<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ใบเฟิร์น&#039;สวนกลับหลังโดนด่า ท่องเที่ยวกระทบสิ่งแวดล้อม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและอินกับเรื่องการลดโลกร้อนและช่วยโลกในด้านต่างๆ แต่ล่าสุดนักแสดงสาว ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย กลับโดนผู้ใช้ YouTube รายหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าการท่องเที่ยวของเธอและเพื่อนก็มีผลกระทบกับโลกเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้ใช้บัญชีรายนั้นได้คอมเม้นท์ในคลิปท่องเที่ยวของดาราสาวว่า &amp;quot;เห็นใบเฟิร์นและเพื่อน eve ชอบโปรโมทตัวเองเกี่ยวกับรักโลกและสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยๆ แต่เที่ยวกันบ่อยมาก ประหนึ่งว่าการท่องเที่ยวไม่กระทบสิ่งแวดล้อมเลย เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าคิดกับเรื่องนี้ยังไง รู้หรือเปล่าว่าการท่องเที่ยวส่งผลกับโลกเราแค่ไหน หรือรู้แต่ไม่สนใจ ถามเพื่อนอีฟให้ด้วยนะ เห็นว่าทำรายการประมาณนี้ใช่ปะ&amp;quot; นอกจากนี้ยังตามไปคอมเม้นท์ในคลิปอื่นๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านสาวใบเฟิร์นก็ไม่นิ่งดูดาย เข้าไปชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวด้วยตัวเองว่า &amp;quot;ทุกอย่างกระทบสิ่งแวดล้อมหหมดค่ะ ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวนะคะ การดำเนินชีวิตประจำวันก็กระทบค่ะ ต่อให้คุณไม่เที่ยว ถ้ายังเปิดแอร์ เปิดพัดลม เปิดไฟ เปิดทีวี ใช้รถ ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือสาธารณะ หายใจออก ตด กิน ทุกอย่างกระทบหมดค่ะ ขนาดตาย สุดท้ายยังกระทบกับสิ่งแวดล้อมเลยค่ะ เพราะฉะนั้นมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตโดย &amp;quot;ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมเลยแม้แต่นิดเดียว&amp;quot; ได้นะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วทราบไหมคะว่าการท่องเที่ยวก็ไม่ใช่สิ่งที่กระทบธรรมชาติมากที่สุดค่ะ มันมีอีกหลายสิ่งที่กระทบธรรมชาติโดยไม่จำเป็นและควรหลีกเลี่ยงอีกเยอะแยะมากมายเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลาสติกแบบ single use, fast fashion, การกินอาหารเหลือ สิ่งเหล่านี้กระทบกับธรรมชาติมากว่าการท่องเที่ยวมากเลยค่ะ และที่เฟิร์นรู้ทั้งหมดนี้ก็เพราะอีฟนะคะ และที่อีฟรู้ก็เกิดจากการเดินทาง การได้พบผู้คนทั้งนั้นค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฟิร์นว่าสำหรับเฟิร์น การออกเดินทางทำให้เฟิร์นได้เห็นโลกมากขึ้นและรักโลกมากขึ้นกว่าที่เคย ได้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติมากขึ้น และอยากที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ได้เห็นว่าประเทศอื่นๆเขามีวิธียังไงบ้าง...อันนี้เป็นแค่ในส่วนของเฟิร์นนะคะ เอาไว้ในส่วนของอีฟ ให้อีฟมาตอบนะคะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม bifern&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50561</URL_LINK>
                <HASHTAG>รักษ์โลก, รักโลก, ลดโลกร้อน, อัญชสา มงคลสมัย, ใบเฟิร์น อัญชสา, ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd2782b95608.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดอยตุง&#039; ชนะ &#039;สงครามขยะ&#039; สู้ต่อลด&#039;ก๊าซเรือนกระจก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง 6 ชนิด ภายในศูนย์จัดการขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยวมักวัดด้วยรายได้&amp;nbsp; ปริมาณนักท่องเที่ยว หรือการขยายพื้นที่ให้ใหญ่โตมากขึ้น แต่สำหรับ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย มีสถานที่สำคัญอย่างพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง ศูนย์รวมช่างฝีมือท้องถิ่นทอผ้า ช้อนกระดาษสา ปั้นเซรามิก และคั่วกาแฟ จนกระทั่งดอยตุง ลอดจ์ ที่พักบนดอยตุง พร้อมใจกันสร้างขยะให้น้อยลง ยึดแนวทางใช้น้อยและปล่อยน้อย แล้วยังมีการจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ หรือ Zero Waste to Land Fill ที่จะไม่สร้างขยะใหม่ๆ และหมุนเวียนนำทรัพยากรกลับมาใช้ ปัจจุบันดอยตุงประสบผลสำเร็จ ไม่มีอะไรหลงเหลือจนเป็นขยะได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดอยตุงไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ คัดแยก เพิ่มมูลค่า ขายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไอเดีย Zero Waste to Land Fill บนดอยตุงนี้ ทำให้เกิดศูนย์จัดการขยะอย่างศูนย์จัดการขยะและสำนักงานสิ่งแวดล้อม ที่รับขยะจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่แยกขยะจากต้นทางมาส่วนหนึ่งแล้ว มาคัดแยกต่อที่ปลายทางให้ถูกต้องตรงตามการใช้ประโยชน์ต่างๆ มี 6 ชนิด ขยะย่อยสลายได้อย่างเศษอาหาร เศษผัก ขยะขายได้อย่างแก้ว-จานพลาสติก กระดาษ ขยะเปื้อน เช่น ถุงพลาสติกเปื้อนแกง ขยะพลังงานอย่างเศษด้าย กะลาแมคคาเดเมีย&amp;nbsp; ขยะอันตรายจำพวกกระป่องสเปรย์ แบตเตอรี่ กระทั่งขยะห้องน้ำ เช่น ทิชชู่ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายในศูนย์ยังมีห้องเก็บขยะขายได้ เครื่องอัดพลาสติก ห้องเก็บขยะอันตราย และเครื่องบดย่อยหลอดไฟด้วย ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ พาเยี่ยมชมศูนย์จัดการขยะดังกล่าวเมื่อวันก่อนในโอกาสมูลนิธิจัดงานสัมมนาประจำปี 2562 ของอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) หัวข้อ &amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; ศูนย์จัดการขยะสร้างแรงบันดาลใจและทำให้หลายๆ คนมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะลดขยะให้เหลือศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี วิศวกรอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขยะเป็นประเด็นใหญ่ของดอยตุง เพราะเรามีส่วนสำนักงาน โรงงาน 8 โรง ห้องอาหาร และส่วนท่องเที่ยว ร้านกาแฟ มีพนักงาน 1,500 คน ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาบนดอยตุงปีละกว่า 6 แสนคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีนโยบายด้านจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งแนวคิดขยะเหลือศูนย์ ลดและงดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตามแนวคิดธุรกิจหมุนเวียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของ ดร.ธนพงศ์ สะท้อนภาพความล้มเหลวจัดการขยะไทย เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,782 แห่ง ในประเทศไทย มีเพียง 50% มีบริการเก็บขยะ และมี 740 แห่งที่จัดการถูกต้อง มีเตาเผากำจัดมลพิษ ระบบคัดแยก และฝังกลบถูกต้อง&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์ขยะเชียงราย ปัจจุบันมีขยะ 4 แสนตันต่อปี อปท.ที่มีระบบจัดการขยะแค่ 50 แห่ง จาก 143 แห่ง ที่เหลือเทกองแบบเปิด 26 แห่ง เตาเผาไม่ถูกต้อง 2 แห่ง และไม่ได้จัดการอะไรเลยถึง 93 แห่ง ส่วนปริมาณขยะบนดอยตุง 114 ตันต่อปี ข้อมูลปี 61&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; บ่อฝังกลบเทศบาลตำบลห้วยไคร้พื้นที่ 90 ไร่ เป็น 1 ใน 3 บ่อที่ถูกหลักสุขาภิบาล บ่อนี้รับขยะจาก 3 หน่วยงาน คือ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ อบต.แม่ฟ้าหลวง และเทศบาลตำบลห้วยไคร้ บ่อฝังกลบเต็มแล้วเต็มอีก เกินความสามารถรองรับการกำจัดขยะ 20-30% มีปัญหาประสิทธิภาพของระบบด้วย การหาบ่อฝังกลบแห่งใหม่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงเริ่มโครงการจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ ทำตั้งแต่ปี 55 ปริมาณขยะที่ไปบ่อฝังกลบลดลงเรื่อยๆ แต่ติดที่ขยะเปื้อน 11% ถุงพลาสติกมีอาหารค้างในถุง เดิมเข้าหลุมฝังกลบหมด แต่เมื่อนำมาล้างในเครื่องล้างขยะ แล้วไปปั่นแห้ง เอาไปอัดเป็นก้อนไปขายต่อ ทำให้ปี 61 ไม่มีขยะบนดอยตุงสู่บ่อฝังกลบนี้อีกเลย พิชิตเป้าหมายสำเร็จ จะขยายผลวิธีนี้ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจด้วย&amp;quot; ดร.ธนพงศ์&amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขยะเปื้อนจัดการด้วยเครื่องล้างขยะ ก่อนนำไปปั่นแห้ง อัดเป็นก้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ฯ ระบุว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายจัดการขยะให้น้อยกว่า 500 บาทต่อตัน ปัจจุบันวิธีนี้ยังแพงอยู่ที่ 2,000 บาทต่อตัน แต่มีประโยชน์กว่า เปลี่ยนขยะเป็นเงิน ไม่ก่อมลพิษ และพัฒนาขยะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะเพิ่มการแยกขยะจากต้นทางจาก 80% เป็น 100% ให้ได้ ปัจจุบันมีปัญหาในกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่คัดแยกขยะครึ่งต่อครึ่ง ต้องพยายามแก้ปัญหานี้ให้ได้ เพื่อเป็นต้นแบบจัดการขยะที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากลดขยะแล้ว ดอยตุงยังเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ ดร.