<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เตือนสติอย่าอ้างโซเชียลฯเป็นพื้นที่ส่วนตัวโพสต์ละเมิดสิทธิผู้อื่นถูกดำเนินคดีหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย.64-พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่อาจารย์โรงเรียนแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความไม่เหมาะสมในสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้ข้อความลักษณะลามกอนาจาร และมีการนำภาพนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนและภาพผู้อื่นประกอบข้อความ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ว่า อยากจะฝากเตือนสติผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ทุกแพลตฟอร์ม หลายท่านอาจเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว และมีสิทธิเสรีภาพในการใช้งาน แต่ขอให้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนจะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็น แม้การโพสต์สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นการโพสต์พูดคุยกันแบบส่วนตัว ตั้งค่าเป็นแบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะเพื่อน , เพื่อนทุกคนยกเว้น... , เพื่อนที่เจาะจง&amp;nbsp; รวมทั้งใน &amp;rdquo;กลุ่มปิด&amp;rdquo; ก็ตาม&amp;nbsp; อาจมีโอกาสที่เพื่อนบางคน หรือ สมาชิกที่อยู่ในกลุ่ม แคปรูปหรือข้อความ ออกมาเผยแพร่ส่งต่อให้ผู้อื่น ซึ่งทำให้บุคคลภายนอกได้เห็น และอาจมีการนำไปเปิดเผยต่อสาธารณะ จนส่งผลกระทบต่อหน้าที่อาชีพการงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญการโพสต์เหล่านั้นอาจมีผลด้านกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีได้ถ้าเป็นการละเมิดบุคคลอื่น เช่น นำภาพผู้อื่นหรือตัดต่อภาพผู้อื่นมาประกอบข้อความที่ทำให้บุคคลในภาพได้รับความเสียหาย หรือ โพสต์หรือแชร์ข้อความทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ในเรื่องการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือหากเป็นนำเข้าภาพผู้อื่นที่เกิดจากการตัดต่อ/ดัดแปลง เป็นเหตุให้บุคคลในภาพได้รับความเสียหาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์&amp;nbsp; กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ จึงอยากแนะนำข้อควรปฏิบัติในการโพสต์ข้อความหรือภาพในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อไม่เป็นการละเมิดกฎหมาย ดังนี้1.ขณะโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ควรมีสติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ในขณะมึนเมา หรืออยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ เช่น โกรธ เป็นต้น 2.คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ข้อมูลว่าสิ่งที่กำลังจะโพสต์หรือแชร์เป็นความจริงหรือไม่ และ หากโพสต์หรือแชร์ไปแล้วจะมีบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ไม่นำภาพผู้อื่นมาประกอบการโพสต์ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะภาพที่จะทำให้ผู้นั้นได้รับเสียหาย 4.ศึกษาทำความเข้าใจกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อที่จะไม่ละเมิดกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องหมิ่นประมาท ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 14 หรือ การนำเข้าภาพผู้อื่นสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่เกิดจากการตัดต่อดัดแปลง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตามมาตรา 16 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวปิดท้าย ขอให้พี่น้องประชาชนเล่นโซเชียลฯ อย่างมีสติ และสร้างสรรค์ ด้วยความปรารถนาดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106018</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, ละเมิดสิทธิ, สื่อสังคมออนไลน์, หมิ่นประมาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2eb49c5031.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โรม&#039;โวยจะมีศาลไปทำไมถ้าเอาผู้ต้องสงสัยไปสำเร็จโทษล่วงหน้าและอยู่เหนือการตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 เม.