่นตัวปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคขนส่ง ยิ่งเดินทางมาก ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก ปล่อย PM 2.5 มาก ปัจจุบันการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคขนส่งสูงถึง 60 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 19 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย ส่งผลต่อโลกร้อน ในปี 2573 ตั้งเป้าลดภาคขนส่ง 35 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า ในจำนวน 10 ล้านตันคาร์บอนฯ เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชุตินธร มั่นคง หน.กลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคขนส่งชูมาตรการลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง ไม่เน้นเดินทางโดยรถยนต์ แต่ใช้เดิน ปั่นจักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ชุตินธรระบุว่า หากเอาแผนคมนาคมมากาง หมวดแรก ลดระยะการเดินทาง มีทั้งมาตรการจัดเก็บภาษี การห้ามรถเข้าพื้นที่ ช่วยลดทั้งก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นควัน ถัดมาเปลี่ยนการเดินทาง หากสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถรางคู่เสร็จ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนฯ เพราะจะเปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกเป็นรถไฟแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; อีกหมวดพัฒนารถโดยสาร รถเมล์ ใช้พลังงานทางเลือก ใช้รถโดยสาร NGV และรถโดยสารไฮบริดมากขึ้น แทนน้ำมันดีเซล ไม่ใช้รถเก่า แต่มาตรการเหล่านี้รวมแล้วลดได้ 18 ล้านตันคาร์บอนฯ ยังไม่ถึงเป้าของภาคขนส่ง&amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงคมนาคมจึงออกมาตรการเพิ่มเติมและมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น จะช่วยลดได้อีก 16 ล้านตัน จะทำให้ลดมลพิษทางอากาศ และชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ปัญหาหมอกควันคลุมกรุงเทพฯ จะเบาลงอย่างแน่นอน&amp;quot; ชุตินธร กล่าวถึงแผนลดมลพิษภาคขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประหยัดเชื้อเพลิง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า โครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot; ที่ สนข.ร่วมกับ GIZ ผลักดัน นำมาสู่การปรับปรุงมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทนที่จะดูขนาดเครื่องยนต์ ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับตัวลดขนาดเครื่องยนต์ ช่วยลดการใช้น้ำมันเหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการผลักดันให้ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องยนต์เพิ่มเติม โดยลดขนาดเครื่องยนต์ในรถบรรทุกที่จะผลิตใหม่ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล เพราะรถบรรทุกเก่าสร้างปัญหาควันดำ ก่อมลพิษ ปล่อยฝุ่นจิ๋วในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; แต่ละปีมีรถใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.3 ล้านคัน หากรถประหยัดพลังงานช่วยลดฝุ่นจิ๋ว ลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ จากการสำรวจอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน เมื่อเทียบปี 56 กับปี 61 รถประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น 4% นอกจากมาตรการเข้มข้น จะต้องมีมิติการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป หากภาครัฐและภาคเอกชนเดินไปพร้อมกันจะลดก๊าซคาร์บอนและแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศของประเทศไทยให้ดีขึ้น&amp;quot; ดร.นุวงศ์ เน้นย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญนโยบายประหยัดเชื้อเพลิง MTEC&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถยนต์ไฟฟ้าความหวังหยุดวิกฤติฝุ่นควันพิษ ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; ไทยควรส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและบรรเทามลพิษภาคขนส่ง ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ดี เมื่อกระทรวงพลังงานมีแผนลดใช้พลังงาน ตั้งเป้าปี 2579 ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทเสียบปลั๊กได้ จำนวน 1.2 ล้านคัน เริ่มดำเนินการเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เริ่มเห็นรถปลั๊กอินไฮบริดในผู้ผลิตหลายค่าย อาคารที่จอดรถตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มีสถานีชาร์จ รวมถึงคอนโดฯ ใหม่ ซึ่งเพิ่มบริการนี้สร้างจุดขาย ขณะที่สมาคมเร่งผลักดันให้มีสถานีประจุไฟฟ้า 100 จุดทั่วกรุงเทพฯ ปัจจุบันมี 80 จุดแล้ว ไม่นับภาคเอกชนที่ทำไปแล้วมากกว่า 200 สถานี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้ากว่าหมื่นคัน ขณะที่บีโอไอส่งเสริมการลงทุนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 20 ราย คาดการณ์ว่า 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นโมเดลรถออกมามากขึ้น และมีราคาเหมาะสม จับต้องได้ ปัจจุบันเผชิญปัญหาเมืองในหมอกควันพิษ เพราะบ้านเราใช้รถดีเซลจำนวนมาก หากขยับมาตรฐานการใช้รถ และลดใช้น้ำมันดีเซล ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในมาตรการหัวใจสำคัญ &amp;quot; ดร.