ธนพงศ์เผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สามารถลดความเข้มของการใช้พลังงานร้อยละ 36 และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 61 โดยมีเป้าหมายจะเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปีหน้า มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นความร่วมมือของพนักงานและชาวบ้านในพื้นที่ ปลูกและฟื้นฟูป่าช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอน ถ้านำปริมาณลดก๊าซ ที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิต ไปขายในตลาด จะมีรายได้กลับคืนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เครื่องปั่นแห้งภายในศูนย์จัดการขยะ จ.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่ดอยตุงก็เป็นต้นแบบ ผู้บริหารศูนย์หัวใจสีเขียวให้ข้อมูลว่า ที่นี่มีการใช้กะลาหรือเปลือกของแมคคาเดเมียเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำร้อนของโรงงานกระดาษสาและโรงงานย้อมสี ลดใช้ LPG ได้ 55% ประหยัดเงินกว่า 4 แสนบาท ทั้งยังผลิตซินแก๊สจากถ่านไม้ไผ่แห้ง ใช้โซลาร์เซลล์ที่หอแห่งแรงบันดาลใจและ 52 ไร่&amp;nbsp; มีปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ตลอดจนสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอแก๊สจากน้ำเสียจากการแปรรูปกาแฟ ซึ่งกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่น กระบวนการผลิตกาแฟต้องมีความยั่งยืนและปกป้องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมระบบบำบัดน้ำเสียต้นแบบมาจากโครงการแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายในศูนย์จัดการขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากดอยตุงสู่ศาลาแก้ว อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง หรือที่เรียกว่า &amp;quot;ไร่แม่ฟ้าหลวง&amp;quot; สถานที่จัดงานสัมมนา &amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; เวทีนี้เป็นความตั้งใจของอาจารย์นคร พงค์น้อย กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง เพื่อระดมแนวคิดและสร้างความตระหนักรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สัมมนา&amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วงเสวนาฉายภาพเชียงรายขยะเกลื่อนเมือง หมอกควันพิษ จนถึงเรื่องฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 มหันตภัยใกล้ตัว โดยมีวิทยากรจากภาคส่วนต่างๆ อย่างอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ, วิทิตนันท์ โรจนพานิช นักปีนเขาไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม,&amp;nbsp; อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในประเทศและภูมิภาค และ พญ.วรรัตน์ อิ่มสงวน อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ร่วมพูดคุย ขณะที่ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ถอดบทเรียนการจัดการขยะบนดอยตุงให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับฟังด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ กล่าวว่า เชียงรายที่เห็นนอกจากปัญหาขยะ ประชาชนยังเป็นผู้ประสบภัยหมอกควัน เป็นปัญหาใหญ่มาก พบว่าอายุเฉลี่ยของชาวเชียงรายสั้นกว่าที่ควรจะเป็น 4 ปี เพราะได้รับผลกระทบจากการสูด PM 2.5 เข้าปอด ปัจจุบันมีประชากรกลุ่มเสี่ยงกว่า 2 แสนราย ทั้งเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ สถานการณ์หมอกควันเชียงรายปีนี้วิกฤติมาก เดิมฟ้าหม่นหนึ่งเดือน แต่ปี 62 โดนรมควันตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.ถึง 31 พ.ค. ไม่มีวันไหนเกณฑ์คุณภาพอากาศเป็นสีเขียว จะมีมาตรการอย่างไรไม่ให้วิกฤติซ้ำอีก นำมาสู่การตั้งศูนย์วิจัยหมอกควันฯ รวบรวมนักวิชาการทุกสาขาที่สนใจแก้ปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; มาตรการระยะสั้นได้จัดทำระบบรับมือฝุ่น PM 2.5 สำหรับกลุ่มเสี่ยง โดยประสานจังหวัดเชียงรายของบขั้นต่ำ 5 ล้านบาท สนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดระดับมลภาวะใน อปท. และเทศบาล 114 แห่ง เพราะรับผิดชอบภัยพิบัติระดับท้องถิ่น เมื่อรู้ตัวเลขค่าฝุ่นจิ๋วทั้ง PM 2.5 และ PM 10 ศูนย์เฝ้าระวังจะส่งข้อความเตือนภัยให้ผู้ใหญ่บ้าน 1,000 คน มีการประกาศเสียงตามสายเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ป้องกันตัวเองเบื้องต้น ขณะเดียวกัน อสม.