<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิติใหม่  “สรรพากร” จ่อปลดล็อคนิติบุคคลใช้สกุลเงินต่างชาติคำนวณภาษีได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; เปิดรับฟังความเห็นก่อนไขก๊อกเปิดทางบริษัท-ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สกุลเงินตราต่างประเทศคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หวังช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและจูงใจให้มีการตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศในไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถใช้สกุลเงินต่างประเทศในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบการและจูงใจให้มีการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศและบริษัทการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมาตรฐานการบัญชีได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งกำหนดให้กิจการที่มีธุรกรรมทางการเงินเป็นเงินตราต่างประเทศบางกรณีสามารถเลือกใช้สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นสกุลเงินอื่นนอกจากเงินตราไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติจัดเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราสกุลอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน สามารถแจ้งต่ออธิบดีเพื่อใช้เงินตราสกุลดังกล่าวคำนวณเสียภาษีเงินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรับเปิดรับฟังความเห็น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;5 - 20 มิ.ย. 2561 คาดว่าการแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เพื่อให้สอดคล้องกับรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10942</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนวณภาษี, นิติบุคคล, ลดต้นทุน, สรรพากร, เงินตราต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดโดนกินรวบ! คู่ค้า&#039;อาลีบาบา&#039; เพิ่มช่องขายของ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; ยันไทยได้ประโยชน์ขายสินค้าผ่าน Tmall เครืออาลีบาบา ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร ปัดโดนกินรวบ เตรียมเปิดตัวใหญ่กับอี-คอมเมิร์ซระดับโลกอีก ธปท.ชี้อุดหนุนราคาไม่ใช่ทางแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ แนะลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข้อกังวลจากสังคมว่าความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ Tmall ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในเครืออาลีบาบา &amp;nbsp;จะทำให้อี-คอมเมิร์ซไทยแข่งขันไม่ได้ และอาลีบาบาจะเข้ามากินรวบระบบโลจิสติกส์ของประเทศว่า &amp;nbsp;ไทยจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าว โดยในด้านการขายสินค้าเกษตรจะทำให้มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการกับสินค้าข้าว ผลิตภัณฑ์จากข้าว และทุเรียนไปแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะทุเรียนสามารถจำหน่ายได้ 8 หมื่นลูกในระยะเวลาแค่ 1 นาที &amp;nbsp;ส่งผลให้ราคาทุเรียนไทยแบบเหมาสวนปรับตัวขึ้นทันทีเป็นกิโลกรัม (กก.) ละ 70-80 บาท จากเดิม กก.ละ 60-70 บาท ส่วนข้าวกำลังอยู่ระหว่างการติดตามผล แต่เบื้องต้นทราบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้เกษตรกรไทยมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น และไม่กระทบกับอี-คอมเมิร์ซของไทย เพราะผู้ประกอบการไทยยังสามารถขายออนไลน์ได้ปกติ ไม่ได้มีการเข้ามาผูกขาด &amp;nbsp;และไทยก็ไม่ได้ร่วมมือแค่อาลีบาบาเพียงแห่งเดียว แต่ได้ร่วมมือในการค้าขายออนไลน์กับแพลตฟอร์มระดับโลกอื่นๆ อีก ทั้ง Amazon.com และ eBay.com ตลาดอเมริกาและยุโรป ShopJJ.com ตลาดสิงคโปร์และอาเซียน Gosoko ตลาดแอฟริกา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าไทยมีความร่วมมือกับทุกแพลตฟอร์ม โดยจะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เหมือนกับอาลีบาบาในเร็วๆ นี้&amp;quot; รมว.