<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเที่ยวไทย(ให้เป็น)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากรัฐบาลผลักดันโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; มาได้เกือบ 4 เดือนเต็ม พบว่าตัวเลขผู้ใช้สิทธิยังไม่มากเท่าที่คาดหวัง ล่าสุดพบว่าโครงการนี้ยังมีวงเงินงบประมาณเหลือให้ใช้อีกราวๆ 10,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) &amp;nbsp;เตรียมจะนำเสนอแนวทางการปลดล็อกเงื่อนไขโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; ต่อที่ประชุม ศบศ. ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้นักท่องเที่ยวจองและจ่ายค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินในราคาพิเศษ 60% โดยไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน และนำมาขอส่วนต่าง 40% คืนจากรัฐบาลในภายหลังเหมือนปัจจุบัน รวมถึง อนุญาตให้ที่พักที่จดภาษีกับสรรพากรถูกต้อง แต่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าระบบโรงแรมก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเพื่อผลักดันให้ประชาชนช่วยกันมาใช้สิทธิก่อนวันสิ้นสุดโครงการ 31 มกราคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในมุมของผู้ประกอบการกลับมองว่า การผลักดันโครงการในลักษณะนี้ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แท้จริง เพราะการตั้งเป้าหมายของโครงการไปเน้นที่กลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่นั้น แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวก็จริง แต่คนกลุ่มนี้มีข้อจำกัด &amp;nbsp;เพราะสามารถเที่ยวได้เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ หรือช่วงหยุดยาวเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งสัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นนี้เองที่ &amp;#39;คุณโต้ง&amp;#39; นายกัมพล ตันสัจจา เจ้าของสวนนงนุช พัทยา ซึ่งก็เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ได้นำเสนอมุมมองว่า ภาครัฐควรปรับมุมมองการออกนโยบาย โดยเฉพาะการปรับกลุ่มเป้าหมายในโครงการไทยเที่ยวไทยใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;คุณโต้ง&amp;#39; ระบุว่า การโปรโมตไทยเที่ยวไทยของรัฐบาล ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะส่งเสริมทำตลาดที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากไม่มีการสอนคนไทยให้ &amp;#39;เที่ยวเป็น&amp;#39; อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการเน้นเที่ยววันธรรมดา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่สามารถเที่ยววันธรรมดาได้ ก็คือกลุ่มคนสูงอายุ หรือคนเกษียณอายุ จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรป กลุ่มคนที่เดินทางท่องเที่ยวที่เยอะที่สุดคือกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งคนเหล่านี้มีทั้งเวลาและเงิน ทำให้คนกลุ่มนี้สร้างรายได้ต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาภาครัฐไม่เคยทำการโปรโมตในเส้นทางท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ หรือการจัดโปรแกรมทัวร์ให้กับชาวสูงวัยน้อยมาก ซึ่ง ททท.เองน่าจะต้องหันมาทำการส่งเสริมท่องเที่ยวคนกลุ่มนี้เยอะขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่า ภาครัฐจะต้องสอนคนไทยเที่ยวให้เป็น และต้องโฟกัสกลุ่มเป้าหมายให้ถูกต้อง อย่าไปเมินกลุ่มคนสูงอายุ วัยเกษียณ คนกลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะเที่ยว แต่รัฐจะต้องหาทางส่งเสริมให้ถูกจุด ไม่ใช่การส่งเสริมให้ลูกหลานพาพ่อแม่เที่ยว แต่ต้องส่งเสริมให้คนสูงอายุไปเที่ยวด้วยตัวเอง &amp;nbsp;โดยมีลูกหลายเป็นคนสนับสนุน&amp;quot; นายกัมพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากผลักดันคนกลุ่มนี้ออกมาท่องเที่ยวได้มากเท่าไหร่ นโยบายไทยเที่ยวไทยก็จะประสบความมากยิ่งขึ้นเท่านั้น รวมถึงจะทำให้การเที่ยวเมืองรองประสบความสำเร็จด้วย เพราะต้องยอมรับว่าการเที่ยวเมืองรอง ไม่ใช่จุดโฟกัสที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจ มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่จะไปเที่ยวเมืองรอง ดังนั้นหากมีการส่งเสริมให้กลุ่มคนสูงอายุออกมาเที่ยวด้วยตัวเองได้ จะส่งผลดีต่อภาพรวมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะไทยเที่ยวได้สูงขึ้นอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่สำคัญจะช่วยแก้ปัญหาธุรกิจท่องเที่ยวที่ยั่งยืนขึ้น