ยศพงศ์จี้รัฐบาลต้องยกระดับความสำคัญรถไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในท้ายนี้ ดร.ยศพงษ์ให้ภาพการควบคุมคุณภาพอากาศของประเทศต่างๆ ในโลกว่า จากปัญหามลพิษอากาศ นอร์เวย์ประกาศห้ามขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ในปี 2568 ส่วนเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ปี 2573 ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสตั้งไว้ปี 2583 หันมาประเทศจีนที่เผชิญหมอกควันพิษรุนแรง มีนโยบายหนุนรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจน แต่บ้านเรามีเพียงมาตรการส่งเสียง แต่ไม่ได้เน้นให้มีการลงทุนหรือผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยสถานการณ์ฝุ่นจิ๋วที่พบอยู่ปัจจุบัน ต้องทำหลายมาตรการควบคู่กัน ด้วยมีจุดดีและด้อยต่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; รัฐตั้งเป้ารถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ปี 79 วิกฤติฝุ่นควันปัจจุบันอาจต้องปรับแผนเร่งให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าเดิม เป็นระยะ 5 ปี หรือ 10 ปี เพราะเป็นยานพาหนะที่ไม่มีมลพิษขณะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่มีในขั้นตอนการผลิตรถ ซึ่งสามารถลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดที่โรงงานได้ จัดการง่ายกว่าปล่อยให้รถดีเซล รถเก่ามาวิ่งพ่นควันเสีย แล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ&amp;quot; นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเสนอแนะถึงรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5, ภาวะโลกร้อน, มลพิษทางอากาศ, ลดก๊าซเรือนกระจก, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), หมอกคลุมกรุงเทพ, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4d38859b6fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคขนส่งลดลง 20% ภายในปี63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 &amp;nbsp;ม.ค. 2562 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในพิธีปิดโครงการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง(GMS)ว่าประเทศไทยได้มีมีความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และสหภาพยุโรป (อียู) ในการพัฒนาการขนส่งเชิงพาณิชย์ในกลุ่ม GMS รวม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าที่ต้องเป็นเส้นทางสีเขียวหรือกรีนโลจิสติกส์ เพื่อให้การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกประหยัดพลังงาน โดยเป็นการพัฒนาหลักสูตรในการขับรถช่วยประหยัดพลังงานและความปลอดภัย เน้นรถบรรทุกขนส่งสินค้าวัตถุอันตราย ต้องพยายามให้ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้เชิญผู้แทนจาก 5 ประเทศมาสรุปที่ดำเนินการร่วมกันให้เหมือนกับในยุโรปที่มีกฎเกณฑ์ร่วมกัน อาทิ เยอรมัน ฝรั่ง สเปน และอิตาลี ส่วนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่งเริ่มมีกฎกติการ่วมกัน เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้าใจจึงจำเป็นมาก อย่างไรก็ตามตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคขนส่งลดลง 20% ภายในปี 2563 โดยเฉพาะรถบรรทุกต้องร่วมมือกันขับรถประหยัดพลังงาน และไม่บรรทุกน้ำหนักเกินสมรรถนะรถที่จะรับได้ ทั้งนี้ภาครัฐออกกฎระเบียบมาเพื่อควบคุมส่วนภาคเอกชนต้องปฎิบัติด้วย เพื่อประหยัดต้นทุนในการขนส่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชฑูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยกล่าวว่าจากผลดำเนินการในช่วงที่ผ่านมานั้นพบว่ากลุ่มประเทศGMS ที่เข้าร่วมนั้นสามาารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้น้ำมันเฉลี่ย 16.86% คิดเป็น 7.4 ลิตร/100 กม. เมื่อคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วสามารถลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในแต่ละรายได้ 1.63 แสนบาท ต่อระยะทางเฉลี่ยที่ 100,000 กม./ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของการลดก๊าซเรือนกระจกนั้นอยู่ที่ 169,808 กรัมคาบอนไดออกไซด์/ปี (gCO₂) สำหรับในแต่ละกลุ่มประเทศนั้นพบว่าสปป.ลาวลดปริมาณการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซได้มากที่สุดคิดเป็น 28.18% ตามมาด้วยกัมพูชา 16.76% เมียนมา 13.25% ไทย 12.90% และเวียดนาม 11.41%&amp;nbsp;
