<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง&amp;nbsp;https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)&amp;nbsp;โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112216</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายและกฎว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้นมากน้อยเพียงใด? คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่? หรือมีผลกระทบอื่นอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด? เพื่อเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 เห็นสมควรที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 1) กรรมการกฤษฎีกา 2) กรรมการพัฒนากฎหมาย 3) บุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4) กรรมการในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งมีกฎหมายหรือคำสั่งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ 5) หน่วยงานของรัฐ และ 6) ประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานฯ มีภารกิจรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยมีนักกฎหมายกฤษฎีกาเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการและงานธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายต่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือวิชาอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายของไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย การจัดทำร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย การฝึกอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐในด้านกฎหมายและการร่างกฎหมาย การเผยแพร่ทำความเข้าใจด้านกฎหมายแก่ประชาชน การจัดพิมพ์ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเผยแพร่ การจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ให้มากยิ่งขึ้นและก่อนที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นั้น ทางสำนักงานฯ จึงได้จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.krisdika.go.th/21ocs01 (QR Code ภาพประกอบ) และในส่วนของการแสดงความคิดเห็นนั้นทุกท่านสามารถเข้าไปตอบแบบสำรวจความคิดเห็นได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7lMifrAoncbsZTw2M2HZSYgZio2xGiHoz7fyVj0k27s_Rtw/viewform (QR Code ภาพประกอบ)โดยในการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นขอให้พิจารณาโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน และการดำเนินตามมาตรการของกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับข้อมูลโดยครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112205</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522, การรับฟังความคิดเห็น, คณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย, จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญ, นักกฎหมายกฤษฎีกา, ลดความเหลื่อมล้ำ, สร้างความเป็นธรรมในสังคม, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4ecb20441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ชูดึงพลังท้องถิ่นร่วมพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มจีดีพีชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2563 นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีสาธารณะ &amp;ldquo;ทิศทางการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย&amp;rdquo; จัดโดย สกสว. โดยประเด็นที่นำมาหารือกันในครั้งนี้คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ระเบิดเวลาของความเหลื่อมล้ำ กับดักของการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; โดยนายกรณ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศจะกระจุกตัวกันอยู่แต่ในเมืองหลวง อีกทั้งวัฒนธรรมการเมืองก็ตอกย้ำให้เป็นเช่นนั้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับชนบท ดังนั้นการจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ต้องกระจายอำนาจและงบประมาณจากกรุงเทพไปสู่ต่างจังหวัด และต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า การตัดสินใจที่ดีต้องมาจากคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะคนในกรุงเทพเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็น รมว.การคลัง พบว่ามีการจับเก็บภาษีท้องถิ่นได้ต่ำมากประมาณ 7-8% เท่านั้น และไม่มีการผลักดันจากนักการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากจะกระทบถึงคะแนนเสียง ท้องถิ่นจึงต้องรอเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ที่มาพร้อมเงื่อนไขในการใช้เงิน อย่างไรก็ตามมองว่านอกจากจะกระจายอำนาจแล้วต้องกระจายความรับผิดชอบตัวเองด้วย จากที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ภูเก็ต ระดับการเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศค่อนข้างสูง แต่การได้กลับมาสู่ท้องถิ่นนั้นเขามองว่าไม่คุ้ม และถูกเอาเปรียบ นอกจากนี้วิธีการจัดสรรงบประมาณ ต้องไม่แบ่งตามจำนวนประชากร แต่ต้องแบ่งเชิงยุทธศาสตร์ที่เท่าเทียมและต้องมีตัวชี้วัดด้วย ยกตัวอย่างกระทรวงสาธารณสุข ที่วัดด้วยจำนวนหมอต่อประชากร เมื่อเทียบกับ &amp;nbsp;จ.ศรีษะเกษ สัดส่วนหมอต่อประชากร คือ หมอ 1 คน ต่อประชากร 5,000 คน ในขณะที่ในขณะที่กรุงเทพ หมอ 1 คน ต่อประชากร 500 คน จะเห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก &amp;nbsp;ดังนั้นการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานขอองการรักษาพยาบาลจึงควรเท่าเทียมโดยการให้อิสระท้องถิ่นในการบริหารจัดการที่จำเป็นและให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน ขณะเดียวกันการลงทุนระบบสาธารณูปโภคก็ต้องเพิ่มโอกาสในการทำมาหากิน การจัดสรรที่ทำกินก็ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ประชาชนต้องสามารถทำมาหากินได้ทั่วประเทศ พรรคกล้า จึงได้แบ่งการบริหารออกเป็น 19 คลัสเตอร์ ตามธรรมชาติ ความเป็นอยู่ การคมนาคม รวมถึงวิถีชีวิตในหลายมิติ เช่น มีโซนอันดามัน โซนข้าวหอมมะลิ ซึ่งความต้องการในแต่ละโซนก็ต้องมาจากข้างล่างที่มีโอกาสเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ของเขาได้ &amp;ldquo; นายกรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าพรรคกล้าว &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ถ้ามองย้ำไป 30-40 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจจะเน้นส่งเสริมทุนใหญ่โดยมองเพียงทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเติบโตขี้น ทำอย่างไรให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุน แต่หากเราพูดถึงความเจริญสู่ท้องถิ่นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิด โจทย์คือทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน เราผิดหวังที่ รมว.