ไม่ต้องไปเฝ้ารอการเปิดบริการแค่สุดสัปดาห์เท่านั้น และที่สำคัญหากผ่านพ้นช่วงของการระบาดของโควิดไปแล้ว เมื่อกลุ่มสูงอายุเที่ยวเป็น และเริ่มเที่ยวกันเอง ก็จะกลายเป็นขาที่แข็งแรงของการท่องเที่ยวไทยอีกทางหนึ่งด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82604</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต่อสู้ไวรัสระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา หรือโควิด 19 นับเป็นมหันตภัยทางด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างแท้จริง สังเกตตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังคงเป็นกราฟพุ่งชัน ที่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น 4-5 หมื่นคนต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนการระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นเรื่องพิเศษที่ในรอบ 100 ปีจะเกิดขึ้นซักครั้ง ดังนั้นเราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ อย่างการแย่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งในช่วงเวลาปกติสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการไม่มีมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ก็คงไม่มีใครสนกันแล้ว เพราะทุกประเทศก็พยายามที่จะเอาตัวเองให้รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างในไทยเอง เมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางการคมนาคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงกับมีการประกาศปิดน่านฟ้า ไม่ให้เครื่องบินมาลงจอดกว่าครึ่งเดือน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับว่าการเข้มงวดทั้งประกาศเคอร์ฟิว ไม่ให้คนออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม และการปิดน่านฟ้า รวมถึงการขอความร่วมมือให้ปิดสถานที่ซึ่งมีคนมารวมอยู่มาก &amp;nbsp;ส่งผลให้รัฐบาลสามารถตัดยอดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ค่อนข้างดี จนล่าสุดต่ำจนไม่ถึง 50 ราย/วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นเรื่องดี เพราะยุทธศาสตร์แบบนี้มันช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้จริง แต่คำถามคือยุทธศาสตร์ปิดเมืองจะทำได้นานขนาดไหน เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงก่อนว่า โลกเรายังจะต้องอยู่กับโควิด-19 อย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งคงไม่มีประเทศไหนสามารถจะล็อกดาวน์ได้นานขนาดนั้น เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องปากท้องซึ่งน่าห่วงมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จึงเชื่อแน่ว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคอร์ฟิว ปิดร้านค้า คงทำได้อย่างมากแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น จากนั้นก็ต้องปล่อยให้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติกันเหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลก็ต้องประเมินเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาวว่า จะช่วยเหลือดูแล และไม่ทำให้คนในประเทศต้องเจอกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำซ้อนตามมาอย่างไร ก็น่าดีใจอยู่บ้างที่ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติการขยายระยะมาตรการเยียวยา 5,000 บาทต่อเดือน ผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com จากเดิมที่ให้ผู้ผ่านการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็น 6 เดือน จากวงเงิน 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท &amp;nbsp;เพราะต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อนว่า สงครามกับไวรัสในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จบในระยะสั้นแน่นอน อย่างน้อยๆ ต้องลากไปถึงปลายปี หรือไตรมาส 4 การเพิ่มความช่วยเหลือของรัฐนั้นทำถูกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัญหาก็คือผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยามีเพียง 9 ล้านคน จากผู้ที่มาลงทะเบียนเกือบ 25 ล้านคน ที่เหลือซึ่งเชื่อว่ายังมีผู้เดือดร้อนที่ติดค้างตะแกรงร่อนของรัฐบาลในครั้งนี้อีกไม่น้อย ในส่วนนี้จะดูแลกันอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่าน ครม.ก็ได้อนุมัติมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 3 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท 2.พ.ร.ก.ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกซอฟต์โลน เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการวงเงิน 500,000 ล้านบาท 3.พ.ร.ก.ให้อำนาจ &amp;nbsp;ธปท.ซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนดชำระโดยต้องเป็นตราสารของบริษัทที่มีคุณสมบัติดี 4 แสนล้านบาท รวมทั้งจะตัดงบประมาณกระทรวงต่างๆ วงเงิน 80,000-100,000 ล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณดำเนินการดังกล่าว 2 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนวงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นวงเงินที่มหาศาลมาก &amp;nbsp;แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐจะต้องนำมาใช้ดูแลประชาชนภายใต้ภาวะวิกฤติที่ไม่สามารถทำมาหากินได้อย่างปกติ ซึ่งจะต้องจับตาดูการใช้เงินอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลได้จ่ายเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงจุดกับความเดือดร้อนของประชาชนแค่ไหน เพราะในส่วนที่นำมาดูแลประชาชนนั้นมีเพียง 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น แถมที่นำมาจ่ายตรงให้ประชาชนมีเพียง 6 แสนล้าน ส่วนอีก 4 แสนล้านจะนำมาใช้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาสินค้า ซึ่งในส่วนหลังจะต้องดูว่าสามารถใช้เงินได้เกิดมรรคผล และส่งผลดีต่อประชาชนทางอ้อมแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน สงครามกับไวรัสเป็นเกมที่ยาวแน่นอน ดังนั้นการบริหารงบ และใช้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดในสภาวะแบบนี้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62557</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โล่งอก&#039;เลื่อนใช้ราคาที่ดินใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเรียกว่าเป็นข่าวดีของประชาชนผู้ซื้อบ้าน กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้หรือไม่ หลังจากที่กรมธนารักษ์ออกมาประกาศว่าจะเลื่อนการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ ซึ่งเดิมต้องใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ออกไปอีก 1 ปี เป็นวันที่ 1 มกราคม 2564 เนื่องจากรอ พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 ประกาศใช้ในวันที่ 22 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลื่อนในครั้งนี้เป็นข้อจำกัดทางด้านเทคนิค เนื่องจาก พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สิน จะมีผลโดยตรงต่อการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งเมื่อกฎหมายบังคับใช้จะต้องมีการออกกฎหมายลูกต้องใช้เวลา ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเสร็จทันวันที่ 1 ม.ค.2563 หรือไม่ และในกฎหมายเปิดช่องให้ขยายเวลาใช้ราคาประเมินใหม่ได้ ดังนั้นการเลื่อนไปอีก 1 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปกติราคาประเมินต้องประกาศก่อนเดือนมกราคม ประมาณ 30 วัน หรือประกาศช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งก่อนหน้านี้กรมธนารักษ์เตรียมพร้อมในการประเมินราคาที่ดินใหม่ทั่วประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อต้องนำราคาประเมินเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายประเมินราคาทรัพย์สินคงไม่ทัน เนื่องจากต้องออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ รวมถึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการ และต้องนัดประชุมคณะกรรมการตามกฎหมายใหม่&amp;rdquo; นางสาววิลาวัลย์ &amp;nbsp;วีระกุล รองอธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การคงราคาประเมินเดิมไว้ 1 ปี &amp;nbsp;โดยใช้ราคาประเมินรอบปี 2549-2562 น่าจะช่วยลดภาระของประชาชนจากภาระถือครองที่ดินและทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน ได้ในระดับหนึ่ง เพราะในปี 2563 กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลบังคับใช้ ถ้าต้องใช้ราคาประเมินใหม่ในการคำนวณภาษีทำให้ประชาชนเจอ 2 เด้ง คือถูกเก็บภาษีจากราคาประเมินใหม่ อาจทำให้ภาระภาษีที่จะเสียเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทางกรมธนารักษ์ย้ำว่า ราคาประเมินที่ดินกรมปรับปรุงไว้ในปี 2562 พบว่า ราคาที่ดินทั่วประเทศมีการปรับขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าไม่มีการเลื่อนใช้ราคาใหม่ออกไป ราคาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 จะต้องขยับขึ้นอย่างน้อย 8-10% อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เรื่องนี้ยังถือเป็นข่าวดีทั้งกับผู้ที่กำลังมีแผนที่จะซื้อบ้าน