ย.64 - นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า เมื่อวานนี้ (8 เมษายน 2564) ที่ศาลอาญารัชดา ได้เกิดเหตุการณ์ที่จำเลยคดีชุมนุมทางการเมือง #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร จำนวน 21 คน ขอถอนทนายความที่ช่วยสู้คดี เพื่อประท้วงต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นการไม่ให้ประกันตัวโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย, การละเมิดสิทธิในการปรึกษาหารือกันในทางคดีอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นความลับระหว่างทนายความและลูกความ, การคุกคามทนายความโดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์, การกีดกันไม่ให้ครอบครัวของจำเลยเข้าพบจำเลยหรือเข้าฟังการพิจารณาคดี ทั้งที่ศาลไม่ได้สั่งให้พิจารณาเป็นการลับ ทำเสมือนว่าห้องพิจารณาของศาลได้กลายเป็นคุกอีกแห่งหนึ่งไปเสียแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่าสังคมเราพูดกันมามากพอแล้วถึงเรื่องของการไม่อำนวยความยุติธรรมในการดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง พูดกันมาจนเสียงแหบแห้ง บางคนถึงกับยอมทรมานตัวเองอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบเดือนเพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาคือบรรดาบุคลากรของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, อัยการ, ศาล หรือราชทัณฑ์ ต่างไม่เคยรับฟัง การกระตุ้นเตือนใดๆ แม้กระทั่งที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่เคยปลุกมโนธรรมสำนึกของพวกเขาได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ ระบุว่า จำเลยเหล่านี้ ที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพวกเขาพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างซื่อตรง ไม่คิดหลบหนี ไม่คิดที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือขัดขวางการพิจารณาคดี ไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าจะไปทำอันตรายต่อใครๆ แต่แค่เพียงจะตระหนักว่าพวกเขายังเป็นบริสุทธิ์ต่อหน้ากฎหมาย มีสิทธิที่จะสู้คดีอย่างเต็มที่โดยปราศจากซึ่งพันธนาการ มีสิทธิได้อยู่กับครอบครัว ได้ใช้ชีวิตอย่างคนปรกติทั่วไปตราบที่ยังไม่พิพากษาถึงที่สุดว่าผิดจริง แค่เพียงเท่านี้ กระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ยังให้ไม่ได้ แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าศาลมีอิสระ ไม่ถูกบงการจากคนนอกที่อยู่เบื้องหลังอย่างที่มีข่าวลือออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แล้วจะมีศาลไปทำไม ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ต่างจากการเอาผู้ต้องสงสัยไปสำเร็จโทษล่วงหน้าแล้ว แล้วจะยังให้เรายอมรับสถานะของศาลที่ลอยตัวอยู่เหนือการตรวจสอบจากองค์กรอื่นได้อีกหรือ ในเมื่อคนทั่วไปทำผิดก็ยังมีศาลคอยพิพากษา องค์กรทางการเมืองอื่นๆ ทำผิดก็ยังมีศาลคอยวินิจฉัย แล้วถ้าศาลทำผิดบ้าง ทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งเสียเอง ใครจะเป็นคนตัดสิน เราจะยอมรับให้ศาลตัดสินตัวเองได้หรือ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ศาลอ้างมาโดยตลอดว่ากิจการของศาลต้องให้ศาลตรวจสอบกันเอง แต่ทุกวันนี้เราเห็นแล้วว่าข้ออ้างเช่นว่านี้ได้กลายเป็นการสร้างกระดองอันหนาทึบของศาลในการปกปิดและกางกั้นสังคมออกไปจากตัวเอง แล้วก็คอยชี้เป็นชี้ตายผู้คนในสังคมจากกระดองหนาทึบนั้น ศาลที่เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นโทษกับสังคม เป็นโทษกับประชาชน ดังที่เราก็ได้เห็นแล้วจากคดีผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ผ่านๆ มา และในฐานะรองเลขาธิการของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน เห็นว่าเราจะปล่อยให้สภาพอันน่าสังเวชนี้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป ทำร้ายคนรุ่นหลังต่อไปอีกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ ยังระบุช่วงท้ายว่า สำหรับในวันนี้ (9 เมษายน 2564) จะมีการยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกคุมขังอยู่จำนวน 9 คนอีกครั้ง จึงขอให้ติดตามความคืบหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98904</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, นายรังสิมันต์ โรม, ละเมิดสิทธิ, แกนนำกลุ่มราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fd6f2d514f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 18:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักศึกษา-มายด์&#039; ฟ้องแพ่งเรียกเงิน &#039;บิ๊กตู่&#039; 3.5 ล้าน หาออกพรก.ฉุกเฉินละเมิดเสรีภาพม็อบ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.63 - เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ตัวแทนกลุ่มนิสิตนักศึกษาและภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์, น.ส.หนึ่งฤทัย กิจการศุภฤกษ์ กับพวก เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับพวก เป็นจำเลย เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สืบเนื่องจากช่วงกลางเดือน ต.