อีก 20,000 คน ที่ผ่านการอบรมจะดูแลกลุ่มเสี่ยง อีกกลไกจะเตรียมห้องปลอดภัย หรือ Clean Room มีเครื่องกรองอากาศ PM&amp;nbsp; 2.5 ใช้พื้นที่ รพ.สต. และศูนย์อนามัย จำนวน 215 จุดในเชียงราย เมื่อค่าฝุ่นจิ๋ววิกฤติ อพยพคนมาไว้ที่นี่ชั่วคราว ถ้าภายในเดือน พ.ย.นี้ ไม่เริ่มทำ ช่วยไม่ทัน ยอดผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับ PM 2.5 เพิ่มแน่นอน&amp;quot; อาจารย์ ดร.ปเนตย้ำวิกฤติสุดๆ จะป่วยตายด้วยโรคจากมลพิษอากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์หมอกควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนมาตรการระยะยาวจะแก้ไฟป่าและหมอกควันเชียงรายได้ ผู้อำนวยการศูนย์หมอกควันย้ำในท้ายต้องแก้ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในป่าต้นน้ำของไทย ไม่ใช่แค่ไม่เผา แต่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากพืชไร่เป็นปลูกไม้ยืนต้น รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบทางสุขภาพและรักษาดิน น้ำ ป่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารพัดกรณีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายจากยอดดอยถึงพื้นราบ ถือเป็นกรณีศึกษากระตุ้นให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ใส่ใจปัญหามากยิ่งขึ้น จะช่วยลดขยะให้เหลือศูนย์ ลดฝุ่นควันพิษ เพื่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นจริงได้ด้วยสองมือมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43174</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.เชียงราย, ซีโร่เวสต์, ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี, ดอยตุง, ปัญหาขยะ, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ, ลดโลกร้อน, ศูนย์จัดการขยะ, อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์, โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย, ไร่แม่ฟ้าหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190810/image_big_5d4edf4c7d9d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบิ๊กตู่ชวน&#039;หิ้วปิ่นโตเข้าวัด&#039;ลดใช้ถุงพลาสติก-ฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.62 - พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าวัดทำบุญเนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดยแนะนำให้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม คือ การหิ้วปิ่นโตเข้าวัด เช่นเดียวกับเมื่อก่อนที่ประชาชนนิยมใช้ปิ่นโตใส่อาหารหรือขนมไปวัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนนิยมใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมใส่อาหารจนเป็นเรื่องปกติ เพราะสะดวกสบายกว่า ทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากและเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดการขยะพลาสติก เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นวาระสำคัญของโลก และขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเป็นอย่างดี ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงอาจใช้โอกาสนี้หิ้วปิ่นโตบรรจุอาหาร ใส่ถุงผ้า หรือตะกร้า เข้าวัดแทนการใช้ถุงพลาสติก&amp;rdquo; พล.ท.วีรชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้วัดทั่วประเทศจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารเหลือใช้ร่วมกับชุมชน โดยอาจนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพหรือทำน้ำหมัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การเกษตร อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41116</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, ลดถุงพลาสติก, ลดโลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d12b3b8c277a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 22:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘Thai Rice NAMA’ วิถีใหม่ &quot;ปลูกข้าว”ยั่งยืน”  แก้ขาดน้ำ-ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;น้ำทีท่วมขังในแปลงมามีการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ต้องปลูกเปียกสลับแห้ง