<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม ชง ครม.ไฟเขียวมาตรการลดค่าครองชีพ 17 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค. 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมมาตรการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนว่า ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ และพิจารณาอนุมัติ มาตรการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ประกอบด้วย การลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงตลอดทั้งวันราคาสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย จากเดิมราคาสูงสุด 42 บาท โดยใช้ได้ทั้งบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป และผู้ซื้อเหรียญโดยสาร ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2562 - 31 มี.ค. 2563 รวมระยะเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว จะทำให้รายได้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จะต้องเก็บและนำส่งให้ รฟม.ลดลง 45 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านบาท แต่จะไม่กระทบกับภาครัฐ เนื่องจาก รฟม.จะนำรายได้ที่ได้รับส่วนแบ่งค่าสัมปทานและรายได้เชิงพาณิชย์จาก BEM นำมาชดเชย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของดอนเมืองโทลล์เวย์ จัดทําคูปองลด 5% เพื่อใช้จ่ายค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน โดยคูปอง 1 ชุดมี 20 ใบ มูลค่า 1,520 บาท สําหรับค่าผ่านทาง 80 บาท (ราคาเต็ม 1,600 บาท) และมูลค่า 665 บาท สําหรับค่าผ่านทาง 35 บาท (ราคาเต็ม 700 บาท) ซึ่งสามารถซื้อคูปองได้ที่ตู้เก็บเงินค่าผ่านทางทุกตู้ทุกด่าน (เริ่มจําหน่าย 22 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป) โดยมาตรการคูปองลดราคานั้น ระยะเวลา 6 เดือน หากซื้อคูปองแล้วสามารถใช้ได้ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ลดภาระค่าโดยสารให้แก่ผู้ถือบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรโดยสาร ราคา 50 บาท ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะบนรถโดยสาร) และที่นำบัตรมาใช้ชำระค่าโดยสาร แบ่งเป็น รถโดยสารปรับอากาศ (รถแอร์) ลดราคา 10% และรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) ลดราคา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 - 31 ม.ค. 2563 รวมระยะเวลา 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการลดค่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ) จะปรับมาจัดเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 25 บาท/คน/เที่ยว หรือ 25 บาทตลอดสาย จากราคาปกติคิดตามระยะทาง 15 -45 บาท โดยกำหนดช่วงเวลาเร่งด่วน (Off-peak) แบ่งเป็น ช่วง 05.30-07.00 น. ช่วง 10.00-17.00 น.และช่วง 20.00-24.00 น. ทั้งนี้ คณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอเรื่องมายังกระทรวงคมนาคมต่อไป ในส่วนของ รฟท. นั้น เตรียมมอบข้าวสารหอมมะลิ จากจังหวัดแพร่ ให้กับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วรถไฟด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ตามที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พิจารณาลดราคาค่าทางด่วน 5 บาทต่อเที่ยว ระหว่างวันที่ 6 ม.ค. - 6 มี.ค. 2563 รวมระยะเวลา 3 เดือน ใน 6 ด่าน ที่ประกอบด้วย ทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 คือ ด่านฯดินแดง, ด่านฯดาวคะนอง, ด่านฯบางนา, ด่านฯบางจาก, ด่านฯประชาชื่นขาเข้า และด่านฯอโศก 4 นั้นได้สั่งการให้ไปพิจารณาว่า สามารถดำเนินการได้ครบทุกด่านหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องไม่เป็นภาระขององค์กร และดูข้อกฎหมายด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52445</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, ประชุมมาตรการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน, ลดค่ารถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d5656c5b2e57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม.เคาะลดราคาค่ารถไฟฟ้าม่วง-น้ำเงิน เริ่ม25 ธ ค.นี้ ทดลองใช้ 3 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.62-นายสราวุธ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบอร์ด รฟม.ว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการลดค่ารถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ตามนโยบายขอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม โดยจะเริ่มมาตรการลดราคาในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ระยะเวลา 3 เดือนก่อนประเมินผลต่อไป สำหรับการดำเนินการจะมี 2 แนวทางได้แก่