ค. 2563 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและยกเลิกในเวลาต่อมา ซึ่งระหว่างนั้นมีผู้ได้รับความเสียหาย และรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมได้ โดยเรียกค่าเสียหายรวม 3,500,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.หนึ่งฤทัย เปิดเผยถึงการฟ้องคดีนี้เป็นประเด็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหมือนเดิม แต่เป็นการถอนฟ้องคดีเก่า (คดีหมายเลขดำ พ5363/2563 ที่ น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ กับพวกรวม 6 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกรวม 3 คน ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2563) และทำการฟ้องใหม่เพิ่มการเรียกค่าเสียหาย เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและการเดินทาง ร่างกายและความคิด สามารถเรียกค่าเสียหายได้ และออกโดยมิชอบ โดยเรียกค่าเสียหายคนละ 5 แสนบาท เพราะคนทั่วไปไม่สามารถเดินทางโดยปกติได้จากการสั่งปิด BTS, MRT อาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผู้ชุมนุมบางคนถูกจับกุม บางคนโดนแก๊สน้ำตา และไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	&amp;#39;โรม&amp;#39; โวย &amp;#39;ไพบูลย์&amp;#39; มัดมือ ส.ส.ร.
	&amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; แขวะ 3 นิ้วเปลี่ยนมาหลายอย่าง มีอยู่อย่างเมื่อไหร่จะเปลี่ยน?
	สส.ก้าวไกล จวก &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ใช้มาตรา 112 ขัดหลัก &amp;#39;พระเมตตา&amp;#39;
	การ์ดมือยิงในม็อบ 3 นิ้วเข้ามอบตัว รับขัดแย้งส่วนตัว-ไม่มีใครจ้าง


&lt;p&gt;ด้าน นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การฟ้องเพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีเหตุในการประกาศและละเมิดสิทธิ หลายคนสงสัยว่ายกเลิกไปแล้วมาฟ้องได้อย่างไร ฟ้องได้เพราะการยกเลิกไม่เท่ากับเพิกถอน รัฐยังยืนยันว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรการต่างๆ ที่กระทบกับประชาชน ปัจจุบันนักศึกษาประชาชนที่โดนดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กว่า 30 คน ยังดำเนินการอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย กล่าวว่าการฟ้องให้เพิกถอน จึงเป็นการพยายามบอกว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของรัฐไม่ชอบ และรัฐไม่ควรอ้างความเป็นโมฆะมาดำเนินคดีอาญา ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายนักศึกษาก็เรียกค่าเสียหายจากการละเมิดเสรีภาพการชุมนุม ละเมิดเสรีภาพชีวิต ร่างกาย เพราะการจับกุมนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขั้นตอนการยื่นฟ้องว่าศาลจะรับฟ้องไว้ไต่สวนหรือไม่ ขณะเดียวกันเราได้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลจะนัดไต่สวนคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในวันนี้ (27 พ.ย.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีเหตุสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา แยกเกียกกาย วันที่ 17 พ.ย. 2563 จะมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า เหตุการณ์วันอื่นๆ เรากำลังทยอยดำเนินคดีต่อไป ได้มาเจอกันแน่ คนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทั้งหมดสามารถมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งสิ้น อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ถ้านักข่าวมีข้อมูลหลักฐานเหตุการณ์วันที่ 17 พ.ย. หรือเหตุการณ์อื่นที่มีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมก็ส่งมาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่ยื่นฟ้องใหม่นี้ มี น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำคณะราษฎร 2563 เพิ่มขึ้นมาเป็นโจทก์ที่ 1 (ไม่ได้เดินทางมาขณะยื่นฟ้อง), น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ เป็นโจทก์ที่ 2 กับพวกโจทก์เดิม รวมเป็น 7 คน และเพิ่มจำนวนจำเลยประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., สำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง รวม 6 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายหลังยื่นฟ้องคดี ศาลแพ่งได้ไต่สวนโจทก์ทั้ง 7 ในช่วงบ่าย เรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โดยต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล พร้อมรับคำฟ้องไว้นัดชี้สองสถานในวันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 9.00 น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85214</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.