<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลทุ่ม1.4แสนล้าน 4โปรเจ็กต์ลดครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ทุ่ม 1.4 แสนล้านบาท ไฟเขียว 4 โครงการลดค่าครองชีพ-ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากพิษโควิด ครอบคลุม 51 ล้านคน ดีเดย์ใช้จ่าย 1 ก.ค.นี้ หวังดันเม็ดเงินเข้าระบบ 4.73 แสนล้าน กระทุ้งจีดีพีโตเพิ่มอีก 1% &amp;quot;คนละครึ่งเฟส 3&amp;quot; เปิดลงทะเบียน 14 มิ.ย. ส่วน &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; 21 มิ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 วงเงินรวม 140,380.19 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการ ครอบคลุมประชาชนประมาณ 51 ล้านคน โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% แต่ไม่ได้เป็นการขยายตัวโดยบวกเพิ่มกับคาดการณ์เดิมของ สศค. ที่ 2.3% เนื่องจากคาดการณ์เดิม มีการนำตัวเลขบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปรวมอยู่ด้วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13.65 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงินรวม 16,380.19 ล้านบาท ทั้งนี้ หากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประสงค์จะรับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องสละสิทธิ์การเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขอให้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่ 7 มิ.ย.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ เป็นต้น (ผู้ได้รับสิทธิเราชนะกลุ่ม 4) ประมาณ 2.5 ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากประสงค์รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่ 28 มิ.ย.2564 และถือเป็นการสละสิทธิ์โครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 31 ล้านคน จะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่าย 50% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ อาทิ นวด สปา ทำผมทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน ในแต่ละรอบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.64) และ (ต.ค.-ธ.ค. 64) หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 93,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 1-2 กว่า 15 ล้านคน จะต้องยืนยันข้อมูลผ่านเป๋าตังอีกครั้ง ซึ่งระบบจะขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อาชีพ รายได้ปัจจุบัน โดยจะได้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 3 ต่อเนื่องทันที ส่วนผู้ที่ต้องการลงทะเบียนใหม่ ลงได้ไม่ต้องแย่งกัน เพราะระบบรับเพิ่มจนครบที่ 31 ล้านคน หรือเพิ่มอีกกว่า 15 ล้านคน ไม่จำกัดคนลงทะเบียนต่อวัน และจะปิดระบบเมื่อมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นโครงการใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ได้รับสิทธิไม่เกิน 4 ล้านคน ที่ชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1-40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher 10% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับ e-Voucher 15% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งสิทธิ e-Voucher จะคืนเป็นวงเงินใน g-Wallet ทุกต้นเดือนถัดไป โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ โดยประเมินว่าวงเงินสำหรับการดำเนินโครงการรวม 28,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน 268,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะมีเม็ดเงินอุดหนุนจากภาครัฐประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและต้องการรับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน จะต้องนำเงินเข้าใน g-Wallet สูงสุดที่ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งหากกลุ่มเป้าหมายของโครงการทั้ง 4 ล้านคนมีการนำเงินเข้า g-Wallet ตามจำนวนดังกล่าว จะทำให้มีเม็ดเงินจากประชาชนออกมา 240,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ส่วนต่างจากประชาชนจะมากกว่าของรัฐ เพราะโครงการพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มมีกำลังซื้อสูงเป็นหลัก&amp;rdquo; นางสาวกุลยาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงทะเบียนและการใช้จ่ายของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น ต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2564 เวลา 06.00- 22.00 น. โดยผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) แอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com หรือ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com ตามต้องการ ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ต้องการเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมแต่ละโครงการได้ในเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ในเวลา 06.00-23.00 น. ในส่วนของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อนำมาคำนวณสิทธิได้ในช่วงเดือน ก.