<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซึ้งใจ&quot;ครูโอ้น&quot;ซื้อโน๊ตบุ๊ก ให้นักเรียน &quot;ตรีนุช&quot;ลั่นเดินหน้านโยบายดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ลดเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12เม.ย.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า หลังจากที่ตนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ. ตนได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนงานการศึกษาของประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ตนให้ความสำคัญมาก คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าเรายังมีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่ต่างๆอยู่ จะเห็นได้จากกรณีของ &amp;ldquo;ครูโอ้น&amp;rdquo; หรือ ครูสมไชย กระต่ายทอง คุณครูโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) จ.ราชบุรี ซึ่งตนรู้สึกชื่นชมคุณครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู มอบความรักความปรารถนาดี ซื้อโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ ให้นักเรียนที่ขาดแคลน เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์การเรียน และหารายได้ระหว่างเรียน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังเร่งลดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและด้านคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดิฉันไม่นิ่งนอนใจกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ อีกทั้งเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ การส่งเสริมการฝึกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางผ่านระบบออนไลน์ ก็เป็น 1 ใน นโยบายการจัดการศึกษา 12 ข้อที่ดิฉันได้แถลงไว้ ซึ่งในส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ดูแลจัดสรรให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี ดังนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาดู ทั้งเรื่องของคอมพิวเตอร์ ระบบไวไฟ (Wi-Fi ) อินเทอร์เน็ต เน็ตเวิร์ก ซอฟต์แวร์ ตลอดจนความพร้อมของครู เพื่อเดินหน้านโยบายดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านดิจิทัล อย่างเท่าเทียม และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งดิฉันเชื่อว่าดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้&amp;quot;รมว.ศธ. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99272</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูสมไชย กระต่ายทอง, ตรีนุช เทียนทอง, นโยบายดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้, ลดเหลื่อมล้ำ, โน๊ตบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061d41a42137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ. เอ็กซเรย์พบเด็กจาก กรุงเทพฯ ตาก และแม่ฮ่องสอน หลุดจากระบบการศึกษามากสุดหลังจบม.3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ก.ค.63- นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (รองผู้จัดการ กสศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กสศ.ได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : iSEE) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG Data) รายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคนโดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)&amp;nbsp; เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ทำนโยบาย สามารถตรวจสอบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงาน ภาคีต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในอนาคต ทั้งนี้ระบบ iSEE นับเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษา ที่จะช่วยยกระดับการค้นหา คัดกรองเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด โดยจะสำรวจตั้งแต่ระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน จนถึงรายบุคคล ทำให้ติดตามสถานการณ์การศึกษา อัตราการมาเรียน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในอนาคต ฯลฯ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือได้เข้าถึงตัวเด็กอย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า กสศ.