1.ลดราคาค่าโดยสารแบบเหมาเที่ยว จำนวน 30 วัน หรือตั๋วเดือน รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT (บางซื่อ-หัวลำโพง-บางแค) และรถไฟฟ้าสายสีม่วง(เตาปูน-บางใหญ่) ถูกสุด 47 บาทต่อเที่ยว ในกรณีที่การเดินทางเชื่อมต่อ 2 สาย (บางใหญ่-บางแค) จากปัจจุบันค่าโดยสาร 70 บาท ลดลง 23 บาท คิดเป็น 32% โดยใช้ได้เฉพาะบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป บัตรโดยสารธุรกิจ และบัตรร่วมธุรกิจ

จำนวน 15 เที่ยว ราคา 780 บาท เฉลี่ย 52 บาทต่อเที่ยว

จำนวน 25 เที่ยว ราคา 1,250 บาท เฉลี่ย 50 บาทต่อเที่ยว

จำนวน 40 เที่ยว ราคา 1,920 บาท เฉลี่ย 48 บาทต่อเที่ยว

จำนวน 50 เที่ยว ราคา 2,350 บาท เฉลี่ย 47 บาทต่อเที่ยว

2.การลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง เฉพาะช่วงนอกเวลาเร่งด่วน (Off Peak) เหลือ 20 บาทตลอดสาย จากเดิมราคาสูงสุด 42 บาท ลดลง 22 บาท คิดเป็น 52% ช่วงเวลาดังนี้ 09.00-17.00 ในวันจันทร์-ศุกร์ และ 06.00-24.00 ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยใช้ได้ทั้งบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป รวมถึงผู้ซื้อเหรียญโดยสาร (Token)

เดินทางเข้าสถานีแรกคิดค่าแรกเข้า 14 บาท

เดินทาง 1 สถานี คิดค่าโดยสาร 17 บาท

เดินทาง 2 สถานีขึ้นไป 20 บาทตลอดสาย

3.การลดค่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์(พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ) ลดราคาตั๋วเดือน 44 เที่ยวราคา 1,100 บาท เฉลี่ย 25 บาทต่อเที่ยว จากเดิมค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท ขณะนี้ต้องรอการแต่งตั้งบอร์ดแอร์พอร์ตลิงก์เพื่อพิจารณาเห็นชอบและกำหนดกรอบเวลา

&amp;ldquo;จะใช้เวลาประเมินราว 3 เดือน หากพบว่ามีผู้โดยสารใช้เพิ่มจะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีก
จริงๆแล้วควรลองสัก 1 ปีนะ จะได้ดูดีมานต์เป็นฤดูกาลไป ทั้งช่วงปิดเทอมและเปิดเทอม&amp;rdquo; นายสราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธกล่าวต่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มยอดผู้โดยสารได้ 10-12% เป็นแนวทางการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อแก้ปัญหาจราจร ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายให้คนกรุงเทพได้อีกด้วย ปัจจุบันยอดผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงอยู่ที่ราว 70,000 คนต่อวัน ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดินMRT มีผู้โดยสารราว 400,000 คนต่อวัน ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางด้วยการใช้รถไฟฟ้าทั้งสองสายอยู่ที่ 40,000 คน

นายสราวุธกล่าวยืนยันว่า การลดอัตราค่าโดยสารดังกล่าว จะไม่กระทบกับเงินภาษีและเงินของรัฐบาล เพราะเป็นความร่วมมือกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และผู้รับจ้างเดิยรถไฟฟ้าสายสีม่วง นอกจากนี้ยืนยันว่า ในส่วนของการลดอัตราค่าโดยสารลดไฟฟ้าสายสีม่วงลง จะไม่ส่งผลให้รฟม.ขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเมินว่าผู้โดยสารจะมาใช้บริการเพิ่มขึ้น และจะสามารถจัดเก็บค่าโดยสารชดเชยในส่วนที่ลดไปได้

