<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตจับมือคลังลดภาษีจูงใจเอกชนใช้พลาสติกย่อยสลายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้เร่งขับคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (บีซีจี &amp;nbsp;: เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงได้ร่วมกับกระทรวงการคลังจัดทำมาตรการกระตุ้นการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งจะเป็นการนำรายจ่ายที่ผู้ประกอบการได้จ่ายไปในการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 1.25 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปในขอรับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ในระหว่างปี 2562-2564 โดยจะต้องซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายตามประเภทที่กรมสรรพากรกำหนดจากผู้ผลิตที่ได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพที่ออกให้โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจะมีการใช้เทคโนโลยียกระดับอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว มุ่งลดการปล่อยมลภาวะและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สามารถตอบสนองต่อความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวอยู่ทั่วโลก ขณะเดียวกันมีการคาดการณ์ว่า ผู้ประกอบการจะเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปีของปริมาณการผลิตพลาสติกทั้งหมดจำนวน 431,800 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการกระตุ้นการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพภายใต้โมเดลบีซีจี ยกระดับนวัตกรรมให้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่มีแนวโน้มขยายเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์จากพลาสติกเป็นส่วนประกอบในเกือบทุกอุตสาหกรรมและมีความเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของประชาชน การผลักดันให้เกิดการใช้พลาสติกย่อยสลายได้อย่างแพร่หลายจะช่วยลดมลภาวะและของเสียในสังคม ช่วยสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและยกระดับสังคมให้น่าอยู่มากขึ้น ช่วยลดงบประมาณภาครัฐในการกำจัดขยะพลาสติกตกค้าง และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้ทดแทนพลาสติกที่ย่อยสลายยาก ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุเป้าประสงค์ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นไบโอ ฮับของอาเซียน&amp;rdquo; นายสุริยะ กล่าว
นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ.เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าว สำหรับพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ สศอ. จะออกใบรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพให้กับผู้ผลิตในประเทศที่จำหน่ายระหว่างปี 2562-2564 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อคนแรกสามารถนำรายงานการซื้อสินค้า ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม และใบรับรองผลิตภัณฑ์ฯ จาก สศอ. ยื่นขอลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 1.25 เท่าของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ได้แก่ 1.ถุงหูหิ้ว &amp;nbsp;2.ถุงขยะ &amp;nbsp;3.แก้วพลาสติก 4.จาน ชาม ถาดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 5.ช้อน ส้อม มีดพลาสติก 6.หลอดพลาสติก 7.ถุงพลาสติกสำหรับเพาะชำ 8.ฟิล์มคลุมหน้าดิน 9.ขวดพลาสติก 10.ฝาแก้วน้ำ และ 11.ฟิล์มปิดฝาแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลักเกณฑ์การออกใบรับรองผลิตภัณฑ์พลาสติกดังกล่าว จะออกให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกฯ &amp;nbsp; ที่จำหน่ายระหว่างปี 2562-2564 โดยต้องยื่นแบบฟอร์มการขอใบรับรองให้ สศอ. ตรวจสอบ ตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อ คือ 1.ผลิตภัณฑ์ได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 2.ผลิตภัณฑ์ได้รับรองมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าในต่างประเทศ 3.ผลิตภัณฑ์มีใบรับรองทางห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง 4.ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตตามมาตรฐาน มอก. 17088 หรือ มาตรฐานเทียบเท่า และสำเนาผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ในรายการผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 17088 หรือ มาตรฐานเทียบเท่าและสำเนาผลการทดสอบองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ (FTIR)&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88162</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, พลาสติกที่ย่อยสลายได้, ลดภาษี, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียใจป้ำหั่นภาษีน้ำมันปาล์ม10% พาณิชย์เห็นลู่ทางขยายตลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า รัฐบาลอินเดียได้ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) จากเดิมร้อยละ 37.5 เหลือร้อยละ 27.5 มีผลตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มในประเทศและบรรเทาภาระผู้บริโภคจากราคาสินค้าหมวดอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ จากเดิมร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 37.5 สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