ต้องการจัดทำระบบ iSEE ให้เป็น user- centered data Visualization Tools หรือนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่ง่ายและสอดคล้องกับการใช้จริงของภาคีเครือข่าย ในการทำให้สังคมไทยมองเห็นเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่าน 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) มีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลในหลายกระทรวง 2) Virtual Live ข้อมูล ให้เป็น user center design มีการทำกราฟ/ตารางที่ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อนำไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างง่าย 3) ปฏิรูปกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น การระดมทุน หรือ การจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่สามารถมองเห็นเด็กหรือโรงเรียนได้ชัดมากที่สุด 4) ขับเคลื่อนทรัพยากรและเครือข่ายในสังคมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 5) สนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นนักวิจัย start up ผู้ประกอบการทางสังคม และสื่อมวลชน ให้มีพลังในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมมากขึ้น ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ระบบ iSEE ยังมีระบบการตอบกลับที่เป็นวงจร สามารถนำข้อมูลกลับมารายงานได้ว่ามีจำนวนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กที่จบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วกี่คน ทั้งนี้ กสศ. หวังว่าระบบ iSEE จะมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้ฐานข้อมูลของเราอย่างต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน เพื่อให้กรอบการทำงานระยะยาวของ กสศ. ที่มองว่า Data เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของระบบ iSEE คือ การแสดงข้อมูลสุขภาวะและทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชน ข้อมูลสถานะครัวเรือนและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ข้อมูลการเดินทางระหว่างไปโรงเรียน ข้อมูลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของโรงเรียน และจากการประมวลผลข้อมูลพบปี 2562 มีนักเรียนในระบบการศึกษาหายไปครึ่งหนึ่งหลังจบ ม.3 ยังพบว่า 3 จังหวัด ได้แก่ ตาก กรุงเทพ แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากที่สุด&amp;rdquo; รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72933</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ดร.ไกรยส ภัทราวาท, ระบบ iSEE 2.0, ลดเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22882eb4ae3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กสศ.&quot;ลงนามร่วมมือกับยูเนสโก &quot;ลดเหลื่อมล้ำ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23ก.ย.62-ที่ห้องประชุมกรุงเทพ 1 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว - ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพฯ (ยูเนสโก) เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ทั้งในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก พร้อมจับมือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และองค์การช่วยเหลือเด็ก จัดการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา&amp;quot;(All for Education) ระดับภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกในปี 2563 (2020) ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ปฏิญญาจอมเทียน เพื่อช่วยกันวางยุทธศาสตร์นับถอยหลัง 10 ปีสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกด้านการศึกษา (SDG4) ให้สำเร็จภายในปี 2030 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ.และยูเนสโกจะร่วมดำเนินโครงการทั้งด้านวิชาการ และการสร้างความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายระดับชาติและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งในปี 2563 (2020)จะเป็นวาระครบรอบ 30 ปี ปฏิญญาการศึกษาเพื่อปวงชนหรือ &amp;ldquo;ปฏิญญาจอมเทียน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเจตนารมย์ของผู้นำเกือบ 200 ประเทศที่ต้องการให้เด็กเยาวชนทุกคนเข้าถึงและสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาได้ร้อยละ 100 และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลสถิติจากสถาบันสถิติแห่งยูเนสโก (UIS) แสดงให้เห็นแนวโน้มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับนานาชาติที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษา (ระดับประถมศึกษา) ทั่วโลกที่เคยมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านคน เมื่อปี 1990 ลดลงเหลือราว 63 ล้านคนในปี 2017 หรือลดลงเกือบร้อยละ 40 แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2007-2017) จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาทั่วโลกมีอัตราที่ลดลงน้อยมาก แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 5-10 สุดท้ายยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา หรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน เพราะปัญหาสภาพเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและอื่นๆ ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง สำหรับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กลไกภาครัฐแต่ลำพัง ไม่สามารถจัดการให้หมดไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ด้วยแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษาหรือAll for Education ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ ช่วยกันออกแบบหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืน และหนึ่งในแนวทางที่เป็นวาระซึ่งทั่วโลกกำลังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง คือการปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ Area Base Education Reform (ABE) ที่ใช้กระบวนการทำงานเชิงพื้นที่ระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร กล่าวต่อว่าสำหรับประเทศไทย กสศ.