พาณิชย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมจำหน่ายทุเรียนกับ Tmall จะต้องเป็นนิติบุคคล มีสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า และสินค้าต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด จากนั้นต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ Thaitrade.com โดยกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และนำไปเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าของ Tmall เพื่อนำไปวางขายใน Thai Rice Flagship &amp;nbsp;Store ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยกว่า 100 รายที่ได้ส่งทุเรียนเข้าไปจำหน่ายแล้ว และกำลังจะคัดเลือกเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือที่อาลีบาบามอบให้ไทย &amp;nbsp;โดยปกติการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในเว็บไซต์ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี แต่ความร่วมมือดังกล่าวจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียม แต่หลังจากนั้นหากจะมีการเก็บค่าธรรมเนียม กระทรวงพาณิชย์จะเจรจาเพื่อให้มีการเรียกเก็บในอัตราพิเศษ หรือต่ำกว่าการเรียกเก็บปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเด็นการกินรวบระบบโลจิสติกส์นั้น ขอชี้แจงว่าอาลีบาบาจะเข้าไปลงทุนระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเป็นการลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้าและระบบดิจิทัลที่ใช้ในการบริหารสต็อกสินค้า ไม่ได้หมายความว่าอาลีบาบาจะมาทำธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหมด &amp;nbsp;แต่ในการขนส่งสินค้าเข้ามายังคลังกลาง ก่อนที่จะทำการบรรจุและส่งออกต้องจ้างโลจิสติกส์ของไทยช่วยขนสินค้ามาให้ ถือว่าเป็นแขนขาให้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่ในธุรกิจมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในประเด็นการที่อาลีบาบามาขายทุเรียนไทย ทำให้ราคาทุเรียนไทยแพงขึ้นนั้น ไม่เกี่ยวกัน เพราะทุเรียนที่แพงขึ้น หากเป็นผลมาจากคุณภาพดีขึ้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ให้การส่งเสริมผลิตสินค้าคุณภาพอยู่แล้ว แต่การขายผ่าน Tmall ไม่ได้มากมายอะไร โดยที่จำหน่ายได้ 8 หมื่นลูก คิดเป็น 350 ตันเท่านั้น และเมื่อเทียบกับผลผลิตรวมปีนี้ที่คาดว่าจะมีมากถึง &amp;nbsp;7.65 แสนตัน ถือว่าน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าทุเรียนจะขาดแคลน มีปริมาณเพียงพอด้วยซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยี&amp;rdquo; ว่า ภาคการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าสัดส่วนต่อจีดีพีอาจจะไม่สูงมาก แต่จำนวนประชากรในภาคการเกษตรมีมาก จึงมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคด้วย โดยที่ผ่านมาพบว่าประชากรในภาคเกษตรของไทยยังประสบปัญหารายได้ต่ำ &amp;nbsp;หนี้ครัวเรือน การบริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคการเกษตรของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การพัฒนาในภาคเกษตรของไทยยังมีอุปสรรค ซึ่งเป็นผลทำให้รายได้ของภาคการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรที่ไม่ทันสมัย การมีพื้นที่เพาะปลูกที่มากจนเกินไป รวมถึงผลผลิตในภาคเกษตรที่มีมากจนเกินไป ส่งผลกดดันราคาพืชผลทางการเกษตรให้ตกต่ำลงด้วย&amp;rdquo; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วิธีการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้เสียงบประมาณการคลังโดยใช่เหตุ และเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยยังเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดในระยะยาวอีกด้วย ทำให้ผลผลิตไม่สอดคล้องกับตลาด ดังนั้นประเทศไทยจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยในระยะสั้นจะต้องดูแลภาคการเกษตรจากปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ ส่วนระยะยาวการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การลดต้นทุน ถือเป็นเรื่องสำคัญและช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของไทยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลักการที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาของภาคเกษตรจะต้องมองในระยะยาว โดยจะต้องมีการลดต้นทุนภาคเกษตรให้ถูกลง และเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต โดยเฉพาะในอีก 5 ปีข้างหน้าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเร็วมาก ภาคเกษตรจะต้องปรับตัวให้ทันเหมือนทุกภาคส่วน เพราะการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ไม่มีความสามารถในการกำหนดราคาด้านการเกษตร แม้จะมีปริมาณการผลิตอยู่ในระดับสูง &amp;nbsp;ดังนั้นการลดต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร, ขายสินค้าผ่าน Tmall, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ, ลดต้นทุน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อี-คอมเมิร์ซระดับโลก, เครืออาลีบาบา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addf9b0357ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