ค. จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 และใช้ e-Voucher ได้ในช่วงเดือน ส.ค. จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป เวลา 06.00-22.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 4 โครงการ คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดในวันที่ 1 ก.ค.ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ซึ่งการดำเนินการทั้ง 4 โครงการดังกล่าวครอบคลุมประชาชน 51 ล้านคน จะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน 473,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2564&amp;rdquo; โฆษกกระทรวงการคลังระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104977</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คนละครึ่งเฟส 3, ค่าครองชีพ, จีดีพี, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ลดค่าครองชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b650b31236c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุรินทร์ เดินหน้า &quot;ช่วยประชาชน&quot; ลดค่าครองชีพ นำ 11 แพลตฟอร์มขายออนไลน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน เปิดโครงการลดค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง&amp;nbsp; &amp;ldquo;พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน&amp;rdquo; ผ่านPlatform ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวง พาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชนโดยกระทรวงพาณิชย์ถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญและได้ดำเนินการมาต่อเนื่องถึง Lot ที่ 8 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนและ 8 Lot ที่ผ่านมาสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยทั้งประเทศได้จำนวนมหาศาลทั้งการลดราคาสินค้าและค่าบริการ ผลของการดำเนินโครงการผลิตลดราคาช่วยประชาชนที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่พอใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดูได้จากผลการสำรวจปรากฏว่าโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ติดอันดับ 1 ในการสร้างความพึงพอใจของประชาชนด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน จากผลการสำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เป็นการเปิดตัวงานพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot ที่ 9 หรือ เรียกว่า &amp;ldquo;พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ผ่านแพลตฟอร์ม&amp;rdquo; มีแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมลดราคากับกระทรวงพาณิชย์จำนวน 11 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) foodpanda 2) Grab 3) Lineman 4) Robinhood 5) Gojek 6) Lazada 7) Shopee 8) Ohlala 9) จตุจักรมอลล์ 10) Lalamove และ11) ไปรษณีย์ไทยภายใต้แอปพลิเคชั่นThailandpostmart.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณแพลตฟอร์มทั้ง 11 แพลตฟอร์มโดยมีร้านค้าร่วมโครงการผ่าน 11 แพลตฟอร์มรวมกันมากกว่า 100,000 ร้านค้า และมีสินค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000,000 รายการ ซึ่งแพลตฟอร์มจะสูญเสียรายได้จากการเข้าร่วมโครงการมีมูลค่ารวมกันประมาณ 500 ล้านบาท โดยพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot 9 แพลตฟอร์มนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม &amp;quot; นายจุรินทร์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกล่าวด้วยว่า การลดราคาแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ค่าอาหารและเครื่องดื่มลดสูงสุดร้อยละ 60&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กลุ่มค่าจัดส่ง ลดร้อยละ 20-100 ในบางรายการ เช่น 5 กิโลเมตรแรกปกติเสียค่าบริการ แต่ถ้าสั่งผ่าน Grab หรือ Lineman จะฟรี สำหรับ Robinhood ชั่วโมงเร่งด่วนจะลด 40% นอกชั่วโมงเร่งด่วนจะลดค่าจัดส่งถึง 80% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ค่าบริการการชำระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ปกติจะมีค่าบริการโดยจะมีการลดราคา เช่น ชำระค่าไฟฟ้าถ้าเกินกว่า 700 บาท จะลดค่าบริการ100 บาท ค่าประปาถ้าชำระเกินกว่า 200 บาทจะลด 50 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Lazada&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการคิดค่าจัดส่งผลไม้ไปรษณีย์ไทยหรือ Thailandpostmart.com รับส่วนลด 20% ถ้าซื้อยาจากโรงพยาบาลจะลดค่าจัดส่ง 40%โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงถ้าซื้อของไหว้ตรุษจีนผ่านไปรษณีย์ไทยจะไม่คิดค่าจัดส่ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การซื้อของจากตลาดสดจะได้รับค่าบริการพิเศษ ซื้อของผ่านแพลตฟอร์มประกอบด้วย foodpanda Grab Lineman&amp;nbsp; Robinhood และ Lalamove ไปยังตลาดสด 29 แห่งที่มาร่วมโครงการโดยลดค่าใช้พื้นที่หรือที่เรียกว่าค่า GP ให้กับผู้มาขายของในตลาดสดหรือส่งของผ่านแพลตฟอร์มลด 50-100% แต่ถ้าซื้อของที่ตลาดสดสำหรับ foodpanda จะไม่คิดค่าจัดส่งสำหรับ Lalamove ถ้าซื้อผ่านมอเตอร์ไซค์จะลดค่าจัดส่ง 40บาท ถ้าซื้อผ่านรถยนต์จะลดราคา 100 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; โดยพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot ที่ 9 หรือ พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Platform จะดำเนินการ 1 เดือนเต็มถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 หวังว่าจะช่วยลดค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศที่ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91957</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ขายออนไลน์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ช่วยประชาชน, ลดค่าครองชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210204/image_big_601b81d09e0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยแจก7พัน31.1ล.คน โอนเข้าแอปไม่จ่ายสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.สั่งลุย &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; เยียวยาโควิด แจก 3.5 พันบาท 2 เดือน 31.1 ล้านคน คนจนเฮก่อนดีเดย์ 5 ก.พ.รับก้อนแรก โอนรายสัปดาห์ผ่านบัตร-แอปเป๋าตัง ไม่จ่ายเป็นเงินสด แจงมุ่งลดค่าครองชีพกระจายร้านค้ารายย่อย นายกฯ สั่งช่วยเพิ่มเติม ขรก.-พนง.รัฐวิสาหกิจ-ลูกจ้างรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการเราชนะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ด้วยการลดภาระค่าครองชีพ โดยจะสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่ประชาชน จำนวน 31.1 ล้านราย วงเงินไม่เกิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.64) โดยมีวงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 2.1 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับเป็นวงเงินสำหรับใช้จ่ายกับร้านค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ได้รับเป็นเงินสด เนื่องจากไม่ต้องการให้ประชาชนสัมผัสตัวเงิน เพราะอาจจะมีเชื้อโควิด-19 ปะปนมาได้ และอยากให้ประชาชนมีประสบการณ์กับสังคมไร้เงินสดและสามารถใช้สิทธิ์ผ่านวงเงินเสมือนหนึ่งเป็นเงินสดได้ รวมถึงยังสามารถจำกัดการใช้จ่ายไม่ให้เงินหายไปกับสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เช่น แอลกอฮอล์&amp;nbsp; หรือใช้จ่ายกับห้างร้านขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินในโครงการจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยเป็นหลัก เป็นการประคับประคองและส่งเสริมสภาพเศรษฐกิจโดยรวมไปในตัวด้วย เพราะเงินที่ใช้จะต้องไปใช้กับร้านค้าและบริการที่เป็นคนตัวเล็ก หาบเร่ แผงลอย&amp;quot; นายสุพัฒนพงษ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเมินว่าโครงการเราชนะจะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2564 (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.6% ต่อปี และเมื่อรวมกับโครงการคนละครึ่งอีก&amp;nbsp; 0.5% ต่อปี น่าจะทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1%&amp;nbsp; โดยโครงการคนละครึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเฟสละ 6-7 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการเราชนะอีก 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งระยะเวลายาวถึง พ.ค.64 จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบแบบทวีคูณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการเราชนะ คาดว่าจะสามารถเริ่มสนับสนุนวงเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ 2.ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม&amp;nbsp; 3.ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง 4.ไม่เป็นข้าราชการการเมือง 5.ไม่เป็นผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ 6.ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 300,000 บาท ตามฐานข้อมูลที่มีล่าสุด และ 7.ไม่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภาครัฐจะคัดกรองและตรวจสอบข้อมูลกลุ่มที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้วเป็นอันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. - 12&amp;nbsp; ก.พ.64 ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น.&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; ภาครัฐจึงเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมวงเงินช่วยเหลือและสามารถใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นเดือน พ.