สนับสนุนให้เกิดขึ้นแล้วใน 20 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี นครนายก ระยอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ยะลา และ สงขลา เบื้องต้นใช้ยุทธศาสตร์ 2 มาตรการคู่ขนานกันอย่างเป็นระบบ เป็นวงจรการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบ iSEE ของกสศ.เข้ามาช่วยสนับสนุนด้วย คือ1.มาตราการป้องกัน (OOSCY Prevention) ไม่ให้หลุดออกนอกระบบการศึกษาด้วยโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข (CCT) ปัจจุบันกสศ.ช่วยขจัดอุปสรรคในการมาเรียนให้เด็กกลุ่มนี้ทั่วประเทศราว 700,000 คน และทุนการศึกษาสายอาชีพสำหรับนักเรียนยากจนจำนวน 2,500 ทุนต่อปี 2. มาตรการแก้ไขเร่งด่วน (OOSCY Correction) โดยกสศ. ร่วมกัน 20 จังหวัด ระดมความร่วมมือหลายภาคส่วนสร้างกลไกช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษา เพื่อค้นหา ส่งต่อให้เด็กส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือฝึกทักษะด้านการศึกษาและอาชีพ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่พร้อมคืนสู่ระบบการศึกษา ก็จะเข้าสู่กระบวนการเยียวยา/ ฟื้นฟูจากทีมสหวิชาชีพต่อไป เบื้องต้นในปี 2562 กสศ.สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ทันที 5,000 คน จากจำนวนเด็กเยาวชนอายุนอกระบบการศึกษา 670,000 คน (3-17 ปี) ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการยูเนสโก ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมรัฐบาลไทยว่า ได้แสดงความเป็นผู้นำในภูมิภาพเอเชียแปซิฟิกเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้อยโอกาสทั้งในและนอกระบบการศึกษา เป็นการสานต่อความเป็นผู้นำของไทยในเอเชียเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมระดับโลกด้านการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ที่หาดจอมเทียนจนเป็นที่มาของปฏิญญาจอมเทียน ยูเนสโกประทับใจและชื่นชมความมุ่งมั่นทำงานของไทยในการทำให้การศึกษาเป็นสิ่งเสมอภาคสำหรับทุกคน และหวังให้ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศอื่นๆในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเรียนรู้และเอาไทยเป็นแบบอย่างในการริเริ่มดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) ยูเนสโกเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นผู้นำด้านความเสมอภาคทางการศึกษา และเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2030 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในครั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่เท่าเที่ยมเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ รวมถึงการริเริ่มโครงการนำร่องในจังหวัดภูเก็ต ยะลา สงขลา และกาญจนบุรี ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆที่มีปัญหาขาดโอกาสได้เข้าถึงทางการศึกษา เข้ามาสู่ระบบ และจะมีการจัดทำคู่มือทั้งภาษาไทย ภาษาพม่า และภาษามาเลย์ เพื่อความเข้าใจที่มีมากขึ้น ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงาน&amp;rdquo; ผู้อำนวยการยูเนสโก ประจำประเทศไทย กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46426</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ยูเนสโก, ลดเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d8894ca2eec7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฝ้ารอ‘กม.ขจัดการเลือกปฏิบัติ’ลดเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทุกวันนี้ การเลือกปฏิบัติเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งมิติทางสังคมเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศสร้างความทุกข์ให้คนกับกลุ่มคนที่แตกต่างเพราะถูกกีดกันต้องกัดฟันสู้ชีวิตเพราะขาดการเหลียวแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เหตุนี้ นิทรรศการ &amp;ldquo;ดินแดนแสนล้านการเลือกปฏิบัติ&amp;rdquo; จึงเกิดขึ้น ณ ลานกิจกรรมเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันก่อน เพื่อฉายภาพความเหลื่อมล้ำจากปากตัวแทนผู้ถูกเลือกปฏิบัติ พวกเขาร่วมกันสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่สังคมและรวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... แม้หลักการไม่เลือกปฏิบัติจะถูกบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ปัญหาการเลือกปฏิบัติยังปรากฏอยู่ในสังคมไทย การมี พ.