พลังงานคนใหม่ มายกเลิกพลังงานชุมชน ทั้งที่เป็นการกระจายโอกาสของผู้ผลิตลงไปสู่ท้องถิ่น เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานไบโอแก๊ส สร้างโอกาสและรายได้ให้กับประชาชน และยังได้สิทธิในการถือหุ้นด้วย การยกเลิกที่เกิดขึ้น เชื่อว่าน่าจะเป็นเรืองผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เนื่องจากไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน และเป็นนโยบายที่สวนทางกับรัฐมนตรีท่านก่อน อย่างไรก็ตามหากการตั้งโจทย์ครั้งแรกสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงโอกาสในการเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน จะทำให้เราเติบโตไปพร้อมก ๆ กัน มันอาจจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 5% จากการมีส่วนร่วมของชุมชน ความเหลื่อมล้ำก็น่าจะส่งผลในทางบวก ซึ่งมันอาจจะดีกว่าการที่เราตั้งเป้าจีดีพี 7% ที่เป็นการพัฒนาโดยการผูกขาดนายทุนใหญ่ไม่กี่ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคกล้า ยังมองว่าด้วยว่า การจะพัฒนาประเทศต้องรื้อระบบราชการ ซึ่งหากการดิสรัปชั่นจากข้างในทำได้ยาก ก็ต้องทำจากข้างนอกโดยใช้เทคโนโลยีที่เราสร้างระบบคู่ขนาน วันนี้เราทำได้ดีพอสมควร ยกตัวอย่างระบบของสรรพากร แต่ก็ยังเป็นแบบไซโล ต่างคนต่างทำ เราสามารถทำร่วมกันได้ด้วยระบบ &amp;nbsp;e-government สุดท้ายแล้วมันจะแทนที่ได้เอง ขณะเดียวกันกก็ควรย้ายบางกระทรวงออกจากกรุงเทพฯ เพื่อลดความแออัด และส่งผลในทางจิตวิทยาที่ศุนย์อำนาจได้กระจายไป คุณภาพชีวิตอาจจะดีขึ้น และความได้เปรียบก็ไม่อยู่แต่ในกรุงเทพ ขณะเดียวกันในเรื่องของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญ รัฐบาลต้องลงทุนเพื่อการวางแผนพัฒนาประเทศในทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเห็นความสำคัญของงานวิจัย โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูล นักการเมืองปกติก็ใช้ข้อมูลแบบนั่งเทียนกันเยอะ ในเรื่องของนโยบาย ข้อมูลที่ได้จากราชการก็ไม่ทันต่อยุคสมัย ดังนั้นงานวิเคราะห์ในการใช้ข้อมูล จะส่งผลอย่างมาก เช่น เรื่องการพัฒนาการเกษตร โอกาสทำมาหากิน ในภาคการเกษตรยังมีความสำคัญเพื่อให้ผู้ผลิตคือ เกษตรกรได้ประโยชน์ และปัจจัยที่ทำให้ดีขึ้นคือเข้าถึงตลาด ต้องมีการวางแผนการเพาะปลูก ข้อมูลจะนำไปสู่คำตอบได้ เพียงแต่เขาลงทุนไม่ได้ รัฐบบาลต้องมีหน้าที่จัดซื้อข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ถึงโอกาส ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของต่างชาติเจ้าของแพลตฟอร์ม ทำให้เขารู้จักตัวตนเรามากว่าเรารู้จักตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ&amp;rdquo; นายกรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, พรรคกล้า, ลดความเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5d9ec11f1a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยธ.เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่รัฐสภาที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยส่งเสริมให้มีรูปแบบการลงโทษอื่นที่ไม่ใช่โทษทางอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นการยกระดับการพัฒนาระบบแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน พัฒนาประสิทธิภาพระบบการสืบสวนสอบสวนด้านการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กำหนดมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ&amp;nbsp; พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินงานสอดประสานกันอย่างเป็นองคาพยพ เพื่อให้สามารถจัดการกับข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรมเสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาค และเท่าเทียม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบังคับกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรม อีกทั้งนโยบายของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มุ่งเน้นเรื่องการทำงานให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทการนำความยุติธรรมไปสู่ประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็วและมีความเสมอภาคทุกชนชั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงยุติธรรมในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยความยุติธรรม จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามหลักมาตรฐานสากล ด้วยความเชื่อที่ว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ทั่วถึงจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน คนเมืองและคนชนบท โดยใช้กลไกที่จะทำให้คนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงในทุกระดับภายในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม จึงได้กำหนดแนวทางในการอำนวยความยุติธรรมในแต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึงตามแผนปฏิบัติราชการ ทั้งด้านการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สร้างการรับรู้ด้านกฎหมายและเคารพสิทธิ อำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ส่งเสริมคนดีสู่สังคม ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมทุกกรณี โดยมีศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมรวมทั้งยังมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ๘๑ แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนกระทรวงยุติธรรมในระดับพื้นที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ระดับชุมชน หมู่บ้าน และจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทุกระดับอย่างทั่วถึงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษากฎหมาย การรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ การส่งเสริมสิทธิผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาการติดตามค่าตอบแทนผู้เสียหายหรือค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และขอข้อมูลคุ้มครองพยานในคดีอาญา นอกจากนี้ ยังมีบริการสายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ซึ่งเป็นบริการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและข้อมูลได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจและงานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตระหนักรู้ด้านกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการผลักดันให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่าง ซึ่งสอดรับกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมทุกชนชั้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยง่าย อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, ลดความเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81dc4caed72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยธ.เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่รัฐสภาที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยส่งเสริมให้มีรูปแบบการลงโทษอื่นที่ไม่ใช่โทษทางอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นการยกระดับการพัฒนาระบบแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน พัฒนาประสิทธิภาพระบบการสืบสวนสอบสวนด้านการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กำหนดมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ&amp;nbsp; พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินงานสอดประสานกันอย่างเป็นองคาพยพ เพื่อให้สามารถจัดการกับข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรมเสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาค และเท่าเทียม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบังคับกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรม อีกทั้งนโยบายของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มุ่งเน้นเรื่องการทำงานให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทการนำความยุติธรรมไปสู่ประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็วและมีความเสมอภาคทุกชนชั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงยุติธรรมในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยความยุติธรรม จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามหลักมาตรฐานสากล ด้วยความเชื่อที่ว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ทั่วถึงจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน คนเมืองและคนชนบท โดยใช้กลไกที่จะทำให้คนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงในทุกระดับภายในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม จึงได้กำหนดแนวทางในการอำนวยความยุติธรรมในแต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึงตามแผนปฏิบัติราชการ ทั้งด้านการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สร้างการรับรู้ด้านกฎหมายและเคารพสิทธิ อำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ส่งเสริมคนดีสู่สังคม ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมทุกกรณี โดยมีศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมรวมทั้งยังมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ๘๑ แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนกระทรวงยุติธรรมในระดับพื้นที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ระดับชุมชน หมู่บ้าน และจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทุกระดับอย่างทั่วถึงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษากฎหมาย การรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ การส่งเสริมสิทธิผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาการติดตามค่าตอบแทนผู้เสียหายหรือค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และขอข้อมูลคุ้มครองพยานในคดีอาญา นอกจากนี้ ยังมีบริการสายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ซึ่งเป็นบริการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและข้อมูลได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจและงานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตระหนักรู้ด้านกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการผลักดันให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่าง ซึ่งสอดรับกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมทุกชนชั้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยง่าย อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46107</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, ลดความเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81dc4caed72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยธ.เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่รัฐสภาที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยส่งเสริมให้มีรูปแบบการลงโทษอื่นที่ไม่ใช่โทษทางอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นการยกระดับการพัฒนาระบบแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน พัฒนาประสิทธิภาพระบบการสืบสวนสอบสวนด้านการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กำหนดมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ&amp;nbsp; พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินงานสอดประสานกันอย่างเป็นองคาพยพ เพื่อให้สามารถจัดการกับข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรมเสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาค และเท่าเทียม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบังคับกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรม อีกทั้งนโยบายของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มุ่งเน้นเรื่องการทำงานให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทการนำความยุติธรรมไปสู่ประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็วและมีความเสมอภาคทุกชนชั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงยุติธรรมในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยความยุติธรรม จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามหลักมาตรฐานสากล ด้วยความเชื่อที่ว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ทั่วถึงจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน คนเมืองและคนชนบท โดยใช้กลไกที่จะทำให้คนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงในทุกระดับภายในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม จึงได้กำหนดแนวทางในการอำนวยความยุติธรรมในแต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึงตามแผนปฏิบัติราชการ ทั้งด้านการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สร้างการรับรู้ด้านกฎหมายและเคารพสิทธิ อำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ส่งเสริมคนดีสู่สังคม ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมทุกกรณี โดยมีศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมรวมทั้งยังมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ๘๑ แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนกระทรวงยุติธรรมในระดับพื้นที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ระดับชุมชน หมู่บ้าน และจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทุกระดับอย่างทั่วถึงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษากฎหมาย การรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ การส่งเสริมสิทธิผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาการติดตามค่าตอบแทนผู้เสียหายหรือค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และขอข้อมูลคุ้มครองพยานในคดีอาญา นอกจากนี้ ยังมีบริการสายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ซึ่งเป็นบริการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและข้อมูลได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจและงานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตระหนักรู้ด้านกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการผลักดันให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่าง ซึ่งสอดรับกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมทุกชนชั้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยง่าย อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, ลดความเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81dc4caed72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยธ.เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่รัฐสภาที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวงยุติธรรม ในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยส่งเสริมให้มีรูปแบบการลงโทษอื่นที่ไม่ใช่โทษทางอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นการยกระดับการพัฒนาระบบแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน พัฒนาประสิทธิภาพระบบการสืบสวนสอบสวนด้านการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กำหนดมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ&amp;nbsp; พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินงานสอดประสานกันอย่างเป็นองคาพยพ เพื่อให้สามารถจัดการกับข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรมเสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาค และเท่าเทียม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบังคับกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นธรรม อีกทั้งนโยบายของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มุ่งเน้นเรื่องการทำงานให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทการนำความยุติธรรมไปสู่ประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็วและมีความเสมอภาคทุกชนชั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงยุติธรรมในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยความยุติธรรม จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามหลักมาตรฐานสากล ด้วยความเชื่อที่ว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ทั่วถึงจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน คนเมืองและคนชนบท โดยใช้กลไกที่จะทำให้คนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงในทุกระดับภายในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม จึงได้กำหนดแนวทางในการอำนวยความยุติธรรมในแต่ละพื้นที่ให้ทั่วถึงตามแผนปฏิบัติราชการ ทั้งด้านการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สร้างการรับรู้ด้านกฎหมายและเคารพสิทธิ อำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ส่งเสริมคนดีสู่สังคม ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมทุกกรณี โดยมีศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมรวมทั้งยังมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ๘๑ แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนกระทรวงยุติธรรมในระดับพื้นที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ระดับชุมชน หมู่บ้าน และจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทุกระดับอย่างทั่วถึงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษากฎหมาย การรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราวร้องทุกข์ การส่งเสริมสิทธิผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญาการติดตามค่าตอบแทนผู้เสียหายหรือค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และขอข้อมูลคุ้มครองพยานในคดีอาญา นอกจากนี้ ยังมีบริการสายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ซึ่งเป็นบริการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากประชาชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและข้อมูลได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามภารกิจและงานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตระหนักรู้ด้านกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการผลักดันให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่าง ซึ่งสอดรับกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมทุกชนชั้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐได้โดยง่าย อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46058</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, นายอนุทิน- ชาญวีรกูล, ลดความเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81dc4caed72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