ที่ยังทำให้ซื้อบ้านในราคาเดิม โดยไม่ถูกผู้ประกอบการใช้ข้ออ้างในการปรับขึ้นราคา ขณะที่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็ยังไม่มีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากราคาที่ดินที่จะแพงขึ้นไปอีก ซึ่งต้องยอมรับว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ก็มีการเปิดเผยรายงานว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ค่อนข้างทรงตัว โดยในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ศูนย์วิจัยศุภาลัยได้ประเมินภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยรวมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2562 ในกรณีเลวร้ายสุดคือแม้มียอดขายรวมอยู่ที่ระดับ 80,000 ยูนิต ค่ากลางของยอดขายรวมที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 100,000 ยูนิต และสูงสุดอยู่ที่ 120,000 ยูนิต ซึ่งเมื่อเทียบค่ากลางกับปีที่แล้ว ยอดขายในปีนี้จะลดลงจากปีก่อนที่ขายได้ 113,508 ยูนิต ก็ถือว่าปรับตัวลดลงเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญ ในตอนนี้ภาคอสังหาฯ ยังต้องเจอกับมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) ออกมาบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย.2562 ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เหมือนถูกเบรกลงทุนกะทันหัน และต้องเร่งระบายสต๊อกกันออกมา จนดูเหมือนจะโอเวอร์ซัพพลายมากกว่าความต้องการตลาด แต่จริงๆ ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะความสามารถในการซื้อลดลงจากมาตรการแอลทีวี ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต๊อกทำให้ระดับราคาอสังหาฯ โตลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นว่าในโลกของอสังหาฯ ยังมีการแข่งขันกันสูง ถ้ามีการปรับขึ้นราคาที่ดินใหม่ อาจจะทำให้ภาวะซ้ำเติม &amp;nbsp;จนทำให้ภาคอสังหาฯ เกิดอาการช็อกได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48109</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีจากมูดี้ส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยยังดูแบบทรงๆ ทรุดๆ ในปัจจุบัน ก็ยังพอมีข่าวดีให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ก็เนื่องมาจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ค.62 ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (เอาต์ลุกซ์) เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มมีเสถียรภาพ เพิ่มเป็นแนวโน้มเชิงบวก ครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 54 และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (เครดิต เรติ้ง) ที่บีเอเอ 1 หรือเทียบเท่าบีบีบีบวก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;#39;แนวโน้มเชิงบวก&amp;#39; นั้นมีความหมายมากต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องมาจากอิทธิพลและความน่าเชื่อถือของมูดี้ส์นั้น สามารถกำหนดทิศทางของเงินทุนที่วิ่งอยู่ทั่วโลก ให้เลือกไปลงทุนในประเทศไหนประเทศหนึ่งก็ได้ หากมูดี้ส์ ประทับตราว่าประเทศนั้นมีแนวโน้มเชิงบวก น่าลงทุน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าปัจจัยอะไรบ้างที่สามารถโน้มน้าวให้มูดี้ส์เปลี่ยนมุมมองต่อชาติไทยเราใหม่ ทาง &amp;#39;ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข&amp;#39; ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ระบุว่า &amp;nbsp;ปัจจัยสนับสนุนมาจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การลงทุนของภาครัฐ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากทั้งในและต่างประเทศ &amp;nbsp;ประกอบกับไทยมีการใช้นโยบายทางการคลังและการเงินของรัฐบาลที่โปร่งใส มีหนี้รัฐบาล เงินเฟ้อระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ พร้อมกับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 62-63 อยู่ที่ 3-3.