<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2025 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ก่อนช็อปปิ้งออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกิดข่าวใหญ่สุดช็อกในแวดวงการเงิน หลังจากจู่ๆ มีลูกค้าธนาคารไทยจำนวนมากออกมาร้องเรียนว่า บัญชีของพวกเขาโดนตัดเงินทีละจำนวนน้อยๆ แต่ถี่ๆ หลายรายการ โดยข้อความระบุว่า Purchase via EDC ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อสินค้าบริการผ่านบัตรเดบิต และมาตัดเงินจากบัญชีธนาคารอีกที โดยรายการที่เกิดขึ้นจะพบมากในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้เสียหายมีมากถึง 20,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเกิดเป็นข่าวที่สื่อกระแสหลักนำไปตีแผ่ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยก็ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากแถลงการณ์ดังกล่าว จับใจความได้ดังนี้ 1.ธนาคารยืนยันว่า ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการรั่วไหลของข้อมูลจากฝั่งธนาคาร 2.ผู้เสียหายทั้งหมดไปธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ 3.ไม่ได้เกิดกรณีแอปดูดเงิน 4.ธนาคารเจ้าของบัญชียินดีคืนเงินให้ลูกค้า กรณีไม่ได้ทำธุรกรรมจริง 5.ลูกค้าต้องตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อทั้งหมดมีข้อสรุปว่า ปัญหามาจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ ดังนั้นก่อนช็อปปิ้งก็ควรจะมีความรู้ในการตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนว่า ควรจะตัดสินใจซื้อสินค้าจากร้านค้าหรือเว็บไซต์นั้นหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ช็อปเฉพาะร้านค้าบนเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS เพราะไซต์ที่ใช้ HTTPS ช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งทั้งหมดจะได้รับการเข้ารหัส และอาชญากรนั้นจะไม่สามารถดักขโมยข้อมูลของคุณได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.หลีกเลี่ยงใช้บัตรเครดิตในการช็อปปิ้ง และใช้บัตรเดบิตเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ แต่สำหรับบัญชีบัตรเดบิตที่ใช้ช็อปปิ้งออนไลน์ควรมีวงเงินจำกัดเฉพาะที่จะใช้ซื้อสินค้าเท่านั้น ไม่ควรเก็บเงินในบัญชีดังกล่าวเยอะเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ควรตรวจสอบใบแจ้งยอดใช้จ่ายบ่อยๆ หรือจะให้คุณสมัครรับ SMS เพิ่มในบัญชีของคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม คาดเดายาก ใช้การผสมตัวอักษร (ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก) ตัวเลขและอักขระพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.อย่าใช้ฟรี WI-FI สาธารณะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปในขณะช็อปออนไลน์ และช็อปผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ช็อปผ่านแอปพลิเคชัน หรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะทำให้ปลอดภัยที่สุดในการช็อปปิ้งออนไลน์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
ufa289
ufa345
ufa365day
ufa656
ufa800
betflik28
betway
databet88
joker-123
wowslot007
wowslot1688
wowslot191
wowslot345
wowslot369
wowslot888
joker123th
123plus
188bet
1ufabet
jokerslotz999
live22
pg789
pg888th
pg888asia
xaslotz
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120118</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รู้ก่อนช็อปปิ้งออนไลน์, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มวยไทย&#039; กระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างความฮือฮาเป็นข่าวใหญ่ของโลก หลังจาก พับลิก อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ (Public Investment Fund) องค์กรของประเทศซาอุดีอาระเบียที่มีทรัพย์สิน 320,000 ล้านปอนด์ (14.8 ล้านล้านบาท) ได้ใช้เงินกว่า 300 ล้านปอนด์เข้าเทกโอเวอร์กิจการของสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลให้ นิวคาสเซิล เป็นอีกสโมสรของเกาะอังกฤษที่ตกเป็นธุรกิจของทุนข้ามชาติ และในปัจจุบันทีมสโมสรในพรีเมียร์ลีกแทบทุกทีมตกเป็นของเศรษฐีต่างชาติไปเกือบหมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามคือ ทำไมอังกฤษถึงกล้าอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของทีมในท้องถิ่น แถมไม่ได้กังวลเรื่องของการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเหมือนอย่างในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในมุมมองของผู้เขียน