ค.64 โดยรูปแบบการจ่ายเงินจะมีลักษณะเป็นการจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ได้ให้เป็นเงินสด โดยจ่ายเป็นรายสัปดาห์เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยจะให้ความช่วยเหลือคุ้มครองทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หาบเร่ แผงลอย รับจ้าง เกษตรกร และการให้บริการการขนส่งส่วนบุคคล เช่น แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์ โดยจะจ่ายเงินสัปดาห์ละครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมกล่าวอีกว่า ภาครัฐจะดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ในรูปแบบของวงเงินช่วยเหลือผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับวงเงินช่วยเหลือตลอดระยะโครงการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยแบ่งเป็น&amp;nbsp; 1.1 กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับอยู่แล้ว 800&amp;nbsp; บาท/เดือน จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 675 บาท/สัปดาห์&amp;nbsp; (หรือ 2,700 บาท/คน/เดือน) วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ 5,400 บาท 1.2 กลุ่มที่มีรายได้เกิน 30,000 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับอยู่แล้ว 700 บาท/เดือน จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกคนละ 700 บาท/สัปดาห์ (หรือ 2,800&amp;nbsp; บาท/คน/เดือน) วงเงินรวม 5,600 บาท ทั้งนี้จะได้รับวงเงินช่วยเหลือทุกๆ วันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะครบวงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ 7,000 บาท โดยสามารถเข้าตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. และจะเริ่มได้รับวงเงินช่วยเหลือทุกๆ&amp;nbsp; วันพฤหัสบดีของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มผู้ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบฐานข้อมูลกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง หลังจากลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com และผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (G-Wallet) แอปพลิเคชัน&amp;nbsp; &amp;quot;เป๋าตัง&amp;quot; ก่อน จึงจะได้รับวงเงินช่วยเหลือเป็นรายสัปดาห์&amp;nbsp; จำนวน 1,000 บาทต่อสัปดาห์ วงเงินต่อคนตลอดระยะโครงการ จำนวน 7,000 บาท โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. และจะเริ่มได้รับวงเงินช่วยเหลือทุกๆ วันพฤหัสบดีของแต่ละสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้วงเงินช่วยเหลือได้ที่ 1.ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ 2.ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง และ 3.ร้านค้าและผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเราชนะ ทั้งนี้ สำหรับร้านค้าและผู้ให้บริการที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน www.เราชนะ.com ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 29 ม.ค. - 31 มี.ค.64 อยากให้วงเงิน 2.1 แสนล้านอยู่ในระดับชาวบ้าน เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นฐานรากที่สร้างกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจ เช่น ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านคนละครึ่งก็เข้าเราชนะได้ เงินที่โอนให้แต่ละรอบอาจจะไม่ต้องใช้หมด สามารถสะสมได้ เงินจะอยู่ในเป๋าตังจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 64 ถ้าใช้ไม่หมดจะตัดเลย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รถเมล์ ขสมก. รถร่วมฯ รถไฟฟ้า แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ต้องมีแอปพลิเคชันถุงเงินจึงจะร่วมโครงการได้&amp;nbsp; ร้านค้าที่ให้บริการก็สามารถสมัครเพื่อรับสิทธิ์ได้ เช่น ร้านโชห่วย ร้านตัดผม นอกจากให้บริการแล้วหากรายได้พึงประเมินไม่เกิน 3 แสนบาท หรือบัญชีเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท ก็สามารถรับสิทธิ์เราชนะได้ เป็นการเปิดกว้างให้มากขึ้น&amp;quot; นายอาคมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบให้เปิดลงทะเบียนเก็บตกโครงการคนละครึ่ง จำนวน 1.34 ล้านสิทธิ์ เป็นการนำสิทธิ์ที่เหลือจากในระยะที่ 1-2 มารวมกัน โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป&amp;nbsp; และสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. โดยเงื่อนไขทุกอย่างยังเหมือนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า จากข้อมูลประชากร 66 ล้านคน คัดกรองผู้ไม่เข้าเกณฑ์ตามวิธี Negative Lists พบว่ามีกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 14 ล้านคน, กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ 3.7 ล้านคน, กลุ่มแรงงานในระบบตามมาตรา 33 อีก 11.1 ล้านคน,&amp;nbsp; กลุ่มผู้มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท 1.7 ล้านคน และกลุ่มผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 3 แสนบาท ที่ 4.4 ล้านคน จึงเหลือผู้ที่เข้าเกณฑ์รับเงินเยียวยา 31.1 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ครม.