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ไทยยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ และภาคการคลังสาธารณะ ซึ่งมูดี้ส์ประมาณไทยจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีในปี 62-63 เกินดุล 3-5% และสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพีอยู่ที่ 35-40% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงรองรับวิกฤติเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์เห็นว่าการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอาจส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงยังจะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาปัญหาสังคมผู้สูงอายุซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่มูดี้ส์กังวลนั้น ดูแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก นั้นก็คือ เรื่องทักษะแรงงาน เพราะในยุคปัจจุบันโลกดิจิทัล ได้เข้ามาดิสรัปธุรกิจดั้งเดิมไปเป็นจำนวนมาก และสิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหา เพราะคนที่ไม่ทันเทคโนโลยี ไม่ทันยุค หากจะต้องขบวนทิ้งไว้ข้างหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ในเรื่องของแรงงานจบใหม่ ทางสถาบันการศึกษาก็ผลิตเด็กที่ไม่ตรงสายออกมาเป็นจำนวนมาก และไม่ตรงกับความต้องการใช้งานของภาคเอกชน ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ภายในไม่อีกกี่ปีนี้ ซึ่งเมื่อขาดแคลนแรงงานที่ใช้ นักลงทุนก็จะต้องทบทวนแล้วว่า จะลงทุนในประเทศไทยหรือไม่ เพราะไม่สามารถขยายธุรกิจได้ เนื่องจากไม่มีแรงานที่มีทักษะมาทำ รวมถึงจำนวนคนวัยแรงงานก็ลดน้อยถอยลง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอีก ยิ่งจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตของประเทศอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะรัฐบาลอาจจะต้องมองปัญหานี้ เป็นอีกวาระแห่งชาติที่จะต้องผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ตั้งแต่ภาคเอกชนที่จะต้องส่งเสริมให้พนักงานบริษัทมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอัพสกิล, รีสกิล เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี ขณะที่รัฐก็จะต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องของกฎหมาย การเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือให้องค์กรของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อน และสุดท้ายสถาบันการศึกษาจะต้องร่วมมือกับเอกชนในการสร้างแรงงานยุคใหม่ให้ตรงกับความต้องการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากวางแผนรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเรายังเนื้อหอมได้อีกยาว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42155</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสถียรภาพรัฐบาลกับศก. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ก็เริ่มพอจะเดาได้ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเป็นใคร เพราะดูแล้วพรรคเพื่อไทยแม้จะได้เก้าอี้ ส.ส.มากกว่า คู่แข่งอย่างพลังประชารัฐ และก็ประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แต่ดูเหมือนการรวมเสียงจะทำได้ยากกว่ามาก แถมยังต้องลุ้นหา 375 เสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรีอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่คนกังขาและสงสัยมาก คือ เรื่องการนับคะแนนของ กกต. ที่มีตัวเลขไม่ตรงกับจำนวนกับผู้ใช้สิทธิ ซึ่งหากทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนได้ เกรงเหลือเกินว่า มันอาจจะเป็นปัญหาที่บานปลาย ซึ่งหากประชาชนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ เกรงว่ามันจะพาประเทศไปสู่วิกฤติใหม่ๆ ได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องแบบนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในภาครวมอย่างแน่นอน เอาเฉพาะหน้าแค่เรื่องการรับรอง ส.ส. ยังไม่ต้องไปถึงการตั้งรัฐบาล ซึ่งประเมินแล้ว มีเสียงที่ก้ำกึ่งมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศอยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะมันส่งผลต่อเสถียรภาพในการบริหารประเทศของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเว็บไซต์สำนักข่าวบลูมเบิร์กในสหรัฐรายงานบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์การเมืองไทยจะเกิดความแตกแยกกันจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบรัฐสภา นำไปสู่ความขัดแย้งกันเหมือนเมื่อครั้งในอดีต ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนในทางการเมืองของไทยข้างต้น ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยโดยตรง โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ การที่คะแนนเสียงสองฝ่ายนั้นใกล้เคียงกัน ก็สะท้อนในตลาดหุ้นชัดเจน โดยภาวะหุ้นเปิดตลาดในวันที่ 25 มี.