มองว่า ทางอังกฤษน่าจะประเมินแล้วว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรนั้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะนอกจากจะทำให้ตลาดฟุตบอลมีการขยายตัว, การลงทุนจะมีสูงขึ้น และที่สำคัญคือ เม็ดเงินทุกอย่างจะลงอยู่ในประเทศ ทั้งการท่องเที่ยว การสร้างแบรนด์ขยายตลาด การขายของที่ระลึก ซึ่งทั้งหมดก็จะย้อนกลับมายังประเทศอังกฤษที่สโมสรฟุตบอลตั้งอยู่ เพราะทีมคงไม่สามารถย้ายที่ไปไหนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจฟุตบอลไม่ได้มีกำไรมหาศาลเป็นกอบเป็นกำ โดยการลงทุนในสโมสรฟุตบอลของเศรษฐีต่างชาติก็ไม่ได้มองที่การทำกำไรจากการประกอบธุรกิจเป็นหลัก แต่ใช้สโมสรฟุตบอลเป็นการสร้างโปรไฟล์และชื่อเสียงให้กับตัวผู้ลงทุนเพื่อนำไปต่อยอดทางด้านอื่นมากกว่า ดังนั้นการเปิดทางให้ต่างชาติถือครอง ย่อมส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมองฟุตบอลให้นอกเหนือไปจากกีฬา ต้องยอมรับว่าฟุตบอลคือซอฟต์เพาเวอร์ประเภทหนึ่ง ที่ไม่ต่างจากภาพยนตร์ ละคร เพลง หรือเกม โดยฟุตบอลสามารถนำไปสู่การสร้างฐานแฟนคลับที่จงรักภักดีทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าย่อมจะก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินที่จะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศในอนาคต เป็นจุดดึงดูดและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าสนใจให้กับคนต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ดูเหมือนว่าไทยก็เริ่มมีแนวคิดในการสร้างเศรษฐกิจโดยการใช้ซอฟต์เพาเวอร์เป็นจุดดึงดูดแล้วเช่นกัน หลังจากที่มีกระแสข่าวของ ลิซ่า BLACKPINK ที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก กับผลงานเพลงเดี่ยวที่สอดแทรกวัฒนธรรมไทยจนทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงๆ ไทยเราก็มีกีฬาที่คนทั่วโลกต่างให้การยอมรับ นั่นก็คือ มวยไทย แน่นอนนี่นับเป็นซอฟต์เพาเวอร์ประเภทหนึ่งเช่นกัน ซึ่งมองว่าถ้ามีการพัฒนาดีๆ ยกระดับมาตรฐาน และมีการเปิดกว้างให้กับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสามารถสร้างทัวร์นาเมนต์ระดับโลกขึ้นมาได้ ย่อมจะมีผลดีต่อไทยไม่มากก็น้อย ทั้งทางตรงและทางอ้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในปัจจุบัน อย่างที่เห็นตอนนี้มีโปรโมเตอร์ต่างชาตินำมวยไทยไปต่อยอด ทำมาหากินเป็นล่ำเป็นสันในต่างประเทศ แต่ไทยซึ่งเป็นต้นตำรับกับยังไม่สามารถต่อยอดให้เกิดทัวร์นาเมนต์ระดับอินเตอร์ได้ อันนี้ ควรเป็นโจทย์ที่ทั้งคนในวงการ ภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมาช่วยกัน เพื่อสร้างกีฬาอย่างมวยไทยเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จะดึงนักลงทุน, นักท่องเที่ยวและนักกีฬาเข้ามาในประเทศไทย และจับจ่ายใช้สอยในไทยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากลงมือทำอย่างจริงจังเชื่อว่ามวยไทยจะเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ที่สร้างเงินตราเข้าประเทศได้อย่างมหาศาลเช่นกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119340</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;มวยไทย&#039; กระตุ้นเศรษฐกิจ, กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำท่วมไม่หนักเท่าปี 54</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในเวลานี้ ชวนรำลึกถึงภาพจำเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 54 หรือ &amp;ldquo;มหาอุทกภัย&amp;rdquo; ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตอนนั้นเจอเหตุการณ์น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน บางพื้นที่ใช้เวลาถึงหลายเดือนกว่า มวลน้ำทั้งหมดจะไหลกลับคืนคูคลองตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากเหตุการณ์ดังกล่าว ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย มีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านบาท จนถูกประเมินว่าเป็น &amp;ldquo;มหาอุทกภัย&amp;rdquo; ที่เลวร้ายที่สุด ทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 3.6 ล้านคน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับผลกระทบอย่างน้อย 5,087,352 ไร่ เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านบาท ครั้งนั้นประชาชนคนไทยจำนวนกว่า 5 ล้านคน กลายเป็นผู้อพยพบนบ้านเกิดตัวเอง คนงานเกือบ 650,000 คน ตกงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สำหรับเหตุการณ์ในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างก็เชื่อว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2564 นี้จะไม่ส่งผลต่อพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากนัก เพราะเมื่อประเมินจากข้อมูลปริมาณฝน ปริมาณน้ำกักเก็บ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาในขณะนี้มีน้อย หากเปรียบเทียบกับในห้วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2554 จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ครั้งใหญ่เช่นปี 2554