ร.บ.ฉบับนี้จะช่วยคืนสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ความสำคัญของนิทรรศการนี้ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ช่วยขับเคลื่อนให้มีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติเพื่อสร้างหลักประกันในสิทธิและเสรีภาพของประชากรกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมแก่สังคม สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กิจกรรมในงานยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนไม่แพ้กัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สุพจน์ ตั้งเสรีทรัพย์ ผู้จัดการมูลนิธิโอโซนและอดีตผู้ใช้ยาเสพติด เคยเสพเฮโรอีนมากว่า 8 ปี ก่อนจะหันหลังให้อย่างเด็ดขาด เป็นเรื่องจริงจากปากของเขาหลายคนฟังรู้สึกไม่เชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผู้ใช้ยาไม่ว่าใช้มากใช้น้อย บางคนนานๆ ใช้ครั้ง เมื่อเทียบกับคนไม่ใช้ยาเลยถูกมองว่าเป็นคนเลว เราวัดความดีเลวกันแค่นี้หรือ เมื่อได้ยินคำถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ไม่มีใครตอบว่าอยากเป็นขี้ยา เพราะคนจะได้เกลียดกันทั้งซอย ทุกคนไม่มีใครอยากเป็นคนขี้ยา แต่วันหนึ่งเมื่อมาเป็นคนใช้ยา ความเกลียดก็ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่รู้สึกว่าเราเป็นสิ่งที่เคยถูกรังเกียจและคิดว่าทุกคนก็รังเกียจเรา&amp;rdquo; สุพจน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผู้จัดการมูลนิธิโอโซนตั้งคำถามด้วยว่า ความเกลียดผู้ใช้ยาเริ่มจากการทำให้กลัว กฎหมายยาเสพติดไม่ได้สร้างผลกระทบความรังเกียจ แต่สร้างรากวัฒนธรรมที่ไม่เป็นธรรม สร้างความไม่เข้าใจ อคติการรังเกียจทั้งในสังคม องค์กร หน่วยงานรัฐ ที่ยังไม่รับอดีตผู้ใช้ยาเข้าทำงาน นำไปสู่ระเบียบองค์กรวิธีคิด วิธีปฏิบัติ รวมถึงการเข้าไม่ถึงระบบสุขภาพเมื่อไม่มีงานทำ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การรณรงค์ช่วงแรกที่เริ่มจากการทำให้รู้สึกกลัว เหมือนการรณรงค์เอดส์ เพราะเชื่อว่าคนจะไม่เข้าไปยุ่งแต่สุดท้ายต้องมาแก้ปัญหาลดการเกลียดกลัวผู้ติดเชื้อยาเสพติด ก็เช่นกัน ระยะเวลาที่ใช้แก้ทัศนคตินี้นานมาก สิ่งที่ควบคู่กับการระบุว่ายาเสพติดผิดกฎหมายคือการสร้างภาพลบความเลวร้ายผูกกับผู้ใช้ยา คนที่ใช้ยาล้วนมีเป้าหมายจะเลิกเหมือนคนอยากเลิกบุหรี่ แต่ยังทำไม่ได้ ในวันนี้สิ่งที่หลายครอบครัวทำเมื่อรู้ว่าลูกหลานติดยาคือ ทำทุกวิถีทางให้เขาได้ เลิกกดดันทุกอย่างให้เขาได้เลิก ทั้งๆ ที่รู้ว่าเลิกยาก แล้วจะกดดันเขาทำไม&amp;ldquo; สุพจน์ร่วมแชร์มุมมอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเป็นอีกประเด็นบนเวที ประเทศไทยสูญเสียโอกาสสร้างเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้เพราะการเลือกปฏิบัติ หมายถึงการกระทำต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แตกต่างอย่างไม่เป็นธรรม การกีดกันจำกัดสิทธิอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา ความพิการ สถานะบุคคล หรือความคิดเห็นต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ตัวแทนผู้ขับเคลื่อนพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... กล่าวว่า ศูนย์ทำงานมาตั้งแต่ปี 2536 ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มประชากรที่เปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ 9 ด้าน ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนพิการ ผู้หญิง เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ใช้ยาเสพติด และกลุ่มชาติพันธุ์ พบว่าคนเหล่านี้ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน มักถูกเลือกปฏิบัติ กีดกันโอกาสในการดำเนินชีวิต การเรียน การเข้าถึงบริการในสังคม โดยเฉพาะการทำงาน เป็นที่มาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยมีการศึกษากฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติในต่างประเทศจากนักกฎหมาย เพื่อให้เกิดกลไกสภาส่งเสริมและขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงมีกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลือกปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทุกคนอาจถูกเลือกปฏิบัติ หรือกำลังเลือกปฏิบัติกับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว สังคมไทยสูญเสียโอกาสจากการเลือกปฏิบัติด้วยการกีดกันคนเหล่านั้นออกจากสังคม หลายคนมีความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ผลกลับมาที่สังคมเสียโอกาสได้คนเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อเขาไม่ได้เรียน ไม่มีงานทำ กลายเป็นภาระจะต้องเข้าไปดูแล&amp;ldquo; สุภัทราชี้ปีญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เธอหยิบยกกรณีศูนย์ฯ ต่อสู้กับเจ้าของบริษัทยาที่ผูกขาดราคายาเจ้าเดียว ทำให้ปัจจุบันยาถูกลง ผู้ติดเชื้อเอดส์เข้าถึงสิทธิการรักษารัฐบาลเอง ลงงบประมาณปีละ 3,000 กว่าล้าน ซื้อยาต้านไวรัสแจกจ่ายกับผู้ติดเชื้อกว่า 