นายเปียร์ก้ากล่าวต่อว่า กลุ่มGMSมีสัดส่วนการขนส่งทางรถบรรทุกสูงถึง 70%-80% ของรูปแบบการขนส่งทั้งหมดดังนั้นโครงการนี้จึงเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการลดต้นทุนขนส่งควบคู่ไปกับลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วมากกว่า 500 คน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน SWITCH Asia ของสหภาพยุโรป(EU)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โครงหารดังกล่าวยังสนับสนุนให้กระทรวงคมนาคมในกลุ่มชาติGMS ปรับปรุงและแก้กฎหมายการขนส่งสินค้าอันตราย ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างออกกฎหมายควบคุม ส่วนด้านเมียนมาได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ ขณะเวียดนามกำลังทำการแก้ไขกฤษฎีกา และกัมพูชาเสนอกฎหมาย 6 มาตราเพื่อขอรัฐบาลอนุมัติบังคัยใช้ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ภาคขนส่ง, ลดก๊าซเรือนกระจก, โครงการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181013/image_big_5bc14ad69c7e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเคลื่อนไหว&quot;ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต&quot;ในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับวันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยิ่งรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก ที่มาจากผลของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่ภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก เพราะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อมบนโลกอย่างมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นก็คือ การพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข การหาแนวทางในการป้องกัน เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกและมวลมนุษย์จำนวนมากในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558 (COP21) ข้อสรุปหนึ่งที่สำคัญ คือ ไทยได้แสดงเจตจำนงในการวางเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังปี 2563 ให้ได้ร้อยละ 20-25 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปล่อย 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2573 ดังนั้น จึงต้องพยายามลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจึงได้หันมาให้ความสนใจกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยได้เกิดธุรกิจซื้อขายแบบใหม่ คือ ตลาดคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการที่สมัครใจ ที่นับว่าเติบโตและได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจในวงกว้าง ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ จึงต้องเข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนาหรืออุตสาหกรรม ที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่น้อย ซึ่งมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) (อบก.) ร่วมกับกลุ่มมิตรผล, ธนาคารกสิกรไทย, บมจ.การบินไทย, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ, บริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2561 ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Program: T-VER) เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นลดให้ได้ร้อยละ 7-20 ภายในปี พ.ศ.2563 และในระยะยาวร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ.2573
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกเอกชัย จันทร์ศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้น ทางภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมถึงการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผ่านมาตรการและกลไกต่างๆ โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศในด้านอื่นๆ ดังนั้น ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ตารางคาร์บอนเป็นกลไกที่จะช่วยส่งเสริมองค์กรที่มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกกระจก และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้องค์กรที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง สามารถประเมินและเข้าสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยก๊าซที่ปล่อยออกไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบในแง่ของฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฝนตกนอกฤดูกาล เป็นต้น ในฐานะสมาชิกรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต เราตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคส่วนต่างๆ จึงได้พัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย&amp;rdquo; (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ โดยสามารถนำปริมาณการลด/ดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง ที่เรียกว่า &amp;ldquo;คาร์บอนเครดิต&amp;rdquo; ซึ่งภายใต้โครงการ T-VER นี้ เรียกว่า &amp;ldquo;TVERs&amp;rdquo; ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศได้ ทั้งนี้ อบก.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Methodology) การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า เพื่อให้บรรลุตามนโยบายรัฐที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 6-20% ภายในปี 2563 และระยะยาวลดลง 20-25% ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่าใน 1 ปี ควรจะลดได้ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในภาพรวมของทั้งประเทศ ซึ่งในการติดตามประเมินในทุกปี ใน 2 ปีที่ผ่านมา ไทยสามารถลดได้ถึง 48 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นผลมาจากการทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมและช่วยกัน ซึ่งการลงนามร่วมกันในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนของประเทศหันมาสนใจในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมัครใจด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่เพียงเฉพาะองค์กรหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทาง อบก.