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า แม้ว่าขณะนี้แม้จะมีกรณีน้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายจังหวัด แต่โอกาสน้ำท่วม กทม.เหมือนปี 2554 มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เว้นแต่จะมีน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาชี้ 3 ประเด็นว่า สถานการณ์อุทกภัยจะไม่เหมือนปี 54 โดย 1.ซึ่งหากวิเคราะห์จากสถิติข้อมูลอุตุนิยมวิทยา พบว่าภาพรวมของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กับปี 2564 จะมีความแตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนที่ตกระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน พบว่าในปี 2554 ปริมาณฝนเกือบทุกภาคสูงกว่าปี 2564 ยกเว้นภาคตะวันออกที่ปี 2564 สูงกว่าปี 2554 เล็กน้อย และในภาพรวมทั้งประเทศพบว่า ปี 2554 มีฝนมากกว่าปี 2564 ถึง 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เปรียบเทียบพื้นที่และการกระจายของฝน ตั้งแต่ช่วงก่อนและเข้าสู่ฤดูฝน พบว่า ในปี 2554 พื้นที่ที่มีฝนตกและตกต่อเนื่องได้แก่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมเป็นจำนวนมากในลุ่มน้ำสายหลัก รวมทั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เต็มความจุตั้งแต่ต้นปี และในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายฤดูฝน การระบายน้ำสามารถทำได้น้อยเนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่อง ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน ขณะที่ในปี 2564 ช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝน (เม.ย.-ต้น พ.ค.) การกระจายฝนดี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนพบว่าปริมาณฝนที่ตกน้อยลง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือน พ.ค.ถึง มิ.ย.มีปริมาณฝนน้อยและบางพื้นที่มีฝนทิ้งช่วงหลายสัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เปรียบเทียบอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนพบว่า ขณะที่ในปี 2564 ช่วงปลายฤดูฝน เดือนกันยายน มีพายุที่เข้าสู่ประเทศไทยเพียงลูกเดียวคือ พายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; ดังนั้นจึงมีโอกาสน้อยมากที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงจะเกิดน้ำท่วมแบบปี 2554 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการระบายน้ำเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ความกังวลของชาวกรุงที่ตอนนี้กำลังย่ำแย่จากพิษโควิด ยังไม่หายดี ก็คงจะไม่ได้ถึงกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำเติมอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่สามารถการันตีได้ชัดเจนมากนัก เพราะฤดูมรสุมยังไม่จบ และทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็จับตาพายุไต้ฝุ่นที่กำลังก่อตัว ในทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะเจอฝนตกอีก แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนี้คงต้องพึ่งการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานและรัฐบาลแล้วว่า จะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ดีแค่ไหน เพราะโจทย์แม้ว่าจะไม่ท้าทายเท่าปี 54 แต่เนื่องจากประเทศยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อยู่ และเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ ดังนั้นประชาชนก็ไม่ควรจะได้รับเรื่องร้ายๆ เพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจอย่างนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คงจะไม่สามารถปล่อยให้จมน้ำได้อีก เพราะจะทำให้ภาคการผลิตของประเทศเกิดสะดุด และจะส่งผลไปยังการส่งออก ซึ่งเป็นพระเอกหลักเพียงตัวเดียวของไทยที่ประคองเศรษฐกิจไทยเวลานี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118372</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, น้ำท่วมไม่หนักเท่าปี 54, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด ทางกระทรวงการคลังก็ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2564 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการขยายกรอบเพดานหนี้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี เพื่อรองรับการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินช่วยโควิด 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด 5 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน เห็นชอบการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งที่ 3 โดยให้มีการกู้เงินจาก พ.