ค. พบว่าดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 10 จุด โดยเปิดตลาดดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,634.96 จุด ก่อนรูดลงอย่างรวดเร็วไปแตะที่ 1,629.86 จุด หรือลดลง -12.00 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องเนชั่นว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าผิดคาด ประการแรกการเมืองเหลือ 2 ทางเลือกเท่านั้น ไม่อึมครึมเหมือนที่กังวล ประการที่ 2 พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนดิบมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นปัจจัยสร้างความชอบธรรมให้พรรคพลังประชารัฐสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ที่ไม่ดีเท่าไหร่คือคะแนนเสียง 2 ฝั่งที่สูสี ทำให้ไม่มีเสถียรภาพ แม้จะตั้งได้ ตลาดทุนมองว่าไม่มีเสถียรภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ ถ้าพลังประชารัฐเป็นแกนนำตั้ง ข้อดี คือ ไม่ต้องรอ 60 วัน สมาชิกวุฒิสภาโหวตให้ไหม แต่ถ้าเพื่อไทยเป็นแกนนำก็จะลุ้นว่า ส.ว.เลือกให้ไหม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเงินทุนจากต่างประเทศต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เกิน 300 ขึ้นไป แต่วันนี้ดูแล้ว 260 อาจจะสร้างความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้ารัฐบาลเกิน 300 เสียง ผมเชื่อว่าเข้าแน่นอน และเข้ามากด้วย ถ้าไม่ถึงนี่ ก็ต้องดูนโยบายเศรษฐกิจ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คะแนนเสียงที่ไม่ชนะการขาดลอยแบบนี้ ชัดเจนว่า กระทบต่อการบริหารประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ยังไม่นับเรื่องความกังขาในการนับคะแนน ซึ่งสองประเด็นนี้จะกลายเป็นปัญหาการเมือง และเมื่อไม่มีสภา ความขัดแย้งทางการเมืองจะกลับมาสู่ท้องถนนอีกครั้ง ซึ่งนี่คือความอันตราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นนี้เองภาคเอกชนอย่างหอการค้าไทย โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานฯ ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า แม้ใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ได้ไม่สำคัญ แต่หลังการเลือกตั้งขอให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจดำเนินธุรกิจได้ เพราะเท่าที่มีการสอบถามนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการให้เดินหน้าโครงการต่างๆ จากรัฐบาลชุดก่อน เช่น โครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่า นักลงทุนต้องการความสงบ ฉะนั้นสิ่งที่จะคลี่คลายปมปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ ก็คือความชัดเจนของ กกต. เพื่อการเดินหน้าการจัดตั้งรัฐบาล และนำประเทศไปสู่ความสงบ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านขุนน้อย, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าเร่งประมูล5จี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานโมบาย เวิลด์ คองเกรส (MWC) มหกรรมแสดงสินค้าสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไฮเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเพิ่งจบไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นไฮไลต์น่าติดตามคงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยีสื่อสารยุค 5จี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะในปี 2019 ถือเป็นปีแห่งการทดลองใช้บริการ 5 จีในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น ที่ถือเป็นประเทศหัวหอกในการผลักดันการให้บริการเทคโนโลยี 5 จี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลให้ภายในงานมีการนำเทคโนโลยี 5 จี มานำเสนอด้วยความน่าสนใจ โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นถึงการนำเอา 5 จีไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของโลก อย่าง หัวเว่ย ซัมซุง เสี่ยวหมี่ และอีกหลากหลายค่าย ก็นำเสนอโทรศัพท์มือถือรุ่นที่รองรับ 5 จี ออกมาอย่างมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การผลักดันเทคโนโลยี 5 จี ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวอุปกรณ์รับสัญญาณ อุปสรรคใหญ่ของมันก็คือจำนวนเงินลงทุนของผู้ให้บริการโครงข่ายมากกว่า เพราะว่าการจะเปิดบริการ 5 จีนั้น ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก ซึ่ง GSMA สมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือจากทั่วโลกได้เปิดเผยว่า การเดินหน้า &amp;nbsp;5 จี ในยุโรปต้องใช้เงินลงทุนราว 5.68 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 17 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าการลงทุนโครงข่ายนั้นจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งค่าคลื่นและจำนวนคลื่นที่จัดสรรให้จะต้องมีเพียงพอต่อการใช้งานนั้น ก็เป็นความท้าทายว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดการอย่างไร เพราะโจทย์การใช้งานของ 5 จี นั้นแตกต่างกับของยุค 3 จี และ 4 จี ค่อนข้างมาก เนื่องจาก 5 จี มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานท่องอินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชัน แต่มันถูกออกแบบมาทำงานกับอุปกรณ์ IOT ซึ่งแน่นอนในเวลานี้ถามว่าจะเอา 5 จี มาใช้ทำอะไรที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ ยังตอบไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องที่นอกเหนือการใช้งานของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันเป็นเรื่องของการสร้างระบบอัจฉริยะต่างๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, การผ่าตัดทางไกล, หรือระบบการบริหารจัดการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ของจำเป็นที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ ดังนั้นผู้ให้บริการจะต้องดูว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่แปลกใจเลยที่โอเปอเรเตอร์ทุกเจ้ามองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะประมูลคลื่นในเวลานี้ และกฎหมายของ กสทช.เองก็เป็นกับดักในเรื่องต้องหารายได้เข้ารัฐมากที่สุด ทำให้ยังไม่มีความแน่นอนเลยว่า ราคาคลื่นจะแพงมาก แพงน้อยขนาดไหน และที่สำคัญจะต้องดู Use case การใช้งานจริงๆ ว่ามันทำอะไรได้บ้าง และผู้ใช้งานยินดีจะจ่ายเงินเพื่อใช้มันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้รออีก 2-3 ปีก็ยังไม่สาย และ 4จี ในปัจจุบันก็ตอบสนองความต้องการการใช้งานในเวลานี้ได้หมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในกลุ่มประเทศที่ได้นำร่อง 5 จี นั้น ที่เขาเดินหน้าไปได้ เพราะเขาไม่ได้ตั้งต้นกระบวนการแบบเรา เนื่องจากเขารู้ดีว่าหากเก็บต้นทุนค่าคลื่นแพงเกินไป 5 จี ก็ไม่เกิด ดังนั้นในหลายประเทศชั้นนำก็เลือกที่จะแจกคลื่นฟรีๆ หรือประมูลในราคาที่ต่ำมาก เพื่อไปให้เอกชนทดลองทำบริการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การที่ กสทช.จะเร่งนำคลื่นออก 700 MHZ ออกมาประมูลในช่วงนี้ และสร้างเงื่อนไขให้ไปเกี่ยวพันกับธุรกิจทีวีดิจิทัล เป็นเหมือนการเอาสองเรื่องมารวมกัน ซึ่งมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ทั้งสองอุตสาหกรรมได้ ยิ่งล่าสุดการจะขอรัฐบาลใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ออกไปจากกำหนดระยะเวลาเดิมเพื่อจะได้มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับเตรียมพร้อมการประมูลคลื่นความถี่ 5 จี มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แม้จะยอมรับว่าเอกชนอยากได้ แต่ถามว่า อยากจะรีบประมูลคลื่นหรือไม่ ก็คงไม่รีบ เพราะก็คงไม่อยากจะเสียเงินเอาคลื่นมากองไว้แล้วไม่ได้ใช้งาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่ กสทช.ควรทำ คือการวางโรดแมป 5 จี ให้ชัดเจน วางแผนจัดสรรการใช้คลื่นทั้งระบบ และตั้งราคาประมูลเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพที่ชัดเจน และ กสทช.ควรทำหน้าที่ในการเป็นผู้กำกับดูแล วางกฎ กติกาที่เหมาะสมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งในเรื่องต้นทุน การวางโครงสร้างพื้นฐาน หากชัดเจนแล้ว กรณีที่ 3 เจ้ามือถือไม่ร่วมประมูล ก็ลองดูยังมีเอกชนไทยอีกหลายบริษัทที่มีทุนพร้อมที่จะเข้ามาสู่ตลาดนี้เช่นกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30484</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​, เวิลด์ คองเกรส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผชิญหน้าสู้หนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าจะผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว แต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ยังคงตามหลอกหลอน และสร้างบาดแผลให้กับอีกหลายครอบครัวจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตระกูล &amp;ldquo;ถาวรว่องวงศ์&amp;rdquo; นักธุรกิจชื่อดังของภูเก็ตก็เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่เจ็บปวดกับเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะการลงทุนที่กู้ยืมมาในการขยายธุรกิจ ทั้งกิจการโรงแรม กิจการโรงภาพยนตร์ และธุรกิจโชว์รูมรถในจังหวัดภูเก็ต ดันเจอปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และเกิดเป็นหนี้เสียมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งแต่ผมอายุ 7 ขวบ ผมก็เห็นคุณพ่อผมวิ่งวุ่นเจรจาขอประนอมหนี้กับ บสท.