300,000 คน เมื่อผู้ติดเชื้อได้รับยาทำให้พร้อมที่จะออกมาดำเนินชีวิตโดยที่ไม่เป็นอันตรายกับใคร แต่ก็ยังเผชิญอุปสรรค ไม่มีองค์กรใดรับเข้าทำงานเพราะทัศนคติของคนในสังคมยังไม่เปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การประกาศใช้กฎหมายไม่ได้หมายความว่าเรื่องเหล่านี้จะหายไป ต้องใช้เวลา ความเป็นจริงยังเกิดการละเมิด เลือกปฏิบัติ เราต้องการกลไกจัดการปัญหา อยากเห็นทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพียงแต่เราไม่เลือกปฏิบัติให้เขาได้โอกาสในการใช้ชีวิต&amp;ldquo; สุภัทราทิ้งท้าย ซึ่งตรงกับหัวใจสำคัญของนิทรรศการนี้ให้ทุกคนเริ่มที่ตัวเอง ไม่เลือกปฏิบัติและเป็นผู้ให้โอกาสอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43764</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ลดเหลื่อมล้ำ, “ดินแดนแสนล้านการเลือกปฏิบัติ”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a60c33d079.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมศักดิ์&#039;โปรยยาหอมเพิ่มเงินเยียวยาเหยื่อคดีอาญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 62 - ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายสมศักดิ์&amp;nbsp; เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;ldquo;ยุติธรรมเพื่อความเสมอภาค&amp;rdquo; เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้เข้าร่วมจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั้ง 18 แห่ง ประกอบด้วย จ.พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ชลบุรี ปราจีนบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและได้รับฟังบทบาทภารกิจของหน่วยงานในสังกัดพบว่ากระทรวงยุติธรรมเป็นกระทรวงสังคมมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ตั้งแต่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดซึ่งเป็นต้นน้ำไปจนถึงปลายทางที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นลักษณะงานเดียวกับ ส.ส. ยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีความเข้าใจระบบงานของกระทรวง แม้จะเคยให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม แต่ไม่เคยเหลียวมองคนที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะมองเป็นสิ่งน่ากลัวและเลวร้าย แต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม จึงพบว่าผู้เสพเป็นกลุ่มคนที่เราต้องเร่งให้ความช่วยเหลือแก้ไขให้กลับสู่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนผมกลัวมากใครที่มีคดีหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่ามาหาผม ผมไม่เคยยื่นมือเข้าช่วย ปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำเอาเอง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในกระทรวงยุติธรรมได้เห็นตัวเลขนักโทษคดียาเสพลดลง จากสถิติการตรวจปัสสาวะของทหารเกณฑ์พบผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว หลังจากนี้จึงต้องขับเคลื่อนให้ต่อเนื่อง&amp;rdquo; รมว.ยุติธรรม ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขณะนี้มีอยู่ 18 แห่ง หลังจากนี้จะเร่งขยายให้ครอบคลุมงานให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงกองทุนยุติธรรม และเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีงบประมาณรวมกัน 900 ล้านบาท ปัจจุบันอาจไม่เพียงพอต่อความช่วยเหลือ แต่พร้อมของบกลางมาช่วยเพิ่มเติม รวมทั้งมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายขยับเพดานเงินชดเชยเยียวยาในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ ความช่วยเหลือดังกล่าวทำได้เพราะเศรษฐกิจของประเทศเราดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นได้ หากมองย้อยไปสมัยที่ตนเป็นส.ส.สมัยแรกๆ 26 ปีที่แล้วมีแต่ถนนลูกรัง แต่เมื่อบ้านเมืองพัฒนาอย่างต่อเนื่องเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ จึงมีกองทุนยุติธรรม และพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ มาช่วยเหลือและลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยุติธรรม, รมว.ยุติธรรม, ลดเหลื่อมล้ำ, สมศักดิ์, เพิ่มเงินเยียวยาเหยื่อคดีอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190729/image_big_5d3ec90e3e4f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.นำบทเรียน&quot;เอสโตเนีย&quot;ลดเหลื่อมล้ำเด็กจน-รวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28พ.