ฉุกเฉิน, ละเมิดสิทธิ, ศาลแพ่ง, เรียกร้องค่าเสียหาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc0a5897a903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสี่ยอ๋อย&#039;ซัดรัฐบาลสั่งรถไฟฟ้าหยุดวิ่งละเมิดสิทธิเอกชน-ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.63-นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang เรื่อง &amp;quot;รถไฟฟ้าหยุดวิ่ง ปัญหาอยู่ที่ไหน&amp;quot; ระบุว่า เมื่อวานนี้รถไฟฟ้า MRT และ BTS หยุดวิ่งกันหมด พอนักศึกษาประกาศชวนให้คนไปรวมตัวกันที่บางสถานี ก็มีการปิดสถานีต่างๆ ต่อมาก็ปิดมากขึ้น จนปิดแทบทั้งระบบ ทั้งๆ ที่นักศึกษาเขาไม่ได้จะไปทำอะไรกับรถไฟฟ้าหรือสถานีต่างๆ แต่อย่างใดเลย เข้าใจว่ารัฐบาลก็รู้ว่านักศึกษาไม่ได้คิดจะทำอะไรไม่ดีกับรถไฟฟ้า แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปจุดชุมนุมได้สะดวก จึงสั่งให้รถไฟฟ้าหยุดบริการ ปัญหาคือการหยุดบริการรถไฟฟ้าทั้งระบบแบบนี้ทำให้คนเดือดร้อนกันทั้งกรุงเทพฯ-ปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ ระบุว่า ล่าสุดวันนี้รัฐบาลก็สั่งให้หยุดบริการบางสถานีอีก จึงมีคำถามว่ารัฐบาลมีอำนาจจะสั่งให้รถไฟฟ้าหยุดให้บริการได้ตามอำเภอใจจริงหรือ รถไฟฟ้าเป็นบริการขนส่งสาธารณะ มีระบบสัมปทาน ซึ่งหมายความว่าผู้รับสัมปทานจากรัฐจะต้องให้บริการประชาชนตามสัญญาที่ให้ไว้ บริการสาธารณะนี้ครอบคลุมผู้ใช้นับล้านคน ที่พึงได้รับบริการ การจะหยุดให้บริการจึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีสาเหตุจำเป็นยิ่งยวด ไม่ใช่นึกจะหยุดก็หยุด ส่วนรัฐบาลก็ไม่ใช่นึกจะสั่งให้หยุด ก็สั่งโดยไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสั่งให้รถไฟฟ้าหยุดบริการเพื่อสกัดกั้นการชุมนุมที่กำลังต่อต้านรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี แม้จะอ้างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ไม่ควรจะมีอำนาจสร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นล้านๆ คนได้โดยไม่มีเหตุจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในอดีตเคยมีการร้องต่อศาลให้ยกเลิกคำสั่งที่รัฐบาลออกโดยอาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลายเรื่องก็ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผล แต่ก็ถือว่าเคยเกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง กรณีนี้มีเหตุผลอย่างมากที่ระบบกฎหมายของประเทศนี้ไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลทำความเสียหายเดือดร้อนให้กับทั้งประชนและภาคเอกชนแบบนี้ ถ้ามีใครร้องต่อศาลก็น่าสนใจว่าผลจะออกมาอย่างไร ถ้าระบบกฎหมายปัจจุบันไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้ ต่อไปก็ต้องแก้กฎหมายคือตัว พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้เสียใหม่ ไม่ให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรฉุกเฉินร้ายแรงและต้องให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้กฎหมายนี้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องร้องต่อศาลได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ แต่เฉพาะหน้าคงต้องโต้แย้งกันด้วยเหตุผลและให้การเมืองจัดการกับการเมืองไปก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ ระบุว่า ข้อสรุปก็คือการที่รถไฟฟ้าหยุดบริการไม่ใช่เกิดจากการกระทำของนักศึกษา การที่รัฐบาลสั่งให้รถไฟฟ้าหยุดให้บริการเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายละเมิดสิทธิของทั้งเอกชนและประชาชนโดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็น เป็นการลุแก่อำนาจ การอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเองก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ต้องรับผิดต่อความเสียหายครั้งนี้และต้องยุติการสร้างความเสียหายขึ้นอีกคือรัฐบาล โดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ที่สนใจแต่รักษาอำนาจของตนเองโดยไม่เคยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80998</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรนต์  ฉายแสง, ม็อบ, รถไฟฟ้า, รัฐบาล, ละเมิดสิทธิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6d463629a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการเรียกร้องสังคมบอยคอตสื่อปั่นดราม่าน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิ-ล้ำเส้นจรรยาบรรณ จี้รัฐลงโทษจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.63 -ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน ในเวทีเสวนา &amp;ldquo;ข่าวเลยเถิดละเมิดสิทธิ ปั่น ดราม่า มอมเมา สังคมไทยควรทำอย่างไร&amp;rdquo; จัดโดย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีสื่อทีวีดิจิทัล 2 ช่อง