<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรีเห็นสัญญาณ กนง. หั่นดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เติบโต 0.7% พร้อมส่งสัญญาณอาจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม &amp;nbsp;การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 4 สิงหาคม มีมติ 4 ต่อ 2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% โดยกรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า ล่าสุดธปท.ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็นขยายตัว 0.7% และ 3.7% จากเดิมคาด 1.8% และ 3.9% ตามลำดับ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่มากกว่าคาด ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากประมาณการเดิม โดยกรณีฐาน หากควบคุมการระบาดได้และผ่อนคลายมาตรการต้นไตรมาส 4/2564 จะมีนักท่องเที่ยว 1.5 แสนคน ในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปีหน้า แต่หากการระบาดยืดเยื้อและผ่อนคลายได้ในปลายไตรมาส 4/2564 จะเหลือนักท่องเที่ยวปีนี้เพียง 1 แสนคน และปีหน้า 2 &amp;nbsp;ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมติคงดอกเบี้ยไม่เป็นเอกฉันท์ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ที่การตัดสินใจของกนง.ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับปัจจุบัน ประกอบกับมุมมองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเชิงลบมากขึ้นและยังระบุถึงความเสี่ยงด้านต่ำที่มีอยู่ค่อนข้างมาก วิจัยกรุงศรีประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนกันยายนจะมีเพิ่มมากขึ้นหากในกรณีที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i)&amp;nbsp; ประสิทธิผลของมาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งประสิทธิภาพและการฉีดวัคซีนต่ำกว่าคาด ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จำเป็นต้องขยายเวลาการดำเนินมาตรการล็อกดาวน์นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) การแพร่ระบาดในประเทศ และมาตรการล็อกดาวน์มีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย และแผ่ลามกระทบไปยังภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) มาตรการทางคลังและความช่วยเหลือทางการเงินที่กำลังทยอยเพิ่มเติมมีความน่าผิดหวังหรือไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของการระบาดของ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมนั้นชะลอลงอย่างต่อเนื่อง คาดอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการรัฐช่วยจำกัดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 0.45% YoY ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จาก &amp;nbsp;1.25% ในเดือนมิถุนายน แม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (+29.4%) แต่มีปัจจัยลดทอนจากราคาสินค้ากลุ่มอาหารสดที่ลดลงมากสุดในรอบ 3 ปี &amp;nbsp;(-1.58%) อาทิ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไก่สด และผักสด ประกอบกับยังมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในการปรับลดค่าประปาและค่าไฟฟ้าเป็นรอบที่ 3 ของปีนี้ (กรกฎาคม-สิงหาคม) ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.14% จาก 0.52% เดือนมิถุนายน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.83% และ 0.26% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอาจสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดอาจปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้อุปสงค์อ่อนแอลงมาก สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงความต่อเนื่องจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งเอื้อต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องในยามที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯยังมีสัญญาณบวก ตลาดแรงงานสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลจากไวรัสกลายพันธุ์อาจจำกัดเฉพาะธุรกิจภาคบริการในพื้นที่แพร่ระบาด ในเดือนกรกฎาคมการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 9.43 แสนตำแหน่งสูงกว่าตลาดคาด ส่วนอัตราการว่างงานแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ที่ 5.4% ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคมปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือนที่ &amp;nbsp;2.93 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีสัญญาณดีขึ้นสะท้อนว่าการขาดแคลนกำลังคนในธุรกิจบางสาขาเริ่มคลี่คลาย กรรมการเฟดบางท่านประเมินว่าเศรษฐกิจอาจสามารถปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวของเฟดภายในปลายปีหน้า ขณะที่รัฐมนตรีคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและจะปรับตัวลงในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันพุ่งสูงเกินกว่า 1 แสนรายเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะรัฐฟลอริดา เท็กซัส มิสซูรี และอาร์คันซอ คาดว่าภาครัฐจะไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์แต่จะเพิ่มความเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดเพียงเฉพาะจุด และอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการในพื้นที่ดังกล่าวชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจโดยภาพรวมยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อังกฤษเปิดเผยแนวทาง QE Tapering แต่ยังไม่เร่งปรับลด QE ส่วนข้อจำกัดด้านอุปทานและไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอาจมีผลต่อการฟื้นตัว &amp;nbsp;ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.1% ขณะที่แสดงความกังวลถึงอัตราเงินเฟ้อซึ่งอาจพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวสู่ระดับ 4.0% ในไตรมาสที่ 4/2564 ถึงไตรมาสที่ 1/2565 นอกจากนี้ ยังระบุถึงแนวทางการปรับลดวงเงินเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) ดังนี้ (i) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 0.5% BOE จะไม่นำรายได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษที่ครบอายุไถ่ถอนกลับมาลงทุนใหม่ และ (ii) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1.0% BOE จะเริ่มขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้อุปสงค์เร่งขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยในเดือนมิถุนายนแตะระดับ 2.5% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2561 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการผลิตบางสาขาในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังปรับตัวได้ล่าช้า ประกอบกับการระบาดระลอกใหม่โดยเฉพาะจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้าส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันแตะระดับ 29,312 ราย สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 59.2 ปัจจัยข้างต้นบ่งชี้ว่า BOE ยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.50% และเริ่มปรับลด QE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่มีแรงกดดันจากทางการต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงการระบาดระลอกใหม่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและบริการเดือนกรกฎาคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนปรับตัวสู่ระดับ 52.4 ลดลงเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีฯนอกภาคการผลิตลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.3 ส่วนดัชนีฯภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 50.4 ต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มเติบโตช้าลงจากช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการควบคุมการเก็งกำไรเพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพ ล่าสุดทางการจีนส่งสัญญาณควบคุมธุรกิจเกมออนไลน์และวิดีโอสตรีมมิ่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น นอกจากนี้ จีนยังอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากโรค COVID-19 ระลอกใหม่โดยเฉพาะการแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์เดลต้ารวมถึงอุทกภัยในมณฑลเหอหนาน แต่คาดว่าผลกระทบอาจมีจำกัดจากการเร่งควบคุมการระบาดและการเร่งกลับมาผลิตหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ประกอบกับการออกมาตรการภาครัฐเพื่อเยียวยา ควบคู่กับการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อบรรเทาการชะลอตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุม กนง., ลดอัตราดอกเบี้ย, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนตบเท้าพบธปท. อ้อนขอลดดอกเบี้ยอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 2562 นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ได้เข้าพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อหารือถึงปัญหาด้านการค้าการลงทุนต่าง ๆ โดยสภาหอการค้าฯ ได้มีข้อเสนอให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพราะเงินบาทยังแข็งค่าอยู่ และให้ดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน ดูเงินไหลเข้าไหลออก หากพบสัญญาเก็งกำไรให้มีมาตรการดูแล ซึ่ง ธปท.ชี้แจงว่า ค่าเงินเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ คือดุลบัญชีเดินสะพัดไทยสูง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีมาก โดยจะทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจเอื้อต่อการดูแลค่าเงินบาทในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ธปท. สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางของการเงิน เพราะตอนนี้การค้าขายมีการใช้เงินลงทุนผ่านสิงคโปร์ มองว่าถ้าไทยยังไม่เป็นศูนย์กลางการเงิน ทำให้ยังใช้ดอลลาร์อยู่ดี รวมทั้งสนับสนุนสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น และให้ใช้สกุลเงินบาทในการค้าขาย เช่นในหลายประเทศได้ใช้เงินบาทแล้ว โดยออสเตรเลียมีสัดส่วน 34% ด้านลาว 60% พม่า 50% ถือเป็นเรื่องที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องขอบคุณผู้ว่าการ ธปท.