<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!“ออมสิน”หั่นดอกเบี้ยจำนำมอไซด์เหลือ  0.49% ต่อเดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 พ.ค. 2564 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินร่วมกับบริษัท เงินสดทันใจ จำกัด ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ลงชั่วคราว เหลือเพียง 0.49% ต่อเดือน (หรือเท่ากับ 11% ต่อปี) สำหรับผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อในช่วงเวลาโปรโมชั่น2 เดือน จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนี้ตลอดอายุสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เปิดรับจำนำทะเบียนทั้งที่เป็นรถมอเตอร์ไซค์ปลอดภาระหนี้ และที่ประสงค์รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ยสัญญาเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเพิ่มสภาพคล่องในชีวิตประจำวันของผู้ที่เดือดร้อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารได้เปิดจุดบริการสินเชื่อจำนำทะเบียนภายในสาขาธนาคารออมสิน จำนวนกว่า 550 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางแก่ผู้ที่สะดวกใช้บริการที่สาขาของธนาคาร โดยมีทีมงานของ บจ. เงินสดทันใจ พร้อมมอบบริการด้วยขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็ว ให้ผู้ที่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อสามารถรับเงินได้ภายใน 15 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่สนใจสามารถไปติดต่อขอสินเชื่อที่จุดบริการเงินสดทันใจภายในสาขาธนาคารออมสินกว่า 550 สาขา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (ตรวจสอบรายชื่อสาขาธนาคารให้บริการได้ที่ www.gsb.or.th) และที่สาขาของศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ จำนวนกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารเดินหน้าบทบาทธนาคารเพื่อสังคม ที่ธนาคารออมสินเร่งเพิ่มช่องทางช่วยเหลือประชาชนหรือผู้ที่ขาดสภาพคล่องเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำและได้รับเงินเร็ว อีกทั้งเป็นการสนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยประชาชนกลุ่มฐานรากที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบในครั้งนี้&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103599</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลดดอกเบี้ย, สินเชื่อจำนำมอเตอร์ไซค์, ออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a643de48c4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี &#039;กยศ.&#039;เลิกเกณฑ์ให้มีคนค้ำประกันกู้เงินเรียนประเดิมปีการศึกษา 2564 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุน กยศ.ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรการเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย 1. ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี เป็นการเฉพาะกิจ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ (ปกติกองทุนคิดดอกเบี้ย 1% ต่อปีของเงินต้นคงเหลือ) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. &amp;ndash; 31 ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2564 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกรายที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ทุกสาขา ส่วนผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดีต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและนัดหมายวันที่ประสงค์จะชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ www.studentloan.or.th &amp;nbsp;โดยผู้กู้ยืมเงินต้องชำระค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เสร็จสิ้นก่อนปิดบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ และลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว รวมทั้งลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564 และ 4. งดการขายทอดตลาด ทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน และ/หรือผู้ค้ำประกัน ที่กองทุนได้ขอให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ไว้จนถึงสิ้นปี 2564 โดยกองทุนจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ยืมเงิน และ/หรือผู้ค้ำประกันที่ถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ผู้รับจำนองที่ยึดไว้ (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101125</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์, ยกเลิกคนค้ำประกัน, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a14262d4a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธอส.&#039;ชงคลังลดดอกเบี้ยบ้านครึ่งหนึ่งช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2563 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังคนใหม่ พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่กู้เงินกับ ธอส. รวม 2 มาตรการ หลังจากที่ นายอาคม เข้ารับหน้าที่ รมว.การคลังแล้ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา จากผลกระทบแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีเป้าหมายในการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เติมเงินเข้ากระเป๋า ตามแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการที่ 1 คือ การขอเสนอกระทรวงการคลัง พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยกึ่งหนึ่งหรือครึ่งหนึ่ง ให้กับลูกค้าของธนาคาร ซึ่งจะรวมทั้งผู้กู้รายใหม่ และลูกค้าเดิม โดยจะขอให้คลังชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไป เช่น ปัจจุบันผู้กู้รายใหม่ จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.99% ก็อาจจะเสนอให้คลังช่วยชดเชย 1.50% ซึ่งยังมีช่องทางทำได้ ขณะที่ลูกค้าเดิม ก็ต้องพิจารณาเกณฑ์ว่าจะช่วยกลุ่มไหน ในหลักการหากเป็นดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว ถ้าเป็นเงื่อนไขเดียวกันก็จะขอลดดอกเบี้ยลง 1.50% เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะรอหารือกับ รมว.