​​&amp;ldquo;อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก โดยการบริโภคน้ำมันปาล์มคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของน้ำมันเพื่อการบริโภค (edible oils) ในประเทศทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อินเดียนำเข้าน้ำมันเพื่อการบริโภคเฉลี่ยประมาณ 15 ล้านตันต่อปี รองจากการนำเข้าน้ำมันดิบและทองคำตามลำดับ โดยในปี 2562 อินเดียนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (พิกัด 1511.10) จากทั่วโลก มูลค่ารวม 3,555 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 11.37 จากปีก่อนหน้า โดยนำเข้าสูงสุดจากอินโดนีเซีย ร้อยละ 66.03 รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย ร้อยละ 26.25 สิงคโปร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้อยละ 5.02 ขณะที่นำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 4 มูลค่า 89.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 63 จากปีก่อนหน้า คิดเป็นร้อยละ 2.52 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด ทั้งนี้ ระหว่างมกราคมถึงกันยายนที่ผ่านมา อินเดียนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากทั่วโลก มูลค่ารวม 3,221.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.61 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยนำเข้าสูงสุดจากอินโดนีเซีย ร้อยละ 69.61 รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย ร้อยละ 24.53 สิงคโปร์ ร้อยละ 3.72 ขณะที่นำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 4 มูลค่า 62.17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 1.93 ลดลงร้อยละ 28.64 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;
​​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่าส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปาล์มดิบของไทยในอินเดียยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ตาม กรมฯ มองว่าการที่อินเดียลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบลงร้อยละ 10&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าน้ำมันปาล์มของไทยไปตลาดอินเดียให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การส่งออกจากท่าเรือภาคใต้ฝั่งตะวันตกไปท่าเรือฝั่งตะวันออกของอินเดีย อาทิ เมืองเจนไนและโกลกาตา ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการขนส่งไม่สูงจนเกินไปและช่วยให้แข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซียได้ นอกจากนี้ กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยควรศึกษามาตรฐานน้ำมันปาล์มภายใต้กรอบความยั่งยืนของน้ำมันปาล์มอินเดีย (Indian Palm Oil Sustainability Framework) หรือ IPOS ด้วย เพื่อเตรียมรองรับเงื่อนไขด้านมาตรฐานน้ำมันปาล์มที่คาดว่าอินเดียจะนำมาใช้ในอนาคต&amp;rdquo; อธิบดีให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
​​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และเพื่อเป็นการขยายโอกาสส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยรองรับอานิสงส์จากการลดภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบของอินเดีย กรมฯ ได้เตรียมแผนจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) หรือ OBM สินค้าน้ำมันปาล์ม ในวันที่ 19 มกราคม 2564 โดยนอกจากน้ำมันปาล์มแล้ว กรมยังได้เตรียมจัดกิจกรรม OBM สินค้าประเภทอื่นๆ ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าอินเดีย ภายใต้ชื่อกิจกรรม Sourcing for India ระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2564 อาทิ ไม้ยางพาราและเฟอร์นิเจอร์ อาหารสัตว์เลี้ยง ของเล่นเด็ก เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ฮาลาล เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สายด่วน 1169&amp;rdquo; อธิบดีกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86370</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำมันปาล์มดิบ, ลดภาษี, สมเด็จ สุสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd046864e319.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 00:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 06:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2%  วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท พร้อมลดภาษีให้ผู้ประกอบการ สู้วิกฤตโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มี.ค.2563 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอไป โดยมีมาตรการด้านการเงิน ประกอบด้วย 4 มาตรการ ดังนี้ 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% เป็นเวลา 2 ปี ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย ในวงเงิน 150,000 ล้านบาท 2.มาตรการพักต้นเงินลดดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ ของสถาบันการเงินทั้ง ออมสิน ธ.ก.ส และ ธพว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกแนวทาง ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นสินเชื่อปกติ เพื่อให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ 4.มาตรการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานของสำนักงานประกันสังคม ที่จะร่วมกับสถาบันการเงินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ระยะเวลา 3 ปี ให้แก่สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังมีมาตรการภาษี ประกอบด้วย 4 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการคืนสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากอัตรา 3% เหลืออัตรา 1.5% สำหรับการจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2563 - 30 ก.ย. 2563 2. มาตรการภาษีเพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีที่เข้าร่วม สามารถหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 เม.ย. - 31 ธ.ค. 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.มาตรการส่งเสริมเสถียรภาพของการจ้างงาน โดยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถนำรายจ่ายมาหักรายจ่ายมาหักภาษีได้ 3 เท่า 4.มาตรการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ ที่ยื่นทางอินเทอร์เน็ตจะได้รับคืนภายใน 15 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ประกอบด้วย 6 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการบรรเทาภาระการจ่ายค่าน้ำค่าไฟ รัฐวิสาหกิจ 2. มาตรการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้าง จากอัตรา 5% เป็น 0.1% ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 3 เดือน 3.ลดหรือชะลอหรือเลื่อนการเก็บค่าธรรมเนียมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ 4. ให้หน่วยงานเร่งเบิกจ่ายเงินงบลงทุนวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน โดยให้ประชาชนทั่วไปหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ไม่น้อยกว่า 65% แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี 6.มาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 สร้างแรงจูงใจในการคงการจ้างงาน โดยได้เตรียมวงเงิน 20,000 ล้านบาท จากงบกลางรองรับการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา ได้แก่การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าวงเงิน 300 ล้านบาท การเร่งรัดเบิกจ่ายกองทุนพัฒนาไฟฟ้าพื้นที่ 72 จังหวัดวงเงินรวม 4,064 ล้านบาท การกำกับดูแลอัตราค่าไฟ วงเงินประมาณ 4,534 ล้านบาทและมาตรการอื่นๆของการไฟฟ้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ครม., ซอฟต์โลน, ลดภาษี, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, โรคโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26e26476bc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดแหลก รัฐบาลหั่นภาษีชวนเอกชนลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 2563 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ.... หรือมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการขยายเวลาการจดแจ้งการขอใช้สิทธิลดดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ใช้บังคับ จนถึงวันที่ 30 ธ.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% ลงเหลือ 10% เป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับกำไรสุทธิจากรายได้ที่เกิดจากการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ และมีการใช้บริการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ได้จดแจ้งการขอใช้สิทธิการเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้มีการพิจารณาการสูญเสียรายได้ของรัฐจากการบังคับใช้ร่าง พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้เพียง 4 ล้านบาท แต่จะเป็นการส่งเสริมให้มีการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้มีการผลิตสินค้าและบริการในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น&amp;rdquo; นางนฤมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบมาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเป็นการจูงใจให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบริจาคทรัพย์สินที่ใช้สำหรับประกอบอุตสาหกรรม 4.0 อาทิ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ระบบ AI Automation Robotic ให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0ที่จัดตั้งโดยสถานศึกษาของรัฐ หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคทรัพย์สินที่ใช้สำหรับการประกอบอุตสาหกรรม 4.0 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นจำนวน 3 เท่าของที่จ่ายจริง และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์สำหรับส่วนที่จ่ายไปเพื่อทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับออุตสาหกรรม 4.0 โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการบริจาคทรัพย์สินได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่า มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นแรงจูงให้เกิดการบริจาคทรัพย์สินให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ประมาณ 600 ล้านบาท และกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่ามาตรการภาษีดังกล่าว จะมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีลดลงประมาณ 120 ล้านบาท แต่จะเกิดการส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรของประเทศให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56960</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ลดภาษี, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e428bc50d6cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