ที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีมาตรการอื่นมาเสริมด้วย โดยสภาหาการค้าฯได้มาเสนอมาตรการ รวมทั้งมารายงานปัญหา ซึ่งผู้ว่าการ ธปท.ก็ได้เห็นด้วย และรับไปพิจารณาศึกษาข้อเสนอต่าง ๆ โดยเป็นการหารือไม่ใช่ต้องทำตาม&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีผู้ประกอบการร้องเรียนมาก โดยเฉพาะการส่งออกภาคเกษตร เพราะขีดความสามารถมีปัญหา จากเงินบาทแข็ง ซึ่งเมื่อเทียบคู่แข่งที่มีค่าเงินอ่อน แต่เงินบาทไทยก็แข็ง ทำให้มีความเป็นห่วง และจีนได้ปล่อยค่าเงินหยวนลดลงมาอ่อนอีก ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีปัญหามาก จึงขอให้ธปท.ต้องดูมาตรการอื่นมาเสริมโดยด่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถแข่งขัน และฝากรัฐบาลดูเรื่องค่าแรง ถ้าเพิ่มค่าแรงจะกระทบเพิ่มอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ได้มาเสนอตัวเลือกเพื่อช่วยลดผลกระทบจากมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (แอลทีวี) ทั้งการไม่ใช้ราคาประเมินจากบริษัทประเมินราคาที่ดินหรือธนาคารซึ่งมีความน่าเชื่อถือ มาเป็นใช้ราคาซื้อขายจริงแทน ทำให้พบปัญหาได้ในอนาคต และเรื่องผู้กู้ร่วมหรือการค้ำประกัน ซึ่งได้รับผลกระทบแล้ว เพราะไม่อยากมีใครกู้ร่วม เนื่องจากหากขอกู้เองจะทำให้เป็นสัญญาที่ 2 ตามเกณฑ์ธปท.ซึ่งจะต้องมีเงินดาวน์ รวมทั้งขอขยายเวลาผ่อนดาวน์เพราะไม่สอดคล้องกับการก่อสร้าง โดยบ้านจัดสรรใช้เวลาก่อสร้าง 5-6 เดือนเท่านั้น ส่วนคอนโดใช้เวลา 2 ปี มองว่ามาตรการใช้ร่วมกันทั้งแนวราบและแนวสูงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้เสนอควรตั้งคณะทำงานทบทวนมาตรการแอลทีวีเป็นรายไตรมาส เพื่อดูผลกระทบและแก้ไข ซึ่งปัญหาคือระยะเวลาผ่อนดาวน์จนก่อสร้างเสร็จ ใช้เวลาไม่เท่ากัน เป็นการฝืนตลาด เป็นการฝืนธรรมชาติ ธปท.จะมีวิธีไหนผ่อนปรนให้ตลาดขยับได้ มาตรการแอลทีวีใช้รวมกันทั้งแนวราบ แนวสูงไม่ได้ เพราะแนวราบไม่พบเก็งกำไรมาหลายสิบปีแล้ว และยังทำให้อัตราการกู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปกติกู้ไม่ผ่าน 20% แต่ตอนนี้กู้ไม่ผ่านถึง 40% อาจทำให้ตลาดทรุดลงไปอีก&amp;rdquo; นายอธิป กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ลดอัตราดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07434b710b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งหั่นดอกเบี้ยกองทุนหมุนเวียนสร้างอาชีพชี้ของเดิม 6% ยังสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; สั่งหั่นดอกเบี้ยกองทุนหมุนเวียนให้ชาวบ้านกู้ดอกถูก หลังเงินเหลือเป็นร้อยล้านต้นเหตุดอกเบี้ยเดิมราคาสูงที่ 6% ผู้ประกอบการไม่กล้ายื่นขอ จี้ กสอ.-ธพว. หารือโดยด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ได้ให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) พิจารณาปรับเงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ที่มีวงเงินเหลือ 100 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการชุมชน เนื่องจากดอกเบี้ยกองทุนฯปัจจุบันที่กำหนด 6% สูงเกินไป เมื่อเทียบกับสินเชื่อคนตัวเล็ก ของธพว.ที่กำหนดเพียง 1% ส่งผลให้ไม่ค่อยมีผู้ประกอบการชุมชนเข้ามาขอสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้กระทรวงอุตฯ พยายามหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งเอสเอ็มอี หรือกลุ่มชุมชน ซึ่งกองทุนฯนี้ กสอ.ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 25 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชนในอุตฯครอบครัว และหัตถกรรม มองว่า เข้าคุณลักษณะกลุ่มผู้ประกอบการโครงการหมู่บ้านซีไอวีพอดี จึงให้ไปปรึกษาธพว. ปรับเงื่อนไขดูว่า ดอกเบี้ยควรเป็นเท่าไรถึงเหมาะสม เพราะมองว่า ของเดิมสูงเกินไป ทำให้คนไม่ค่อยมาขอ ส่วนดอกเบี้ยจะเท่ากับสินเชื่อคนตัวเล็ก 1% หรือไม่ ต้องรอให้ทั้ง 2 หน่วยงานหารือร่วมกันก่อน และถ้าปรับดอกเบี้ยลงแล้ว มีผู้ประกอบการมาขอเกินวงเงิน ก็อาจหารือกับธพว.ต่อไป&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงื่อนไขกองทุนฯ กำหนดวงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 6% ต่อปี กำหนดชำระคืนภายใน 2 ปี ระยะปลอดหนี้ไม่เกิน 4 เดือน ใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ , วงเงินกู้รายละเกิน 50,000 &amp;ndash; 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 6% ต่อปี ชำระคืนภายใน 4 ปี ปลอดหนี้ไม่เกิน 4 เดือน ใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ , วงเงินเกิน 100,000 - 300,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ชำระคืนใน 6 ปี ปลอดเงินต้นไม่เกิน 6 เดือน ใช้หลักทรัพย์ค้ำไปประกันเงินกู้ ,วงเงิน 300,000 บาท &amp;ndash; 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ชำระคือภายใน 10 ปี ปลอดเงินต้นไม่เกิน 12 เดือน ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13475</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กองทุนชาวบ้าน, กองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย, ลดอัตราดอกเบี้ย, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3a8ae59b81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