นำเสนอข่าวการเสียชีวิตน้องชมพู่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเชื่อมโยงเรื่องไสยศาสตร์นั้น ถือเป็นการสร้างมลพิษในพื้นที่ข่าวให้กับสังคม นำเสนอความขัดแย้ง ขยายบาดแผล ขยี้ปมเรื่องส่วนตัว ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่ยกระดับข่าวให้เกิดการกระตุ้นเตือนสังคม หรือถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้กระทำซ้ำ ดังนั้นควรมีกลไกคัดกรองคนทำสื่อ เพราะสื่อทำหน้าที่เหมือนตะเกียงและกระจก คอยส่องทางสะท้อนภาพสังคมที่เกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สื่อสารมวลชนที่ดี ไม่ควรคิดเพียงประโยชน์ส่วนตัว หรือ ยอดรีวิว ยอดแชร์ เรียกเรตติ้ง เช่น บางสำนัก จับน้องสะดิ้งออกมาสัมภาษณ์ขณะที่อยู่ในห้องเรียน โดยไม่ขออนุญาตผู้ปกครอง ถือว่าไม่สมควร ละเมิดสิทธิ สื่อผิดชัดเจน เพราะน้องยังเป็นเยาวชน และตามหลักสากลเด็กควรถูกกันตัวออกจากการเป็นแหล่งข่าว ดังนั้นหลักการสัมภาษณ์ ควรสอบถามบุคคลที่ 3 ที่ทำงานกับเด็ก เช่น นักสหวิชาชีพ นักจิตวิทยา ตำรวจ และนักพัฒนาสังคม เพราะเป็นประเด็นเปราะบาง อาจสร้างปมในใจให้เด็กไปตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าวหากมีการร้องเรียน บทลงโทษขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละองค์กร โทษเบาแค่ตักเตือน ลดเงินเดือน หรือหยุดแพร่ภาพ ส่วนโทษหนัก ปลดออกและเสียค่าปรับ ซึ่งการลงโทษสื่อยังไม่ใช่ทางออกทั้งหมด บางคนอาจกลับมาทำความผิดซ้ำ เพราะสื่อบางสำนักยังอยู่ภายใต้อำนาจทุน จึงฝากถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อต้องทำงานเชิงรุก ฝึกอบรมจริยธรรม สอบวัดมาตรฐานวิชาชีพ ที่สำคัญ กสทช. ต้องผลักดันเรื่องนี้ให้กลายเป็นวัฒนธรรม ส่วนภาคการศึกษา ต้องปลูกฝังเรื่องจริยธรรมในทุกหลักสูตร&amp;rdquo; อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา ณ นคร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การนำเสนอข่าวของสื่อต่อคดีนี้ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศอื่นๆ หากมีการสัมภาษณ์เด็ก ถือว่าผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ การขยายประเด็นข้อมูลที่เกินความจำเป็น อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในตัวเด็กและครอบครัว ส่งผลต่อความยากลำบากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการจำลองภาพความรุนแรง (Immersive Graphic) ลำดับขั้นตอนการล่วงละเมิดทางเพศและเผยแพร่ภาพจำลองที่ไม่เหมาะสม เกินความจำเป็น เท่ากับสร้างแรงกดทับ ซ้ำเติม และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง รวมถึงครอบครัว ที่สำคัญหลังจากข่าวนั้นๆซาลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรงในชุมชน ใครจะรับผิดชอบในการแก้ไขเยียวยาเพราะสื่อมาแล้วก็ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันเลยเถิดข้ามเส้นจรรยาบรรณและความถูกต้อง จนความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ของเด็ก ครอบครัวและชุมชน ถูกแปรมารับใช้เรตติ้ง เป็นราคาทางเศรษฐกิจของบางอาชีพไปแล้ว แทนที่จะรักษาความเป็นธรรมให้เหยื่อ ให้ผู้เสียหาย เราก็แพ้กระแสสังคมที่โหมกระหน่ำ พึ่งใครไม่ได้ ไสยศาสตร์จึงชนะขาดลอย&amp;rdquo; นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทิชา กล่าวด้วยว่า กสทช. ต้องเร่งตรวจสอบการเผยแพร่ข่าว ว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าข่ายมอมเมาประชาชน ให้เล่นการพนัน ใบ้หวยหรือไม่ หากพบความผิดจริงขอให้ดำเนินคดีตามมาตรา พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ &amp;nbsp;และหากมีความผิดซ้ำซากต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด ขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ช่วยให้ความสำคัญและมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้&amp;rdquo;นางทิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า สื่อหลายสำนักพยายามแข่งขันเรียกเรตติ้ง โดยเฉพาะรายการข่าวที่ปัจจุบันเริ่มล้ำเส้นเรื่องสิทธิเพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังใช้กราฟฟิกเล่าเรื่องให้คนดูคล้อยตาม จนสังคมเกิดการตั้งคำถาม &amp;ldquo;คนไทยได้อะไรจากสื่อ&amp;rdquo; เมื่อข่าวอาชญากรรมเกิดการผลิตซ้ำ เร่งเร้าให้เห็นภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้คนบางกลุ่มเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบและยังกระทบสิทธิผู้ตกเป็นข่าว อย่างกรณีล่าสุดคดีน้องชมพู่ผู้ตกเป็นข่าวเป็นเด็กและเยาวชน ในด้านสิทธิมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน แต่สื่อบางช่องไม่สนใจ กลับตีแผ่ข่าวล้ำสิทธิเรียกยอดรีวิว ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สร้างความหวาดระแวงให้คนในชุมชน ก่อปัญหา มากกว่าสร้างสรรค์ ยังไม่เห็นหน่วยงานที่มีข้อบังคับด้านกฎหมายออกมาเอาผิดสื่อ ทุกคนมองเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกระตุ้นให้ผู้บริโภคสื่อออกมาแสดงพลัง จี้จุดอ่อนของสื่อคือเอเจนซี่และแรงกดดันทางสังคม สื่อถูกปลูกฝังให้กำกับดูแลกันเอง กำกับจริยธรรมกันเอง ลงโทษกันเอง ซึ่งในความเป็นจริงบทลงโทษยังใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นอาจต้องสร้าง New Normal คุ้มครองสิทธิเด็ก หรือรอเปลี่ยนผ่านของ New Gen ที่ตื่นตัวเรื่องสิทธิ ความเป็นมนุษย์ เช่น ออกแถลงการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับกลไกลที่จะใช้ได้ผลในระยะยาว คือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง ยื่นหนังสือถึงบริษัทโฆษณา เรียกร้องให้ไม่สนับสนุนสื่อที่ละเมิดสิทธิเด็ก รวมถึงการหาแนวร่วมองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดวาระที่ใหญ่ขึ้น&amp;rdquo; นางสาวสุภิญญา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เนื่องจากสังคมไทยยังคงเป็นสังคมอำนาจนิยมแบบชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ทำให้สื่อบางส่วนได้รับอำนาจความคิดแบบนี้ จึงนำเสนอข่าวในทิศทางที่มีอำนาจเหนือกว่า สนใจประเด็นที่คนดูและติดตามเป็นหลักเพื่อเรียกเรตติ้ง เปิดเผยหมด ว่าใครทำอะไรอยู่ที่ไหนยังไง ชี้นำจนทำให้เสียรูปคดี &amp;nbsp;หรือกรณีข่าวข่มขืน ก็พยายามเบนประเด็น โค้ดคำพาดหัว ว่าผู้ถูกข่มขืนไม่ได้บริสุทธิ์จริง เป็นคนที่ชอบผู้ชาย ชอบเงินต่อรองเรียกผลประโยชน์ แต่งตัวโป้ เป็นต้น จนทำให้คนเสพสื่อมีความคิดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายผิดมากกว่าไปแล้ว ยังไม่นับบรรดาละครทีวีต่างๆที่มีฉากพระเอกข่มขืน นางเอก ฉากตบตี ทำร้าย คุกคามทางเพศกันเป็นว่าเล่น &amp;nbsp;มาช่วยผสมโรงจนกลายเป็นความเสื่อมอย่างที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมาคมสื่อ ต้องตรวจสอบและประเมินผล จัดให้เกรด หรือเรตติ้ง เพื่อให้ประชาชนได้เลือกบริโภคสื่อองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆต้อง ยกระดับกลไกกำกับดูแลสื่อให้มีมาตรการที่เข้มและเป็นจริงมากกว่านี้ อย่าให้ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษหมดสภาพ ต้องประเมินและมีบทลงโทษอย่างจริงจัง รวมไปถึงสื่อออนไลน์ต้องมีกลไกกำกับดูแลเช่นกัน ส่วนประชาชนต้องช่วยกันแสดงออก ด้วยการปฏิเสธ ไม่สนับสนุนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ ละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือมุ่งมอมเมาประชาชน หรือแม้กระทั่งการมีองค์กรไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย เช่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ต้องใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ฟ้องร้องเอาผิดกับสื่ออย่างจริงจัง&amp;rdquo; นายจะเด็จ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71301</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้องชมพู่, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว, ละเมิดสิทธิ, เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ( Active Youtg)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c037d41115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 07:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 07:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯสุดทน!ตบกะโหลก&#039;ฮิวแมนไรทส์&#039;มั่วข้อมูลสิทธิมนุษยชนในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 ก.ค.62 - สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกคำชี้แจงที่ ๑/๒๕๖๒กรณีรายงานสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยขององค์กรฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่องค์กรฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ (Human Rights Watch : HRW) เผยแพร่รายงานสรุปสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ครั้งที่ ๒๙ ประจำปี ๒๕๖๒ (World Report 2019) ซึ่งมีการนำเสนอสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในช่วงปี ๒๕๖๑ อยู่หลายประเด็น นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พิจารณาแล้วเห็นว่า รายงานดังกล่าวมีการระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่อาจไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมกสม. จึงได้ตรวจสอบเพื่อชี้แจงหรือรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อกรณีตามรายงานข้างต้นเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗ (๔) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖ (๔) และมาตรา ๔๔ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาพรวม กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รายงานสรุปสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยขององค์กรฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ ประจำปี ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงปี ๒๕๖๑ ได้นำเสนอเนื้อหาหลายประการที่เป็นประเด็นเดียวกับที่ปรากฏในรายงานฉบับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีบางเรื่องที่ กสม. ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมและได้มีการชี้แจงไปแล้ว ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายและการทรมาน กรณีเหตุการณ์ประท้วงทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ การแก้ไขกฎหมายที่ทำให้ กสม. ขาดความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ กรณีความรุนแรงและการปฏิบัติที่มิชอบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรณีนโยบายปราบปรามยาเสพติด ทั้งนี้ ในประเด็นดังกล่าว กสม. ขอยืนยันข้อมูลตามคำชี้แจงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ ๑/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาในรายงานสรุปสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ประจำปี ๒๕๖๑ ส่วนอื่น ๆ นั้น กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า มีบางเรื่องที่รายงานข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม จึงได้ทำการตรวจสอบและจัดทำคำชี้แจง รวมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นดังกล่าวดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. เสรีภาพในการแสดงออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๑ กรณีที่รายงานว่า รัฐบาลชะลอการยกเลิกมาตรการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างเข้มงวด ทั้งที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ ๒๒/๒๕๖๑ เรื่อง การให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมีผลให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. จำนวนหลายฉบับ รวมทั้งการยกเลิกความผิดฐานมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า ๕ คนขึ้นไปตามข้อ ๑๒ ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ทำให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป และปัจจุบันก็มีการเลือกตั้งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๒ กรณีที่รายงานว่านักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างน้อย ๑๓๐ คน ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดถูกดำเนินคดีในข้อหาชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย และบางคนถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นจากการเรียกร้องอย่างสงบ ให้รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งโดยไม่ให้มีการชะลอออกไป และให้ยกเลิกมาตรการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๖๑ ดังกล่าวข้างต้น ได้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ &amp;nbsp;ทำให้ศาลจำหน่ายคดีในข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พบว่าในบางกรณีที่รัฐสกัดกั้นการชุมนุม ผู้จัดการชุมนุมได้ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เช่น การจัดกิจกรรม &amp;ldquo;We Walk&amp;hellip;เดินมิตรภาพ&amp;rdquo; ของเครือข่ายประชาชน People Go Network เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๑ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะเป็นการปิดกั้น ขัดขวางการใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย รวมทั้งให้ดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ดูแลการชุมนุมสาธารณะและรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยเคร่งครัด เป็นผลให้กิจกรรมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จนแล้วเสร็จ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.