ค.62-ที่ห้องอารีย์ 1 โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ - กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดประชุมวิชาการนานาชาติ &amp;quot;ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเพิ่มทักษะดิจิตอลให้แก่กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ด้อยโอกาส : บทเรียนและประสบการณ์จากประเทศเอสโตเนีย&amp;quot; โดยนายนักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มแรงงานด้อยโอกาสจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นแรงงานที่มีการศึกษา ทักษะค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น นอกจากนี้ยังมีแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานด้อยโอกาส ซึ่งมีอีกประมาณร้อยละ 55 ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นหากตนคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ก็คือ การพัฒนาแรงงานซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก ทั้งนี้ กสศ. ในฐานะหน่วยงานที่พยายามลดช่องว่างทางการศึกษาของประเทศไทย จึงจัดอบรมแรงงานด้อยโอกาส เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาให้คนด้อยโอกาส และได้แรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้น นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แรงงานในระบบมีอยู่ประมาณ 17 ล้านคน แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี 4 ล้านคน อาชีวศึกษา 2.2 ล้านคน นอกนั้นอีก 10 ล้านคน เป็นแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับชั้น ม.6 ซึ่งโจทย์ปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ต้องเตรียมรับมือในอนาคตก็คืออีก 5-10 ปี ข้างหน้า แรงงานกลุ่มนี้จะถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติ ประเทศไทยต้องผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ โดยมีทักษะความรู้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคตได้&amp;quot;นายนักสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ประเทศเอสโตเนียมีขนาดเท่ากับจังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทย มีประชากรราว 1.3 ล้านคน ได้รับสมญานามว่า &amp;lsquo;Silicon Valley&amp;rsquo; ของยุโรปที่พัฒนาไปเร็วมาก ใช้เวลาไม่ถึง 30 ปี เปลี่ยนจากประเทศยากจนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวมากกว่าประเทศไทยถึง 7 เท่า ผลการสอบ PISA ปี 2015 เอสโตเนียอยู่ในระดับท็อป 5 ของโลก ระบบโรงเรียนสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงไม่ขาดสาย การสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเปิดโอกาสให้แรงงานวัยผู้ใหญ่ที่ด้อยโอกาสได้กลับมา RESKILL เพิ่มศักยภาพได้ ประเด็นที่น่าสนใจคือจะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้คนกลุ่มนี้อยากกลับมาเรียน ฝึกอบรมเพิ่มเติม ซึ่งพบว่าประเทศเอสโตเนียใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยส่วนของนายจ้างหากมีนโยบายส่งเสริมให้ลูกจ้างไปเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถที่จะนำโครงการดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีได้ ในขณะที่ในส่วนของลูกจ้างเอง ได้กำหนดให้สามารถลาหยุดงานเพื่อไปเรียนเพิ่มเติมเฉลี่ยสูงสุดถึง 30 วันต่อปี ขณะเดียวกันยังมีการจัดแคมเปญรณรงค์ให้แรงงานทุกระดับชั้นเข้าเรียนเพื่อเพิ่มทักษะอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กสศ. เองได้นำบทเรียนจากเอสโตเนียมาเป็นส่วนหนึ่งของฐานความรู้ในการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่และแรงงานฝีมือโดยใช้ชุมชนเป็นฐานนำร่องใน 50 พื้นที่ทั่วประเทศ ที่มีสัดส่วนความยากจน การว่างงานสูง และมีดัชนีความก้าวหน้าของคนต่ำ โดยจะมีการวิเคราะห์ศักยภาพและจัดทำแผนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดรูปแบบการพัฒนาทักษะอาชีพแบบครบวงจร โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน คาดว่าในปีแรกจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายประมาณ 5,000-10,000 คน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ที่มีศักยภาพในด้านการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนได้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ใน www.eef.or.th&amp;rdquo;ผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37042</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ลดเหลื่อมล้ำ, เอสโตเนีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190528/image_big_5ced1277367d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อชาติ&#039;ตีปี๊บเปิด6นโยบายแก้จนลดเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค. 62 - ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ เปิดเผยถึงนโยบายพรรคเพื่อชาติ ที่เน้นและให้ความสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชน ตลอดจนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้คนจน ส่งเสริมเกษตรกรฐานราก และสร้างมาตรฐานด้านสาธารณสุขให้คนไทยว่า ด้วยความที่พรรคเพื่อชาติ เป็นพรรคของประชาชน เป็นพรรคของคนจน นโยบายของพรรคจะเน้นช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือคนจน เนื่องจากเกือบห้าปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีอันดับความเหลื่อมล้ำสูงอีกทั้งยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกแล้ว นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ รวมถึงกองเชียร์พรรคอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะต้องการให้คนจนหมดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนทั่วประเทศ จึงออกเป็นนโยบายที่จะนำมาแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ดังนี้ 1.