ร.ก.5 แสนล้านบาทภายในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท จากเดิม 1 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปรับเพดานกรอบดังกล่าวนั้นสอดรับกับความเห็นของแบงก์ชาติ ที่เสนอให้รัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแบงก์ชาติได้จัดทำแบบจำลองสมมติฐานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ภายใต้การกู้เงินเพิ่มเติม 1 ล้านล้านบาท จะพบว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เพราะรายได้ครัวเรือนลดลง และเผชิญปัญหาการปิดกิจการ จนเกิดหลุมรายได้ที่หายไปกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลไม่ช่วยเหลือจะกลายเป็นแผลทางเศรษฐกิจที่แก้ไขยาก ดังนั้นการกู้เงินเพิ่มและและเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีนี้ จะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วง 5 ปีข้างหน้าขยายตัวได้ที่ระดับ 3.2% แต่กรณีไม่ได้ทำอะไรเลยจะส่งผลให้จีดีพีเหลือโตไม่ถึง 3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการเท่านั้นที่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่ม ทางภาคเอกชนหลายแห่งก็มองว่าการกู้เงินอีก 1 ล้านล้านนั้นมีความจำเป็น และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเจ้าเชื้อโควิด-19 มันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจค่อนข้างหนัก และยาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การขยายเพดานการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น ก็ย่อมส่งแรงกดดันไปยังรัฐบาล ที่ตัดสินใจทำลายกรอบวินัยการคลังของประเทศ โดยปัจจุบัน รายงานหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค.2564 มียอดหนี้จำนวน 8,909,063 ล้านบาท หรือ 55.59% ของจีดีพี ใกล้ถึงระดับกรอบเดิม 60% ที่วางไว้แล้ว ซึ่งอย่างไรก็ดีแนวโน้มของสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพียังไงก็จะต้องเกิน เพราะในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลยังต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 7 แสนล้านบาท และกู้เงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือ 3.5 แสนล้านบาททั้งหมด ทำให้สัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะที่คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ 58% ของจีดีพี และคาดว่าปีงบประมาณ 2565 หนี้สาธารณะจะเกิน 60% ของจีดีพี ทำให้รัฐบาลต้องขยายกรอบเป็น 70% ของจีดีพี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือความท้าทายของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตแบบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำมาสู่การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศและเป็นหนี้ระยะยาว ดังนั้นความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการ roll over หนี้ที่ครบกำหนดไม่ทันจึงมีอยู่จำกัด นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ต้นทุนของภาระหนี้ (debt service burden) ในกรอบเวลาระยะสั้นนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี จุดสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการการคลังในระยะกลางถึงยาว ที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติมเพื่อลดการขาดดุลทางการคลังในระยะข้างหน้า ในขณะที่การใช้งบประมาณต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อยยังอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีในระยะข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจไม่น่ากังวลเท่า หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวหรือเติบโตในอัตราที่ต่ำ ดังนั้นบทสรุปสุดท้ายจึงอยู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117582</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, เมื่อต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ ส่งผลกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งในแง่ของฐานะการเงินของประเทศ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้ประคองสถานะความเป็นอยู่ของคนในประเทศ โดยปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะ ล่าสุด ณ สิ้นเดือน ก.