นายกฯ สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลังหารือถึงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมจาก 31.1 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างรัฐ ควรช่วยเหลือเหมือนโครงการเราชนะ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90380</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ลดค่าครองชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาโควิด, เราชนะ, แอปเป๋าตัง, โควิด 19, โควิด-19, โอนรายสัปดาห์ผ่านบัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006ee931ec70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เดินหน้าจัดธงฟ้าราคาประหยัดช่วยลดค่าครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค. 2564 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เตรียมดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะมีกิจกรรมจัดงานจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 20-40% ตั้งเป้าจะจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพประชาชน แบ่งเป็นการจัดงานจำหน่ายสินค้าในระดับภาค 16 ครั้ง การจัดงานจำหน่ายสินค้าในระดับเขตในกรุงเทพฯ และเคหะชุมชน 30 ครั้ง และจัดงานจำหน่ายสินค้าระดับท้องถิ่นหรือชุมชน อำเภอ ตำบล ร่วมกับกิจกรรมส่วนภูมิภาคในแต่ละจังหวัด 76 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงานดังกล่าว เป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย เพราะได้มีการนำสินค้ามาจำหน่ายด้วย รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดโครงการ &amp;ldquo;ธงฟ้าราคาประหยัด พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น&amp;rdquo; เพื่อจำหน่ายสินค้าในราคาประหยัด ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ จำนวน 131,876 ร้านค้า (ณ วันที่ 30 ธ.ค.2563) และมีบริษัทผู้ผลิตที่ร่วมโครงการมากกว่า 100 ราย มีสินค้าที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140 สินค้าจำนวน 1,031 รายการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านธงฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ยังได้รับประโยชน์จากโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; เพราะมีประชาชนมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนก็ได้ลดภาระค่าครองชีพ เพราะสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการโดยใช้เงินเพียงครึ่งเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนศักย์กล่าวว่า สำหรับโครงการ &amp;ldquo;พาณิชย์ลดกระหน่ำ ข้ามปี! New Year Grand Sale 2021&amp;rdquo; ที่ได้จัดมาตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.2563 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค.2564 นั้น มีภาคเอกชน 73 ราย ประกอบด้วยห้างค้าปลีก-ค้าส่ง 17 ราย ผู้ผลิตและจำหน่าย 44 ราย ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง 3 ราย กลุ่มโรงพยาบาล 2 ราย สายการบิน 3 สาย และกลุ่มแพลตฟอร์ม 4 แพลตฟอร์มเข้าร่วมลดราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 22,000 รายการ รวมถึงสินค้านมผงได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย โดยสินค้าลดราคาสูงสุด 87% ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้จริง โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้ กรมฯ กำลังประสานผู้ผลิตผู้จำหน่ายในการจัดกิจกรรมพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนในล็อตถัดไป ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะมุ่งเน้นสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการครองชีพของผู้บริโภค รวมทั้งจะได้ขอความร่วมมือแพลตฟอร์มต่างๆ มาร่วมลดราคาให้กับพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย&amp;rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89653</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานธงฟ้า, ลดค่าครองชีพ, วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b022d3d55df0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 07:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’จัดเต็มแพ็กคู่ ลดแหลกกว่าพันล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; จัดเต็มเดินเครื่องจัดแพ็กคู่ ส่งโครงการ พาณิชย์ลดราคา-คาราวานธงฟ้า