การคลังคนใหม่ ว่าต้องการให้ธนาคารช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง จากที่ผ่านมาธนาคารออกมาตรการดูแลลูกค้า ทั้งการพักหนี้เงินต้น และดอกเบี้ยออกไป กว่า 4.5 แสนล้านบาท จากสินเชื่อคงค้าง 1.3 ล้านล้านบาท หากต้องการให้ ธอส.ลดดอกเบี้ย ช่วยกลุ่มลูกค้าที่ดี ลำพังตอนนี้คงทำเองไม่ได้ เพราะงบดุลค่อนข้างเปราะบาง จากช่วงที่ผ่านมาความสามารถ (Performance) ธนาคารจะเอาไม่อยู่&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 เสนอ รมว.การคลังรับทราบรายละเอียด หลักเกณฑ์การออกสินเชื่อ Two-GEN หรือผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้เลือกผ่อนชำระได้ 2 generation หรือยาวนานสูงสุดถึง 70 ปี วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถปล่อยกู้ได้ภายในเดือน พ.ย. 2563 เป็นการกู้ร่วม กับทายาทที่ยังไม่มีรายได้ เพื่อลดผ่อนชำระเหลือเดือนละ 2,000 บาท &amp;nbsp;ทำให้คนไทย มีบ้านเป็นของตัวเองได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะที่ในปี 2564 ธอส. ตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 215,641 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 222,110 ล้านบาท ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นปีละ 3% มีสินเชื่อคงค้างในปี 2564 ที่ 1.374 ล้านล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.444 ล้านล้านบาท ในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผลประกอบการปี 2563 ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2563 เทียบกับสิ้นปี 2562 มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,273,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.30% &amp;nbsp;มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 51,559 ล้านบาท คิดเป็น 4.05% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 2,044 ล้านบาท โดยในปีนี้ ธนาคารจะกันสำรองเพิ่มขึ้น 5,300 ล้านบาท จากปัจจุบันกันสำรองแล้ว 3,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79720</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ฉัตรชัย ศิริไล, ช่วยลูกค้า, ลดดอกเบี้ย, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์1ส.ค.เริ่มลดดอกเบี้ยบัตรรูดปรื๊ด-เช่าซื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2563 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) &amp;nbsp;กล่าวว่า การช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในระยะ 2 เพื่อต้องการตอบโจทย์ลูกหนี้ที่พบว่าผลกระทบของโควิด-19 ยังไม่จบโดยเร็ว แต่มาตรการระยะที่ 1 ทยอยครบกำหนดแล้ว โดยในช่วงสิ้นเดือนนี้จะมีลูกหนี้ครบกำหนดจากมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 1 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายมาตรการช่วยเหลือให้ลูกหนี้กลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การลดเพดานดอกเบี้ยมีผลตั้งแต่ 1 ส.ค.2563 โดยหนี้บัตรเครดิตลดลงจาก 18% เหลือ 16% ต่อปี สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินหมุนเวียน ลดลงจาก 28% เหลือ 25% สินเชื่อส่วนบุคคลผ่อนชำระเป็นงวด ลดลงจาก 28% เหลือ 25% และ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ลดลงจาก 28% เหลือ 24% ส่วนเรื่องการขยายวงเงิน สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจะมีผล 1 ส.ค. แต่เป็นมาตรการชั่วคราวถึง สิ้นปี 2564 โดยจะเปิดให้ลูกหนี้แสดงความจำนงได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. -31 ธ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ลูกหนี้บัตรเครดิตได้มีการลดการผ่อนชำระขั้นต่ำเหมือนเดิมในอัตรา 5% ในปี 2563-2564 และปรับขึ้นเป็น 8% ในปี 2565 และปรับเป็น 10% ในปี 2566 ส่วนมาตรการที่เพิ่มเติมจากการช่วยเหลือในระยะแรก คือ จะให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนประเภทหนี้บัตรเครดิตเป็นระยะยาว 48 เดือน ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 12% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินเชื่อส่วนบุคคล แยกเป็นสินเชื่อหมุนเวียน จะไม่กำหนดอัตราผ่อนขั้นต่ำตายตัว โดยให้ลดอัตราการผ่อนขั้นต่ำตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ส่วนการเปลี่ยนประเภทหนี้ ให้เปลี่ยนประเภทหนี้เป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลา 48 เดือน แต่ดอกเบี้ยให้คิดที่ไม่เกิน 22% ส่วนวงเงินที่เหลือให้คิดตามความเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลุกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ จะมีทางเลือก คือ ให้ลดค่างวด 30% โดยคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 22% ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ ในมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2 จะไม่มีการจำกัดวงเงิน เป็นการช่วยเหลือการเช่าซื้อยานพาหนะทุกวงเงิน โดยให้เลื่อนชำระค่างวด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน (เหมือนระยะที่ 1) และให้ลดค่างวดโดยการขยายเวลาการชำระหนี้ โดยต้องดูความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินเชื่อบ้าน สิ่งที่ต่างจากระยะแรก คือให้เลื่อนชำระค่างวดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน และให้เลื่อนชำระเงินต้นเป็นเวลา 3 เดือนและพิจารณาลดดอกเบี้ยตามความเหมาะสม รวมถึงการลดค่างวดโดยการขยายเวลาการชำระหนี้ ทั้งหมดนี้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถไปจัดทำทางเลือกที่ดีกว่าที่ ธปท. กำหนดได้ ให้เหมาะสมกับความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่ลูกหนี้บางกลุ่มเข้ามาตรการแล้ว และระยะหนึ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงกันใหม่ หรือลูกหนี้มีความลำบาก มีผลกระทบมาก ไม่สามารถเข้ามาตรการขั้นต่ำได้เลย ผู้ประกอบธุรกิจต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้ลูกหนี้เสียหายและกลายเป็น NPL มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการที่ทำในระยะ 2 ถือว่าเป็นการช่วยลูกหนี้ให้มีการวางแผนการชำระหนี้ดีขึ้น ไม่ถือว่าเป็นหนี้เสีย ไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่สามารถคิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ได้ เช่น ค่าผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งถ้าลูกหนี้มีความประสงค์จะชำระหนี้คืนก่อนกำหนด ก็ไม่สามารถคิดค่าชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ และที่เน้นคือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องชะลอการยึดทรัพย์ หากลูกหนี้มีการจ่ายปกติและทำได้ตามมาตรการที่ตกลงกันไว้&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), บัตรเครดิต, รณดล นุ่มนนท์, ลดดอกเบี้ย, สินเชื่อเช่าซื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88e2c277b01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.หั่นดบ.เหลือ0.5% ต่ำสุดในประวัติการณ์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์! กนง.เสียงแตกหั่นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 0.50% ต่อปี &amp;nbsp;หลังประเมินเศรษฐกิจไทยหดตัวแรงกว่าที่คาด ส่งออก-ท่องเที่ยวทรุดหนัก ห่วงค่าบาทกลับมาแข็งโป๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% &amp;nbsp;ต่อปี จาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิมตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาด และผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอดประสานกับมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่กรรมการ 3 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ และเร่งรัดประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ประกาศไปแล้ว คณะกรรมการโดยรวมเห็นว่าควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้าเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามากกว่าคาด ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ จากการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและมาตรการควบคุมการระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มาตรการการเงินการคลังจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวได้ คณะกรรมการเห็นว่า มาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ยังมีความจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตในระยะต่อไป สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่คาดตามราคาพลังงานที่ลดลงเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจต่างประเทศและการระบาดของโควิด-19 ในต่างประเทศ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมและโอกาสที่การระบาดในประเทศอาจกลับมา รวมทั้งประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านภาวะการเงิน ตลาดการเงินมีเสถียรภาพหลัง ธปท.ออกมาตรการดูแลเสถียรภาพตลาดการเงิน &amp;nbsp;รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง และอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ที่ซื้อขายในตลาดรองผันผวนน้อยลง ตลาดตราสารหนี้กลับมาทำหน้าที่ได้เป็นปกติมากขึ้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการให้ติดตามสถานการณ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนในตราสารหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสินเชื่อขยายตัวโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงบ้าง &amp;nbsp;สภาพคล่องในระบบการเงินในภาพรวมยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดีต้องดูแลให้สภาพคล่องกระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา และการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF fee) เป็นการชั่วคราว ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกาและเงินสกุลภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือน หลังมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของภาครัฐทยอยสิ้นสุดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการเห็นว่า สถาบันการเงินจึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้า และให้ ธปท.ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเตรียมแนวทางรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้อยลงกว่าที่คาด รวมถึงดูแลสภาพคล่องและกลไกการทำงานของระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและสามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าคณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ลดดอกเบี้ย, ส่งออก-ท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นดอกเบี้ย, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec536a75aac8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ประกาศลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือนช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2563 นายฐากร ปิยะพันธ์ &amp;nbsp;ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ &amp;nbsp;ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า กล่าวว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 &amp;nbsp;และสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในปัจจุบัน กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในฐานะผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล รู้สึกห่วงใยและต้องการจะช่วยลดภาระของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ จึงพร้อมให้ความร่วมมือตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และได้ริเริ่มโครงการ &amp;ldquo;เราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน กับกรุงศรี คอนซูมเมอร์&amp;rdquo; โดยออก 3 มาตรการพิเศษ เพื่อเป็นทางเลือกในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้า ทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในวงกว้าง ด้วยการลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือนและการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือน สำหรับลูกค้าทุกรายโดยมิต้องแจ้งความจำนง, &amp;nbsp;รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางตรง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม การบิน และบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ เหลือ 12% สำหรับบัตรเครดิต และ 22% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล โดยลูกค้าต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับพิจารณาความช่วยเหลือดังกล่าวผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 : ลดยอดชำระขั้นต่ำต่อเดือน&amp;nbsp;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตจากเดิม 10% เหลือ 5% &amp;nbsp;ตามรอบบัญชีตั้งแต่ &amp;nbsp;1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564 สำหรับลูกค้าทุกราย โดยมิต้องติดต่อแจ้งความจำนง&amp;nbsp;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลจากเดิม 5% เหลือ 3% ตามรอบบัญชีตั้งแต่ 18 มีนาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564 สำหรับลูกค้าทุกราย โดยมิต้องติดต่อแจ้งความจำนง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 : พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 2 เดือนให้กับลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทุกรายโดยมิต้องแจ้งความจำนงเป็นระยะเวลา 2 รอบบัญชี สำหรับลูกค้าทุกรายที่มีวันครบกำหนดชำระตั้งแต่ 14 เมษายน 2563 ถึง 12 มิถุนายน 2563 โดยดอกเบี้ยยังคงคำนวณตามอัตราปกติแบบลดต้นลดดอก ทั้งนี้ สถานะบัญชีของลูกค้าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 : ปรับลดดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ เริ่มต้นเพียง 12% สำหรับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยลูกค้าต้องลงทะเบียนแจ้งความจำนง และจะได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณี &amp;nbsp;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเหลือ 12% และลดภาระการชำระคืนด้วยการขยายการเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 48 เดือน
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เหลือ 22% และลดการผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือเพียง 3%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการดังกล่าว สำหรับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว หรือธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามประกาศของทางราชการ &amp;nbsp;โดยลูกค้าต้องมีบัญชีสินเชื่อกับบริษัทก่อนเดือนมีนาคม 2563 ทั้งนี้ ลูกค้าจะถูกปรับลดวงเงินสินเชื่อ ฯ ให้คงเหลือเท่ากับยอดสินเชื่อคงค้างที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกค้าสามารถลงทะเบียนรับพิจารณาความช่วยเหลือดังกล่าว ผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 - 30 มิถุนายน 2563 นี้ โดยบริษัทจะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63176</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี คอนซูมเมอร์, พักหนี้, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96732cd3c4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยนำร่องหั่นดอกเบี้ยกู้ทุกประเภท  0.40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เมษายน 2563 &amp;nbsp;นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนกลไกภาครัฐเพื่อช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคาร โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MOR และ MRR ทันทีอีก 0.40% หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR ปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 5.60% MOR และ MRR ปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 6.22% และ 6.10% ตามลำดับ โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการอื่น ๆ ที่ธนาคารได้มีการประกาศใช้เพื่อให้ความช่วยเหลือและลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าของธนาคารอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการช่วยดูแล และประคับประคองลูกค้าของธนาคารให้ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ธนาคารปรับลดเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงเท่านั้น ยังไม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงแต่อย่างใด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ปรีดี ดาวฉาย, ลดดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5adda8c6bfc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