ค.2564 พบว่ามียอดหนี้จำนวน 8,909,063.78 ล้านบาท หรือคิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกว่า จะชนเพดานที่เป็นกรอบที่น่าจับตามอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครดิตและสถานะความมั่งคั่งของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เมื่อลงลึกถึงภาคครัวเรือนและ ภาคประชาชนบ้าง ภาวะหนี้สินครัวเรือนก็มีความอ่อนแอไม่แพ้กัน และเรื่องนี้กำลังจะเป็นปัญหากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปข้อมูลว่า ในเดือน ส.ค.64 ครัวเรือนยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพต่อเนื่อง โดยดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน (KR-ECI) อยู่ที่ 33.0 ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ต่ำกว่าช่วงล็อกดาวน์ทั้งประเทศเมื่อปีก่อน ครัวเรือนส่วนมากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมภาระหนี้ ขณะที่ความกังวลด้านรายได้และการจ้างงานยังคงมีอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ประเมินความเสี่ยงที่คาดการณ์ว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 93.0% ณ สิ้นปี 2564 โดยเป็นผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นสาเหตุหลัก เพราะเจ้าเชื้อโรคร้ายนั้นส่งผลให้คนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยมีปริมาณหนี้ครัวเรือนอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านคือ เกาหลีใต้และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 9 และ 14 ตามลำดับ แต่สูงกว่าหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับที่ 26 ของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของคุณภาพหนี้ครัวเรือนนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่รุนแรงและลากยาวนับแต่ปลายปี 2563 ส่งผลซ้ำเติมปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่แล้วในระดับสูง โดยเมื่อดูข้อมูลหนี้รายย่อยที่ได้ขอเข้าโครงการรับการช่วยเหลือ (รวม SFI) ณ เดือนมิถุนายน 2564 พบว่ามีปริมาณสูงถึง 11% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่องชี้วัดสำคัญ คือ หนี้ stage 3 หรือเอ็นพีแอล ที่มีอยู่ไม่ถึง 1% ของจีดีพี และหนี้ใน Stage 2 หรือสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ที่มีอยู่เพียง 2.2% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่า คุณภาพหนี้ครัวเรือนของไทยในความเป็นจริงแย่ลงมากกว่าที่สามารถสะท้อนได้จากเครื่องชี้วัดหลักดังเช่นเอ็นพีแอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาเป็นประเภทหนี้ที่มาขอรับความช่วยเหลือล่าสุด อันดับแรกคือหนี้ที่อยู่อาศัยเป็นหลัก (ยอดขอความช่วยเหลือรวมอยู่สูงถึง 4.5% ของจีดีพี เทียบกับยอดเอ็นพีแอลที่ 0.6% ของจีดีพี) รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล (ยอดขอความช่วยเหลือรวม 5.3% เทียบกับยอดเอ็นพีแอล 0.2%) และอันดับสามเป็นหนี้รถยนต์ (มูลค่าขอความช่วยเหลือ 1.1% เทียบกับยอดเอ็นพีแอลที่ 0.1%) โดยกลุ่มลูกหนี้ที่มาขอความช่วยเหลือมักเป็นลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะเชิงป้องกัน (Pre-emptive) อย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดหนี้เสียเป็นวงกว้างและกระทบต่อเสถียรภาพการเงินและระบบสถาบันการเงินโดยรวมของไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นหนี้ประเภทไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured loan) และมีสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ในโครงสร้างสินเชื่อครัวเรือนของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางในการแก้ไขหนี้ ttb แนะนำใช้การผ่อนคลายภาวะตึงตัวทางการเงินของลูกหนี้ในระยะสั้น และเพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การชำระหนี้ทั้งหมดได้ ทั้งการเติมสภาพคล่องให้ลูกหนี้รายย่อยเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ หรือการลดภาระค่าผ่อนต่องวดลง ตามการเจรจาร้องขอของลูกหนี้ และการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว รวมถึงการรวบหนี้ โดยเฉพาะการนำหนี้ไม่มีหลักประกันมารวมกับหนี้มีหลักประกัน และขยายระยะผ่อนชำระ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพื่อรองรับการปรับโครงแก้ไขหนี้ระยะยาวอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมด ทั้งภาคธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ธปท. รวมถึงตัวลูกหนี้ จะต้องหันหน้าเข้าหากัน และยอมเจ็บปวดกันทุกฝ่าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาลุล่วงไปข้างหน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116727</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, หนี้ครัวเรือนวิกฤต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 จะผ่านจุดที่พีกที่สุดมาได้แล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้เด็ดขาด เพราะรัฐบาลเพิ่งมีคำสั่งในการคลายล็อก เริ่มเปิดให้เดินทางและกลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน ซึ่งการคลายล็อกดังกล่าวก็เหมือนการเปิดช่องให้เจ้าเชื้อร้ายกลับมาโจมตีได้อีก แม้ว่าจะมีข่าวดีที่พื้นที่ กทม.และปริมณฑลมีผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากพอสมควรแล้ว ซึ่งอย่างน้อยก็จะมีภูมิป้องกันระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเจ้าไวรัสมันก็ร้ายพอที่จะทำให้กลับมาระบาดใหญ่ได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การคลายล็อกจึงต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ทั้งจากตัวประชาชนเอง ส่วนหนึ่งที่จะต้องยึดการเว้นระยะ หลีกเลี่ยงการรวมตัวของคนจำนวนมาก ทำกิจกรรมแต่พอดี ใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือแล้ว ในส่วนเอกชนก็ต้องยกการ์ดสูง การเปิดให้บริการจะต้องมาพร้อมกับมาตรฐานการป้องกันโรค ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนการคลายล็อกคือข่าวดีของภาคเอกชน เพราะมันมาช่วยต่อลมหายใจของธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ล่าสุดทาง กกร.ได้มีการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่ ดีขึ้นพอสมควร หลังจากมีการเริ่มคลายล็อกในวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5% ถึง 1% จากก่อนหน้านี้คาดไว้อยู่ในกรอบ -0.5 ถึง 0% เนื่องจากช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมามีปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย จากแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และแนวโน้มการติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านจุดพีกไปแล้ว หากไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการปิดโรงงานอีก ก็ไม่ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลมีการทำงานเชิงรุกในการควบคุมการแพร่ระบาด มีวัคซีนเข้ามาเพียงพอภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่ กกร.คาดไว้ แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาแย่ลง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้&amp;rdquo; นายผยงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการส่งออกปี 2564 กกร.คาดว่าจะโต 12-14% จากเดิมคาดไว้โต 10-12% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี สิ่งที่เอกชนเสนอคือ ภาครัฐจำเป็นต้องใช้กระสุนทางการคลังจากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็น 70-80% จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มเติมอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท สำหรับสนับสนุนการจ้างงาน และใช้ในมาตรการที่มีแรงขับเคลื่อนกับเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (โค-เพย์เมนต์) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง 3,000-6,000 บาท ช้อปดีมีคืน ลดหย่อนภาษี และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามทางการค้า ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยการลงทุนภาครัฐควรทำต่อเนื่องทั้งการลงทุนโดยรัฐเอง และการลงทุนแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) สร้างบรรยากาศการลงทุน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปอย่างเต็มศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในจุดนี้แสดงให้เห็นว่า การคลายล็อกอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีมาตรการเสริม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115438</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต่ออายุ VAT7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ด้วยการกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้าน เพื่อนำมาใช้ประคองเศรษฐกิจในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังเป็นที่น่ากังวล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชี้ว่ารัฐบาลไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องกรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยเฉพาะเรื่องของอัตราส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งหากมีการกู้จริงจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีวิ่งจากปัจจุบันในระดับกว่า 50% ไปอยู่ที่ระดับพีกสูงสุดที่ประมาณ 70% ของจีดีพีในปี 2567