ลดค่าครองชีพประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพกว่าพันล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ล็อต 3 โดยนำภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้าและเจ้าของห้างค้าปลีกต่างๆ ทั้งห้างขนาดใหญ่และห้างในท้องถิ่น ร่วมมือกันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า สินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคที่เข้าร่วมโครงการ 3,025 รายการ ประเมินมูลค่ารวมลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เตรียมเปิดล็อตที่ 3 ให้ร้านค้าในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม โดยได้เจรจาห้างหรือร้านในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เร่งขยายทั่วประเทศ ครบทุกพื้นที่ในเดือนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในขยายโครงการคาราวานธงฟ้าฝ่าภัย COVID หรือรถพุ่มพวง ที่จะนำสินค้าราคาประหยัด 7 รายการด้วยกัน เบื้องต้น โดยสินค้าที่จะมีในรถพุ่มพวงมี 7 รายการเบื้องต้น &amp;nbsp;ประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่เป็ด ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และเจลล้างมือ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการคาราวานธงฟ้าเพื่อนำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ และนครปฐม และเตรียมพร้อมที่จะรับสมัครในโครงการกับผู้ค้าที่สนใจในระดับท้องถิ่นต่อไป เพื่อเป็นทางเลือกและให้บริการพี่น้องประชาชน&amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66119</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, ลดค่าครองชีพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200516/image_big_5ebff844318b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;สนธิรัตน์&#039; ใจป้ำขยายเวลาอุดหนุนแอลพีจีแผงลอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงถึงนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานว่าเบื้องต้นได้เตรียมประสานงานไปยังบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เพื่อขยายเวลามาตรการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) สำหรับหาบเร่แผงลอย ในส่วนลดราคา 37.50 บาท ไปอีก 2 เดือน(ส.ค.-ก.ย.62) รวมถึงการหยุดปรับราคาส่วนลดก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ในรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถตู้ หรือรถแท็กซี่ จากเดิมที่จะขึ้นอีกวันที่ 16 ก.ย. อีก 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชนระหว่างนี้ และรอพิจารณานำนโยบายการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ไปเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี ครัวเรือนที่กำหนดไว้ไม่เกิน 363 บาทต่อถัง 15 กก.นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ดู ต้องรอให้คณะกรรมการกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งการพิจารณาน้ำมันดีเซล เกรดพิเศษ บี20 จากเดิมมาตรการลดราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 5 บาท ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ก.ค. ยังไม่มีการพิจารณาเช่นกัน เนื่องจากจะต้องรอพิจารณาภาพรวมทั้งหมดทั้งเกรดบี7 , บี10 และบี20 ว่าจะบริหารอย่างไรให้เป็นมาตรการระยะยาว ช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง คงไม่ดูเป็นประเภท ๆ ไป คาดว่า จะได้ความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสั่งการให้เร่งพิจารณาผลกระทบจากภัยแล้งเป็นวงกว้าง โดยมอบให้พลังงานจังหวัดสำรวจพื้นที่ ว่าส่วนไหนได้รับผลกระทบมาก โดยในบางพื้นที่อาจจะใช้กลไกเดิม คือโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟทอป) เพื่อสูบน้ำบาดาลช่วยเหลือเกษตรกรมาแก้ไขปัญหา ส่วนนอกเหนือจากนั้นคงต้องติกตามว่าจะใช้โครงการใดมาดูแล โดยในวันที่ 27 ก.ค.นี้ อาจจะนำทีมผู้บริหารกระทรวงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผลกระทบภัยแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เรื่องเร่งด่วนอื่นๆได้แก่ กรณีการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต และ บริษัทโททาล ได้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) ไปจัดทำรายละเอียดการดำเนินงานมาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณา เพื่อนำไปสู่การเจรจาที่ได้ข้อยุติที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย เช่นเดียวกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(พีดีพี2018)ที่มอบให้ไปวิเคราะห์เชิงลึกว่าควรปรับปรุงรายละเอียดหรือไม่อย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การดูแลปาล์มที่ราคายังไม่ถึงเป้าหมาย ได้เตรียมหารือร่วมกับบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ โดยระยะสั้นให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พิจารณาดำเนินการให้ต่อเนื่อง ส่วนระยะกลางและยาวนั้น จะมองภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนไบโอดีเซลบี10 บี20 ให้ชัดเจนโดยมอบให้ทุกฝ่ายไปร่วมศึกษาแผนงานมาเสนอ โดยให้ทำเป็นรายละเอียดภาพใหญ่ทั้งหมดของสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานบนดิน รวมถึงความชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่จะมีนโยบายชัดเจนให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคา ขายปลีกแอลพีจีภาคครัวเรือนโดยขอให้ปตท.สนับสนุนวงเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หาบเร่ แผงลอยโดยล่าสุดเดือนก.ค.62 ปตท.ได้ปรับลดการช่วยเหลือตามการใช้จริงจากเดิมไม่เกิน 150 กก.ต่อเดือนเป็นไม่เกิน 75 กก.ต่อเดือนโดยอุดหนุนราคา 37.50 บาทต่อถัง 15 กก. ซึ่งให้คงแนวทางดังกล่าวไปก่อน ซึ่งส่วนนี้ปตท.ได้สนับสนุนรวมเป็นเงินตั้งแต่ดำเนินมาตรการดังกล่าวนับตั้งแต่ก.พ.58 รวมทั้งสิ้น 1,936 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านราคาเอ็นจีวีปัจจุบันเป็นราคาลอยตัวที่15.88 บาท/กก. โดยมติ กบง. 19 เม.ย.62 ยังกำหนดให้ ปตท.อุดหนุนราคาเอ็นจีวี สำหรับรถสาธารณะต่อไป แต่เป็นการลดการอุดหนุนลงโดยให้ทยอยปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี 3 บาท/กก. จากเดิมจำหน่ายอยู่ 10.62 บาท โดยทยอยปรับ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท/กก. เริ่มตั้งแต่ 16 พ.ค. , 16 ก.ย. 62 และ 16 ม.ค. 63 ซึ่งราคาสุดท้ายจะอยู่ที่ 13.62 บาท/กก. หากเปรียบเทียบกับราคาปัจจุบันแล้ว ปตท.ยังอุดหนุนรถสาธารณะอยู่ที่ 4.62 บาท/กก. และหากขึ้นครบ 3 บาท/กก. ปตท.จะยังคงอุดหนุนที่เกือบ3 บาท/กก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41680</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาอุดหนุนแอลพีจีแผงลอย, นโยบายพลังงาน, ลดค่าครองชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf3518eb5db7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”เปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไปเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ พร้อมเปิดระบบแอฟพลิเคชั่นรองรับการจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด หวังให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย และลดค่าครองชีพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 61 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามในประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ โดยใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อเปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไป ให้เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ และทำการติดตั้งแอฟพลิเคชั่นมือถือสำหรับรองรับการใช้จ่ายเงินผ่านระบบ QR Code ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายขึ้น และยังช่วยให้ร้านค้าที่เดิมไม่ได้เข้าร่วมโครงการมีโอกาสในการขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตร และมีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับเงื่อนไขการสมัคร ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่มีอยู่เดิม สามารถดำเนินการโดยใช้เครื่อง อีดีซี ต่อไปได้ ส่วนร้านค้าที่จะสมัครใหม่ ต้องเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเป็นปกติ มีทำเลที่ตั้งแน่นอน ส่วนรถยนต์เคลื่อนที่เร่ขาย ต้องมีการจำหน่ายสินค้าเป็นประจำ ขณะที่ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในตลาด ต้องมีที่ตั้งร้าน แผง ล็อค ชัดเจน และได้รับการรับรองจากเจ้าของตลาดหรือผู้บริหารตลาดมาใช้ยืนยันในการสมัคร โดยในกรุงเทพฯ สมัครได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1-6 กรมการค้าภายใน ส่วนในต่างจังหวัด สมัครได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้หลังจากยื่นใบสมัครแล้ว ผู้สมัครต้องนำหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดออกให้ไปยื่นต่อธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ หรือกระแสรายวัน หรือเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อสมัครใช้ Internet Banking และดาวโหลดแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;ถุงเงินประชารัฐ&amp;rdquo; จากธนาคารกรุงไทย ส่วนร้านค้าที่ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้วจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งหากตรวจสอบพบมีการกระทำที่ผิดเงื่อนไข จะเพิกถอนจากการเข้าร่วมโครงการทันที และหากพบว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12246</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ประชารัฐ, พาณิชย์, รานค้าธงฟ้า, ลดค่าครองชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b338233ab12a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