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่าในช่วงต้นเดือน ธ.ค. นี้จะเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงเตาปูน-ท่าพระ โดยให้ประชาชนใช้บริการฟรี 4 สถานีแรก ช่วง เตาปูน-สิรินธร (สถานีบางโพ บางอ้อ บางพลัด และสิรินธร) ส่วนในช่วงต้นเดือน ม.ค. จะเปิดเดินรถเพิ่มอีก 4 สถานี ช่วงสิรินธร-ท่าพระ (สถานีบางยี่ขัน บางขุนนนท์ ไฟฉายและท่าพระ) โดยจะเปิดให้การฟรีตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2562-31 มี.ค. 2563 ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งการเปิดบริการเส้นทางดังกล่าวจะทำให้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดินทางครบลูบ (Loop Rail) ช่วง บางซื่อ-หัวลำโพง-บางแค-ท่าพระ-เตาปูน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50703</URL_LINK>
                <HASHTAG>รฟม., ลดค่ารถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd48a0a57422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อลดค่ารถไฟฟ้า-ชิมช้อปเฟส3กร่อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รัฐบาลเดินหน้าลดค่ารถไฟฟ้าเป็นของขวัญปีใหม่คนกรุง &amp;quot;ของแพง&amp;quot; ยังครองอันดับ 1 ปัญหารุมเร้าประชาชนมากที่สุด บี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ช่วยด่วน นักวิชาการห่วงตกงานพุ่ง คาดสูงสุดในไตรมาสสามปีหน้า &amp;quot;ชิมช้อปใช้ เฟส 3&amp;quot; รอบผู้สูงอายุหงอย! ลงทะเบียนไม่ถึงแสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า โดยไม่มีผลกระทบต่อสัญญา &amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง บรรเทาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร ลดภาระค่าครองชีพที่ใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยวันที่ 19 พ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือบอร์ด รฟม. พิจารณาลดภาระค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บอร์ด รฟม.จะพิจารณาใน 2 มาตรการ 1.เปิดจำหน่ายตั๋วโดยสารร่วมระหว่างรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง คิดอัตราค่าโดยสารต่อเที่ยวถูกลง 2.ลดอัตราค่าโดยสารในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน (Off Peak) ระหว่าง 09.00-15.30 น. และช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยปัจจุบันเก็บอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 14-42 บาทต่อเที่ยว ส่วนมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทั้งระบบนั้น ขณะนี้กรมการขนส่งทางราง กำลังเร่งหาแนวทางอยู่ โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ได้กระทบต่อสัญญา และให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าลง จะทำให้ประชาชนหันมาเดินทางโดยรถไฟฟ้ามากขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คาดหวังจะให้นโยบายนี้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนชาวไทย และคาดหวังว่าจะเป็นที่น่าพอใจต่อประชาชน สามารถช่วยเหลือประชาชนในการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลีระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,207 คน ระหว่างวันที่ 12-16 พ.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ในปี 2563 ถึงความคาดหวังของประชาชนต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล และคาดการณ์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด แบ่งหัวข้อการสำรวจความคิดเห็น ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.&amp;ldquo;5 อันดับ ปัญหาเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ที่รุมเร้าประชาชน ณ วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 65.54 ระบุข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง สาเหตุจากสินค้ามีต้นทุนสูง ทุกอย่างปรับขึ้นราคา รัฐขึ้นภาษีสินค้าต่างๆ ทำให้มีราคาแพงขึ้น นายทุนเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ วิธีแก้ไขคือ ควบคุมราคาสินค้า มีส่วนลดสำหรับประชาชน ลดราคาน้ำมัน ของกินของใช้ ดำเนินการกับผู้ที่เอารัดเอาเปรียบอย่างจริงจัง ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 2 ร้อยละ 39.19 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ สาเหตุจากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ค่อยได้ผล เงินบาทแข็ง ท่องเที่ยวซบเซา เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ฯลฯ วิธีแก้ไขคือ รัฐบาลแก้ปัญหาให้ตรงจุด มีนโยบายช่วยเหลือประชาชน ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 3 ร้อยละ 31.76 การว่างงาน ตกงาน &amp;nbsp;สาเหตุจากเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีงานทำ สถานประกอบการขาดทุนต้องปิดตัวลง ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้าง คนงานถูกเลิกจ้าง ฯลฯ วิธีแก้ไขคือ ไม่เลือกงาน ลดรายจ่าย หางานพิเศษทำ รัฐบาลมีนโยบายเร่งช่วยเหลือคนตกงาน ชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 4 ร้อยละ 25.68 รายได้ลดลง เงินไม่พอใช้ สาเหตุจากองค์กร สถานประกอบการ มีกำไรลดลง ต้องลดรายจ่าย ให้ค่าตอบแทนลดลง ข้าวของแพง รายจ่ายสูง ฯลฯ วิธีแก้ไขคือ ขึ้นเงินเดือน เพิ่มค่าแรง ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาษี ลดดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ ช่วยเหลือคนยากจน ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับ 5 ร้อยละ 17.48 การส่งออก การค้าและการลงทุน สาเหตุจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ต่างชาติ ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน ส่งออก-นำเข้ามีปัญหา ค่าเงินบาทแข็งทำให้ได้กำไรลดลง ฯลฯ วิธีแก้ไขคือรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติและนักลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เรื่องที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุดคือ ส่วนใหญ่ร้อยละ 54.34 อยากเห็นการควบคุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ ไม่ขึ้นภาษี รองลงมา ร้อยละ 38.41 อยากเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน สร้างงานสร้างรายได้ ขึ้นเงินเดือน และร้อยละ 31.15 อยากให้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ใคร หรือหน่วยงานใด ที่ประชาชนคาดหวังให้เข้ามาช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.90 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 32.84 คือกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ แรงงาน อุตสาหกรรม เกษตรฯ และสุดท้าย 24.94% คือฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 17 พ.ย.นี้ เป็นวันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียนชิมช้อปใช้ เฟส 3 สำหรับผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ตั้งแต่เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป ผ่าน w ww.ชิมช้อปใช้.com และรับจำกัด 500,000 คน พบว่า ณ เวลา 18.00 น. มียอดลงทะเบียนเพียง 90,175 ราย หากเทียบกับ 2 เฟสก่อนหน้านี้ พบว่ายอดลงทะเบียนใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มตามที่กำหนด ทั้งนี้ธนาคารกรุงไทยจะเปิดให้ผู้สูงอายุลงทะเบียนเรื่อยๆ จนกว่าครบโควตา 5 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานมีโอกาสปรับตัวสูงสุดในรอบสิบปีสอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตล่าสุดที่อยู่ในระดับต่ำ 64.7% ต่ำที่สุดในรอบ 94 เดือน แต่ตัวเลขการว่างงานอาจต่ำกว่าความเป็นจริง จากผู้ไม่มีงานทำจำนวนหนึ่งสมัครใจออกจากงานก่อนเกษียณ รวมถึงคำนิยามของการว่างงานของไทย เช่น ทำงานสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมงก็ถือว่าไม่ว่างงานแล้ว โดยที่ไม่ได้มีงานทำอย่างจริงจัง เป็นงานชั่วคราว ไม่มีความมั่นคง มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจ้างงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน พ.ย. พบว่า มีการจ้างงานในกิจการใหม่และขยายกิจการอยู่ที่ 168,737 ตำแหน่งงาน มีการเลิกจ้างงานแล้ว 35,533 ตำแหน่งงาน จากข้อมูลส่วนนี้คาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์การจ้างงานหลังไตรมาสสามปีหน้าอาจปรับตัวในทิศทางดีขึ้น หากยังมีแนวโน้มของการขยายตัวการจ้างงานใหม่อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงแรงงาน สำรวจภาวะการมีงานทำในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่พบว่า มีผู้ว่างงาน 3.85 แสนคน เทียบกับปีที่แล้ว มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.2 หมื่นคน ในช่วงเดือน เม.ย.และเดือน พ.ค.2563 จะมีนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานอีก 5.24 แสนล้านคน บัณฑิตจบใหม่เหล่านี้จะหางานทำไม่ได้ประมาณร้อยละ 50-60 เนื่องจากตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่จบสายช่าง สายวิชาชีพ สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากกว่าสายสังคมศาสตร์ หลักสูตรที่ผลิตบัณฑิตที่ผ่านมาก็ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในภาคการผลิตและภาคบริการ ส่งผลต่อปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้นจนอาจแตะระดับสูงสุดในช่วงไตรมาสสามปีหน้า และน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ของขวัญปีใหม่, ชิมช้อปใช้ เฟส 3, ลดค่ารถไฟฟ้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191117/image_big_5dd153b4d7ddc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