นโยบายยกระดับโรงพยาบาลตำบลให้มีความทันสมัย ที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตก็ได้มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เป็นที่ชื่นชมกันมาก สามารถช่วยเหลือประชาชนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาของโครงการดังกล่าวคือ การเข้าถึงสถานพยาบาล โดยเฉพาะสถานที่ห่างไกล ที่มักจะมีโรงพยาบาลประจำตำบลเล็กๆ ที่มักจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ หากต้องการรักษาบางโรคต้องส่งต่อเข้าโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง ซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องของการเดินทางที่ไม่สะดวก ลำบาก พรรคเพื่อชาติจึงได้เสนอนโยบายพัฒนาโรงพยาบาลประจำตำบลทุกตำบล ให้มีเครื่องไม้เครื่องมือ สถานะทัดเทียม ได้มาตรฐาน เหมือนโรงพยาบาลในตัวเมือง มีอุปกรณ์ ห้องผ่าตัดให้ครบ ซึ่งประมาณการไว้ว่าจะโช้งบประมาณแห่งละ 3 ล้านบาท ทั้งประเทศมี 7 พันกว่าแห่ง รวมแล้วใช้เงิน 2 หมื่นล้านเศษ น้อยกว่าซื้อเรือดำน้ำมาเกยตื้นเล่นด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นโยบาย 1 ตำบล 1 นักศึกษาแพทย์ โดยจะให้ทุนกับนักเรียนที่ขาดโอกาส ขาดทุนทรัพย์ในแต่ละตำบลทั่วประเทศได้เรียนแพทย์ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเด็กเรียนเก่ง ขอเพียงมีใจ อยากเรียนและกลับมาทำงานใช้ทุนที่บ้านเกิด ไปเป็นหมอให้กับตำบลและท้องถิ่นของตนเอง เราต้องให้โอกาสพวกเขา จะไม่มีการตัดสินใครด้วยคำว่าโง่ ว่าแพ้อีก พรรคเพื่อชาติจะเลิกล้มระบบแพ้คัดออก และโง่คัดออก แนวคิดเหล่านี้ต้องหมดไปจากสังคมไทย เพื่อให้โอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้กับคนจนทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นโยบายโฉนดใบเดียว คือ การยกเลิกเอกสารสิทธิ์ทุกประเภท อาทิ สปก. น.ส.2 และอื่นๆ ให้เหลือเพียงโฉนดเท่านั้น อาจจะมีแบ่งแยกเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อการปศุสัตว์ หรือเพื่อการประมง เป็นต้น รวมถึงจะใช้มาตราส่วนเดียวกันในโฉนดทุกประเภทด้วย ลดปัญหาความขัดแย้ง และเพิ่มความเท่าเทียมกัน ให้กับเจ้าของโฉนดทุกคน จะไม่มีใครต้องอายใครเวลาถือโฉนดไปกู้เงิน มีค่ามีศักดิ์ศรีเท่ากัน กับโฉนดทุกใบ ไม่เหมือนเอกสารสิทธิ์ ประเภท สปก. และ น.ส.2 ที่มีค่าน้อยกว่าโฉนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.นโยบายยกเลิกการผูกขาดตัดตอนที่เป็นสัมปทาน ที่กีดขวางการพัฒนาโอกาสของคนยากจน ตลอดจนการบังคับการใช้กฎหมายกับบริษัทห้างร้านที่มีอำนาจเหนือการตลาด เอารัดเอาเปรียบประชาชน 5.นโยบายปลอดภาษีรถยนต์ เพื่อการเกษตร และประมง เพื่อช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ให้โอกาสเกษตรกร ในการมีเครื่องมือที่จะใช้ขนส่งสินค้าไปยังที่ต่างๆ โดยรถยนต์ในที่นี้ หมายถึงรถยนต์ทุกประเภท ที่ใช้เครื่องยนต์ มีล้อ เป็นพาหนะ พิสูจน์ได้ว่านำมาใช้เพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง รัฐจะไม่คิดภาษี ปลอดภาษี 100%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นโยบายเงินช่วยเหลือผู้สูงวัย 2,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเราจะมีประชาชนผู้สูงวัยเป็น 1 ใน 5 ของประชาชนทั้งหมด จากเดิมที่คิดเป็นขั้นบันได แต่พรรคเพื่อชาติคิดใหม่ ผู้สูงอายุอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้เงินเท่ากันหมด คนละ 2,000 บาทต่อเดือนตลอดชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนโยบายหลักอื่นๆ ของพรรคนั้น จะมีการจัดแถลงใหญ่อย่างเป็นทางการให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนได้รับทราบพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงต้นเดือน ก.พ. อีกครั้ง และในช่วงเวลานี้พรรคเพื่อชาติกำลังอยู่ระหว่างการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน &amp;ldquo;เพื่อชาติสัญจร&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 19-26 ม.ค. 2562 โดยเริ่มจากจังหวัด นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ยโสธร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และสิ้นสุดที่บุรีรัมย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27293</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รยุศด์ บุญทัน, พรรคเพื่อชาติ, ลดเหลื่อมล้ำ, เปิด6นโยบาย, แก้จน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c382d1b22355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