ลดก๊าซและประหยัดน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม&amp;nbsp; โดยเฉพาะการทำนา เพราะมีการย่อยสลายสารอินทรีย์ตามธรรมชาติของแบคทีเรียบางชนิดในสภาวะไม่มีอากาศ เช่น น้ำที่ท่วมขังในแปลงนา การย่อยอาหารของสัตว์ ซึ่งก๊าซมีเทนมีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า นอกจากนี้ การไถพรวนเปิดหน้าดินหรือเผาฟางข้าวตอซัง เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ยังเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศซ้ำเติมโลกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งโดนกล่าวหาว่าทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งที่ภาคเกษตรกรเองก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล ต้องเผชิญภาวะภัยพิบัติถี่ขึ้น นำมาสู่โจทย์ท้าทายทำอย่างไร วิถีเกษตรถึงจะทำนาแบบยั่งยืน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกอย่างไรถึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขยับตัวลดผลกระทบจากโลกร้อน จัดงานเปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือที่เรียกว่า โครงการ Thai Rice NAMA ขึ้นที่กระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันก่อน &amp;quot;โปรเจ็กต์ข้าวรักโลก&amp;quot; นี้ ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร จาก &amp;quot;NAMA Facility&amp;quot; กองทุนที่ก่อตั้งโดยอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระยะเวลาโครงการ 5 ปี (2561-2566) เพื่อดำเนินงานพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกรหนึ่งแสนครัวเรือน ในเขต 6 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จ.ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.8 ล้านไร่ เป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการทำนาแบบลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (GAP++) มีมาตรการจูงใจสนับสนุนให้ภาคการผลิตข้าวทั้งระบบในการลดการปล่อยก๊าซ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เปิดตัวโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากทำนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงที่มาว่า ต้นปี 2560 กรมการข้าวร่วมกับ GIZ เสนอแนวคิดโครงการ Thai Rice NAMA และได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 โครงการ ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน มีการจัดเตรียมข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ จากนั้นกรมการข้าวจัดส่งข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ให้พิจารณาช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ภายใต้โครงการนี้เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ประกอบด้วย การปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ จัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในช่วงปลูกข้าว ไม่ใช่ขังน้ำไว้ตลอด จัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมทั้งการจัดการฟางและตอซัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยเกินจำเป็นและใช้ปุ๋ยเคมีสำเร็จที่ขายตามโฆษณา ใช้ตามๆ กัน ใส่ปุ๋ยมาก ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยตามหลักวิชาการ หากมีการวิเคราะห์ดินจะรู้ว่าขาดธาตุอาหารชนิดใด นำมาสู่การผสมปุ๋ยที่เหมาะสมตามค่าดิน เกษตรกรลดต้นทุน โครงการจะสนับสนุนเทคโนโลยีผลิตข้าวเฉพาะพื้นที่ ประกอบด้วยพันธุ์ข้าวที่ปลูก วิธีปลูก การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกร รวมทั้งการผลิตข้ามตามมาตรฐาน GAP ++ ที่มีความสมดุลใน 3 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ อีกทั้งเป็นกลไกพัฒนาภาพลักษณ์ข้าวไทย เพิ่มศักยภาพแข่งขันทางการตลาดอีกทาง&amp;quot; ดุจเดือนกล่าว และว่า การบริหารโครงการได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด 6 จังหวัด เพื่อเดินหน้าโครงการบนพื้นที่เกษตรเกือบ 3 ล้านไร่ให้เป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังผุดโครงการมีการเชิญชวนเกษตรกรให้เข้าร่วม&amp;nbsp; ปรากฏว่ามีชาวนากว่าแสนครัวเรือนในภาคกลางที่ตกลงใจจะร่วมแก้ &amp;quot;โลกร้อน&amp;rdquo; ซึ่งโครงการ Thai Rice