ยังหวังให้ผู้ประกอบรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับเวทีโลก เทียบเท่าประเทศญี่ปุ่นและจีน แต่ในด้านกฎหมายที่ยังไม่มีการบังคับใช้ว่าอุตสาหกรรม ธุรกิจ ผู้ประกอบหรือบุคคลใดต้องดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ หรือการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ในการดูว่าองค์กรมีส่วนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังพิจารณาร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไข ดังนั้นการให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตก็ต้องอยู่ที่ความตระหนักของแต่ละคนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ T-VER ของกลุ่มมิตรผลที่ผ่านมา มีผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 26 องค์กร ประกอบด้วย หน่วยงานภาคเอกชน จำนวน 15 องค์กร ภาครัฐ จำนวน 9 องค์กร และรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2 องค์กร มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER รวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นประมาณ 90% ของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยตามมาตรฐาน T-VER จาก 5 ประเภทโครงการ ได้แก่ ชีวภาพ ชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้วัตถุดิบด้านพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้พัฒนาโครงการ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดขยายตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 6.2 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มมิตรผลนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายอื่นๆ &amp;nbsp;อบก.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยไปถึงเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่วางไว้ ในระดับบุคคลก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตไปชดเชยได้ โดยสามารถศึกษาการซื้อขายได้ในเว็บไซต์ http://www.tgo.or.th&amp;quot; ผอ.อบก.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านภาคอุตสาหกรรม กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ผู้ขายคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีการพัฒนาต่อยอดคุณค่าจากอ้อยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกกระบวนการผลิตด้วยแนวคิด Value Creation เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า เอทานอล วัสดุทดแทนไม้ และ Bio-Based สู่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเรามีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองรวม 489,217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของโรงไฟฟ้ามิตรผล ไบโอเพาเวอร์ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และหากในอนาคตผู้ประกอบการภาคธุรกิจหรือภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการหรือกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้มีผู้พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนภาคธุรกิจการเงินและบริการ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ตัวแทนภาคเอกชนที่ร่วมลงนามซื้อคาร์บอนเครดิตจากกลุ่มมิตรผล &amp;nbsp;และเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งทางธนาคารอาจจะไม่สามารถทำการลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง แต่ในการประกอบธุรกิจก็ต้องการให้สภาวะสิ่งแวดล้อมอยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงได้เข้ามาทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วยการสนับสนุนคาร์บอนเครดิตจาก บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ด่านช้าง) จำกัด กว่า 1 แสนตัน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ซึ่งช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ อันเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ทางธนาคารยังได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารลงร้อยละ 20 ภายในปี 2563 เทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 8 จากปีฐาน 2555 และจะพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้&amp;rdquo; ปรีดีกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21898</URL_LINK>
                <HASHTAG>COP21, T-VER, ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต, ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก., ลดก๊าซเรือนกระจก, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaa1499636b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