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนตัวเลขดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการทะลุเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ว่า หนี้สาธารณะของประเทศไม่ควรเกิน 60%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในมุมมองของผู้ว่าแบงก์ชาติย้ำชัดว่า ไทยยังมีเสถียรภาพการคลังที่ดี และมองว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะวิ่งขึ้นไป 70% เศรษฐกิจไทยไม่ได้ลำบากและยังรองรับได้ เพราะเชื่อว่าหากเศรษฐกิจฟื้น ตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะจะลดลงอย่างรวดเร็ว จากการที่เศรษฐกิจมีการขยายตัว โดยจากข้อมูลประมาณการของ ธปท.ชี้ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อเทียบกับกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม พบว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในอีก 10 ปีข้างหน้า (ปี 2574) จะต่ำกว่ากรณีที่รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 5% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่เร่งพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติยืดเยื้อ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่จากการประมาณการ คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงและปรับลดลงได้ไม่มากนักในระยะยาว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พร้อมกันนี้ทาง ธปท.ยังระบุเองว่า กรณีที่สถานการณ์การคลังตึงตัว รัฐบาลก็ยังสามารถเลือกที่จะขยับการจับเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้อีก เพราะในกรอบของกฎหมายให้สามารถเก็บได้ถึง 10% ซึ่งในปัจจุบันเก็บอยู่ 7% เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งมีการศึกษากันมาตลอดว่า หากรัฐบาลเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% จะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาช่วยลดภาระการคลังของรัฐบาลลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นี่คือมุมมองและข้อเสนอของ ธปท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ดี เรื่องแผนการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่เสนอไปนั้น ทางภาครัฐเองก็ยังไม่ได้ขานรับและจะนำมาใช้เป็นแนวทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากมติ ครม.ล่าสุดที่เห็นชอบให้คงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564 - 30 ก.ย.2566 ก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องแนวทางการขึ้นภาษี VAT นั้น อาจจะไม่ใช่ทางเลือกในการบริหารเศรษฐกิจในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยสิ่งที่คณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังประเมินออกมานั้น เพราะเห็นว่าด้วยสถานการณ์ทางการเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และไม่ต้องการเพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคที่หลายคนมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และภาระรายจ่ายอยู่แล้ว ขณะเดียวกันช่วยแบ่งเบาภาระภาษีด้วยการขยายเวลาชำระภาษีหลายประเภทออกไป เพื่อให้สภาพคล่องอยู่ในมือประชาชนและผู้ประกอบการต่อไปอีกสักระยะหนึ่งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนหากมองในมุมรายได้ การขึ้น VAT นั้นเป็นทางออกที่แก้ได้ง่ายมาก แต่ในมุมของเศรษฐกิจ อารมณ์ความเชื่อมั่นของประชาชน การขึ้น VAT ก็คือการเพิ่มภาระให้กับประชาชนนั่นเอง และของทุกอย่างก็จะแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ และพาลนำไปสู่การไม่จับจ่ายใช้สอย &amp;nbsp;กลายเป็นเศรษฐกิจฝืดเคืองตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเรื่องนโยบายเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องคิดใน 2 ด้าน ซึ่งจะต้องมีการชั่งน้ำหนักให้ชัดว่าจะเลือกในด้านไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ตอนนี้รัฐบาลขอเล่นเกมเพลย์เซฟ ยืนการจัดเก็บในอัตราเดิม เพราะการจะไปแตะภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วง 1-2 ปีนี้ ซึ่งเศรษฐกิจยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ต่ออายุ VAT7%, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