NAMA ประเมินว่า จะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นเกษตรกรและผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำนวน 454,200 คน เป้าหมายเป็นพื้นที่เพาะปลูก 2.8 ล้านไร่ มีทั้งนาปีและนาปรัง คาดว่าจะได้ผลผลิตสูงสุด 4 ล้านตันต่อปี อีกทั้งจะมีการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนและให้การฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร&amp;nbsp; เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตข้าว ที่ช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการนี้ยังดึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาร่วมปล่อยสินเชื่อสีเขียวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบปัจจุบันไปสู่การทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมการข้าว แจกแจงว่า กลุ่มเป้าหมายโครงการคือ การเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือ &amp;quot;นาแปลงใหญ่&amp;rdquo; ริเริ่มมา 2 ปีก่อน ต่อยอดสู่ &amp;quot;ข้าวรักโลก&amp;quot; แปลงนาที่เข้าร่วมโครงการจะมีตรวจวัดเป็นระยะเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนเพาะปลูกและหลังเพาะปลูก ทำบัญชีครัวเรือนและตัวเลขผลผลิตต่อไร่ที่ทำได้ โครงการนี้จะควบคุมการใช้น้ำอย่างเหมาะสม ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ส่วนการปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ เดิมเกษตรกรไม่นิยม เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้โครงการได้สนับสนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้เกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมการข้าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองอธิบดี อธิบายถึงวิธีการทำเกษตรแปลงนาลดโลกร้อนนี้ว่า เริ่มจากการปรับหน้าดินของแปลงนาให้เสมอกัน น้ำจะไหลไปทุกมุมของแปลง ไม่ต้องขังน้ำปริมาณมากไว้นาน วิธีนี้จะทำให้ค่าสูบน้ำเข้านาลดลง การปรับแปลงนาให้ได้ระดับสม่ำเสมอจะทำให้ต้นข้าวขึ้นสม่ำเสมอ ข้าวไม่เน่า&amp;nbsp; และมีการนำเทคนิค วัดระดับด้วยเลเซอร์และออกแบบพื้นที่ ดินที่สูงเป็นนูนก็ปรับ ส่วนพื้นที่ต่ำก็เติมดินให้เต็ม ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิต ระยะเตรียมดินนี้จะติดตั้งท่อดู &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกวิธีเป็นการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการใช้น้ำมากเกินความจำเป็น ชาวนาส่วนใหญ่คิดว่า ข้าวเป็นพืชน้ำและต้องแช่น้ำตลอดเวลา และคิดว่าถ้านาข้าวมีน้ำขังจะช่วยควบคุมวัชพืชได้ เนื่องจากข้าวเป็นพืชวิเศษหายใจได้แม้มีน้ำขัง แต่ในช่วงกล้ามีอายุ 15-20 วัน ข้าวไม่จำเป็นต้องแช่น้ำ แต่ใช้วิธีต้องรักษาระดับน้ำให้ความชื้นผิวดินเหมาะสม ช่วงระยะเวลาการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือช่วงแตกกอ 30-35 วัน ให้น้ำเหนือผิวดิน 5 เซนติเมตร เมื่อเข้าระยะข้าวแต่งตัว ตั้งท้อง ถึงออกดอก 50 วัน อย่าให้ข้าวขาดน้ำ นอกจากใส่ปุ๋ยแล้ว ต้องเพิ่มระดับน้ำเป็น 10 เซนติเมตร&amp;nbsp; เมื่อข้าวสุกแก่เกษตรกรต้องลดระดับน้ำให้แห้งเพื่อเร่งการสุกแก่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังปลูกข้าวทำอย่างไร รองอธิบดีบอกว่า ให้นำน้ำเข้าแปลงทีละน้อยไล่ระดับจนข้าวโตพอ ให้น้ำระดับความลึก 5 เซนติเมตรเหนือผิวดิน แล้วขังไว้ปล่อยให้น้ำลดระดับลงเองตามธรรมชาติ จนอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับผิวดิน 10 เซนติเมตร หรือท่วมปากท่อ และรักษาระดับไว้ จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ ให้ระบายน้ำออก เทคนิคนี้จะช่วยลดการใช้น้ำทำนาถึงร้อยละ 20-50 แต่วิธีนี้ขึ้นกับชนิดดินและสภาพอากาศ ที่สำคัญก๊าซมีเทนจะระเหยและไม่สะสมในแปลงนา สำหรับท่อดูระดับน้ำกรมชลประทานพัฒนา ให้เป็นระบบเซ็นเซอร์อำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการทำนา อีกประเด็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกจะส่งเสริมพันธุ์ข้าวอายุสั้น จาก 120 วัน เป็น 105 วัน เก็บเกี่ยวได้ ช่วยลดการใช้น้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำนาแบบยั่งยืนขั้นต่อไปคือ การใส่ปุ๋ยตามค่าดิน รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า เดิมเกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เป็นสูตรสำเร็จ ขายตามท้องตลาด ซึ่งไม่ตรงกับสภาพดินและพันธุ์ข้าวที่ปลูกของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ไม่ตรงกับธาตุอาหารที่ต้องการ ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินมีแผนที่วิเคราะห์ดินระดับจังหวัด แต่ไม่มีระดับแปลง&amp;nbsp; สำหรับโครงการ Thai Rice NAMA จะวิเคราะห์ดินรายแปลงนา เก็บตัวอย่างดิน ค่าที่ได้นำมาสู่การผสมปุ๋ยตามที่ข้าวต้องการ ข้าวมีคุณภาพที่ดีขึ้น เกษตรกรจะได้ปุ๋ยราคาถูก และส่งเสริมการรวมกลุ่มทำปุ๋ยต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ชูหยุดเผาฟางข้าว ตอซัง ลดปล่อยก๊าซคาร์บอน&amp;quot; วายร้ายเพิ่มอุณหภูมิโลก เป็นอีกเป้าหมายของโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขจร บอกว่า แนวทางการใช้ประโยชน์จากฟางข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มและลดการเผาฟางข้าวที่ก่อปัญหามลพิษและหมอกควัน มีการมัดฟ่อนเป็นอาหารสัตว์และการจำหน่ายเพื่อทำวัสดุตกแต่ง วัสดุเพาะเห็ด เชื้อเพลิง หรือใช้ปลูกผัก โดยโครงการทำความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านนี้ นอกจากนี้ แนะให้เกษตรกรไถกลบ พร้อมใส่สารจุลินทรีย์เร่งการย่อยสลายฟางข้าว สำหรับการผลิตข้าวตามมาตรฐานข้าวยั่งยืนเป็นเรื่องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างถูกวิธี เพราะจะเพิ่มสารอาหารในข้าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมายังไม่มีการวัดก๊าซมีเทนจากแปลงข้าวไทยอย่างจริงจัง แต่โครงการนี้ทีมนักวิจัยกำลังปรับปรุงและพัฒนาวิธีตรวจวัดก๊าซจากนาข้าว ผลการประเมินจะได้คำตอบที่ชัดเจน เป็นข้อเท็จจริงยืนยัน เพราะที่ผ่านมาภาคเกษตรไทยโดนโจมตีเรื่องนี้ การปลูกข้าวรักโลกจำเป็นในยุคนี้ ไม่ได้มองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมิติเดียว แต่มีมุมมองเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค &amp;quot; ขจร ย้ำเกษตรกรและภาครัฐร่วมใจขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.แมทเทียส บิกเคล ผู้อำนวยการภาคส่วนการเกษตรและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า โครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งจะเปลี่ยนการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนควบคู่กับการลดโลกร้อน จะมีการสนับสนุนกลไกเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างมาตรการดึงดูดใจชาวนา โดยมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ส่งออกข้าวหลายบริษัท, ผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก ทำงานร่วมกันส่งเสริมการตลาดข้าวไทยและให้คนไทยได้บริโภคข้าวรักโลก ไทยถือเป็นประเทศแรกดำเนินโครงการนำร่องผลิตข้าวที่ยั่งยืน มีเรื่องราวดีๆ ของเกษตรกรไทยภาคอีสานเป็นที่พิสูจน์ เพราะข้าวไทยลดโลกร้อนได้รับรางวัลจานทองการันตีคุณภาพและอร่อยจริง แม้จะปลูกด้วยวิธีช่วยลดโลกร้อน มั่นใจว่าโครงการนี้จะสร้างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำนา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37416</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Rice NAMA, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม, ขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมการข้าว, ชาวนา, ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นาแปลงใหญ่, ลดโลกร้อน, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ), โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190601/image_big_5cf29bafe64c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมืองจันทน์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม นำร่องราชการใช้วัสดุธรรมชาติแทนพลาสติก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จังหวัดจันทบุรีเริ่มแล้ว เดินหน้าลดการใช้พลาสติก &amp;nbsp;ใช้วัสดุธรรมชาติ นำปิ่นโตใส่อาหาร ขนมห่อใบตอง &amp;nbsp;แก้ปัญหาขยะ ลดโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24ก.ย.