มาตลอด ขนาดผ่านมา 20 ปีก็ยังเป็นเหมือนเดิม ตอนผมกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ผมต้องเจอกับหนี้สินมหาศาลที่แบกเอาไว้ และยังพบว่าธุรกิจของเราขาดสภาพคล่องอย่างหนัก นับเงินรวมในบัญชีมีไม่ถึง 5 ล้านบาท ตอนนั้นยอมรับว่ารู้สึกเสียวสันหลังวูบ เราจะอยู่กันได้อย่างไร&amp;rdquo; นายเลิศ ถาวรว่องวงศ์ กรรมการบริหาร โรงแรมในเครือถาวร โฮเทล แลนด์ รีสอร์ท กล่าวรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคสการจัดการปัญหา เพื่อรักษาธุรกิจของถาวรว่องวงศ์ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ จัดเป็นการคัมแบ็กทางธุรกิจที่มหัศจรรย์เคสหนึ่งของวงการธุรกิจไทยเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเคลียร์ปัญหาหนี้สินได้เบาบางลงไปได้แล้ว ยังสามารถรักษาชีวิตของธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนจากเคยขาดทุนมากว่า 20 ปี จนปิดตัวเลขเป็นบวก และมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเลิศ นักธุรกิจหนุ่มวัยเพียง 28 ปี สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาทางการเงิน ที่ยึดถือเป็นภาระหน้าที่หลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนผมจะกลับมาทำงาน ผมคุยกับคุณพ่อว่า ต้องขายธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ออกไป ซึ่งตอนนั้นหนี้จากธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ถึง 3,000 ล้านบาท และหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้มีราวๆ 1,000 ล้านบาท ตอนนั้นผมยื่นคำขาดกับครอบครัวว่า ถ้าไม่ขาย ธุรกิจครอบครัวก็จะจบที่รุ่นสุดท้ายของคุณพ่อและผมจะไม่ทำแล้ว และสุดท้ายทางครอบครัวก็ยอมรับการตัดสินใจของผม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักการแก้วิกฤติของผม คือ การบริหารจัดการเงินสด และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ ตอนนั้นพอครอบครัวตัดสินใจตัดขายทรัพย์สินและเริ่มเคลียร์หนี้สิน ในอีกด้านเราก็เริ่มอีกด้าน ในการบริหารธุรกิจที่มีรายได้ของครอบครัวเรา นั้นก็คือ ธุรกิจโรงแรมถาวร ปาล์ม บีช รีสอร์ท ภูเก็ต และโรงแรมถาวรบีช วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ สปา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนเริ่มบริหารโรงแรมผมจำได้ว่า เรามีเงินสดในการจัดการธุรกิจเพียง 5 ล้านบาท ผมเดินไปที่โรงแรมของผม มีแขกเข้าพักเพียง 9% จำได้ว่าเงียบเหงามาก ตอนนั้นผมตั้งเป้าหมายว่า จะต้องทำให้ธุรกิจโรงแรมกลับฟื้นขึ้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ผมเริ่มทำเป็นอันดับแรกก็คือ ลดรายจ่าย ผมไล่ดูงบบัญชีทุกตัวและจัดการทุกปัญหา โดยใช้งบการเงินเป็นคู่มือ ตอนนั้นผมปิดห้องอาหารโรงแรมที่ไม่มีคนมาใช้บริการ และคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก จากนั้นผมก็เริ่มต้นกับการหารายได้ ด้วยการลุยสร้างความสัมพันธ์กับเอเยนต์ทุกเจ้า และเราไม่เกี่ยงราคาห้อง ขอให้ขายได้ มีคนเข้าพัก เพราะธุรกิจโรงแรมมันมีต้นทุนตายตัวในทุกวัน ดังนั้นไม่ว่าจะได้มากหรือได้น้อย ผมขอให้มีคนเข้าพักก่อน ด้วยวิธีการดังกล่าว ทำให้อัตราการเข้าพักของเราไม่เคยต่ำกว่า 80% ตลอดทั้งปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และด้วยแนวทางการลงรายละเอียดการบริหารทุกขั้นตอน ทำให้เพียงปีที่สามของการบริหารของเลิศ ก็ทำตัวเลขรายได้เพิ่มขึ้นตลอด และได้เห็นตัวเลขกำไรครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจมา ซึ่งแนวทางการบริหารจากนี้ เขาก็ยังใส่ใจกับการเคลียร์ตัวเลขหนี้สินอีกพันกว่าล้านที่เหลืออยู่ รวมถึงบริหารสภาพคล่องของธุรกิจให้เพียงพอกับการบริหารงาน 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้บริหารหนุ่มชี้ว่า การที่ธุรกิจมีสภาพคล่องมากพอทำให้หลับสบาย และทำให้อนาคตสามารถขยายธุรกิจต่อไปได้ แต่ที่สำคัญมาก ที่เขาระมัดระวังที่สุด คือ การสร้างหนี้ เพราะเรียนรู้แล้วว่า หนี้มาก ไม่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจดีขึ้น แต่การรักษากระแสเงินสดต่างหากคือสิ่งสำคัญ และจากนี้การขยายการลงทุนก็จะเน้นต่อยอดจากที่มี และไม่ก่อหนี้อย่างไม่จำเป็นอีกต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20965</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