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดจันทบุรี รณรงค์ ลดการใช้ถุงพลาสติก และกล่องโฟม แก้ปัญหาขยะ โดยส่วนราชการนำร่องเป็นตัวอย่างในการรณรงค์ โดย&amp;nbsp;ที่ห้องประชุม 4 ศาลากลาง นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ระดับจังหวัด ได้มีการจัดอาหารว่าง ด้วยการใช้วัสดุที่สามารถใช้แทน ใช้ซ้ำ &amp;nbsp;และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้กล่องโฟม และถุงพลาสติก เพื่อเป็นตัวอย่างในการรณรงค์แก้ปัญหาขยะ ลดโลกร้อน แก่ประชาชนทั่วไป มีการนำปิ่นโตใส่อาหารเพื่อรับประทาน ใช้เครื่องปั้นดินเผาแทนการใช้แก้วน้ำ ส่วนขนมใส่ห่อใบตองที่สามารถย่อยสลายง่าย ซึ่งถือเป็นต้นแบบการนำร่องในหน่วยงานของรัฐ ไปสู่ทุกภาคส่วนในการร่วมกันลดใช้ถุงพลาสติก แก้ปัญหาขยะอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18285</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทบุรี, ลดพลาสติก, ลดโลกร้อน, วัสดุธรรมชาติ, แก้ปัญหาขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba86a414038d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ชวนปิดไฟ1ชม.ลดโลกร้อน24มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 61 - ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2018)&amp;rdquo; ร่วมกับมูลนิธิ FEED องค์กร WWF ประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ให้การสนับสนุนโครงการ ร่วมงานแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา กทม.ร่วมกับ มูลนิธิ FEED องค์กร WWF ประเทศไทย ร่วมกับ 187 ประเทศ 7,000 เมืองทั่วโลก กิจกรรม&amp;ldquo;ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2018)&amp;rdquo;&amp;nbsp; ปิดไฟในเวลาที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 20.30 - 21.30 น. ซึ่งความร่วมมือในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ 16,371 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่า 56.91 ล้านบาท และสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 9,233 ตัน สำหรับปี2560 สามารถไฟฟ้าได้ 1953 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่า 7.68 ล้านบาท และสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,016 ตัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมในปี 2561 จะเน้นความเชื่อมโยงในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้สัญลักษณ์&amp;nbsp; WIFI แสดงให้เห็นความร่วมมือ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยสามารถใส่ แฮชแท็ก #connect2earth หรือ #ปิดเพื่อโลกเปลี่ยนเพื่ออนาคต #ลดเพราะรักษ์ และจะมีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ของกลุ่มเขตทั้ง 6 กลุ่มเขตระหว่างวันที่ 17-21 มี.ค. และในวันที่ 24 มี.ค. จะมีการจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงเพื่อลดโลกร้อน ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระรามแกรนด์พระราม 9 เขตห้วยขวาง ตั้งแต่เวลา 18.00 - 22.00 น. โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การร่วมกันนับถอยหลังปิดไฟในเวลา 20.30-21.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กทม.ยังได้กำหนดจุดปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ 6 จุด ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เสาชิงช้า สะพานพระราม 8 และภูเขาทอง พร้อมกำหนดให้อาคารสถานที่ราชการทุกแห่งปิดไฟหากไม่จำเป็นต้องใช้&amp;nbsp; ในส่วนของ 50 สำนักงานเขต ได้รณรงค์ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ เจ้าของอาคาร/สถานที่ ร่วมปิดไฟในวันดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากเราสามารถลดการใช้พลังงานได้ มลภาวะที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจะลดน้อยลง แต่พวกเราทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยกันลดการใช้พลังงาน กทม.จึงขอเชิญชวนประชาชน ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดรวมพลังลดโลกร้อน ด้วยการปิดไฟที่ไม่ใช้งานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 24 มี.ค. 2561 ตั้งแต่เวลา 20.30 - 21.30 น. ร่วมกับเมืองต่างๆทั่วโลก โดยพร้อมเพรียงกัน&amp;rdquo;รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4460</URL_LINK>
                <HASHTAG>60+ Earth Hour 2018, กทม., จักกพันธุ์, ปิดไฟ1ชม., ลดโลกร้อน, วันเสาร์ที่24มี.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9f6858bab34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