๑ กรณีที่รายงานว่ามีการจับและควบคุมตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกว่า ๒๐๐ คนจากเวียดนาม กัมพูชา และปากีสถานในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มีสภาพเลวร้าย มีการแยกเด็กกว่า ๕๐ คน ออกจากพ่อแม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในประเด็นแยกเด็กออกจากบิดามารดาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MoU) เรื่องการกำหนดมาตรการและแนวทางแทนการกักตัวเด็กไว้ในสถานกักตัวคนต่างด้าวเพื่อรอการส่งกลับเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๒ เพื่อไม่ให้มีการคุมขังเด็กในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามนโยบายของรัฐบาล การจัดทำ MoU มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและแนวทางปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการไม่กักตัวเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีไว้ในสถานกักตัวฯ โดยจะจัดให้เด็กและมารดาอยู่ในบ้านพักเด็กและครอบครัวของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรภาคเอกชน หรือองค์กรภาคประชาสังคม และหามาตรการในการช่วยเหลือในระยะยาว และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีระบบคัดกรองคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการจัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองและคุ้มครองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. ....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.๒ กรณีที่รายงานว่าสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย (NFAT) ซึ่งมีอิทธิพลได้รณรงค์ต่อต้านการให้สัตยาบันและการดำเนินงานตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๘๘ ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง ซึ่งจะให้ความคุ้มครองอย่างเพียงพอกับคนงานประมงที่เสี่ยงภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๑๘๘ ว่าด้วยการทำงานในภาคประมงแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๒ และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ การให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทย มีพันธกรณีต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานในภาคประมงตามที่กำหนดในอนุสัญญาฯ และต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.๓ กรณีที่รายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจัดให้ประเทศไทยอยู่ใน Tier 2 ในรายงานประจำปีว่าด้วยการค้ามนุษย์ และคณะมนตรียุโรปได้แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในเรือประมงไทย โดยได้ให้ใบเหลืองกับประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีการคว่ำบาตรทางการค้าเนื่องจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (IUU fishing)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๒ สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงชี้แจงมาเพื่อทราบทั่วกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ละเมิดสิทธิ, สิทธิมนุษยชน, ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d252d413fefc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 21:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซานฟรานซิสโกห้ามหน่วยงานรัฐใช้ระบบจดจำใบหน้า หวั่นละเมิดสิทธิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะผู้บริหารของนครซานฟรานซิสโกออกข้อบัญญัติห้ามตำรวจและหน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นจัดซื้อและใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า หวั่นเป็นอันตรายต่อสิทธิและเสรีภาพพลเมือง ถือเป็นเมืองแรกของสหรัฐที่ออกข้อบังคับห้ามการใช้ระบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล้องวงจรปิดติดตั้งหน้าอาคารหลังหนึ่งในนครซานฟรานซิสโก / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของคณะผู้บริหารนครซานฟรานซิสโกซึ่งถือเป็นเมืองหลวงด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มากมาย มีออกมาในช่วงที่สังคมอเมริกันมีความวิตกและไม่พอใจมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ระบบจดจำใบหน้า ซึ่งหน่วยงานของรัฐบาลกลางใช้มานานหลายปี และปัจจุบันก็กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการประมวลผลแบบคลาวด์ นอกจากที่ซานฟรานซิสโกซึ่งนำร่องแล้ว เมืองโอ๊กแลนด์ก็กำลังพิจารณาจะออกกฎลักษณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารของนครซานฟรานซิสโกลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เห็นชอบข้อบัญญัตินี้ด้วยคะแนน 8 ต่อ 1 เสียง และในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการชุดเดียวกันนี้จะลงมติเพื่อยืนยันอีกครั้ง ซึ่งน่าจะไม่เปลี่ยนแปลงผลของมติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อบัญญัตินี้กล่าวว่า แนวโน้มที่เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะเป็นอันตรายต่อสิทธิพลเมืองและเสรีภาพพลเมืองนั้นมีน้ำหนักเหนือกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้อย่างมีนัยสำคัญ การจดจำใบหน้าอาจทำให้ความอยุติธรรมทางเชื้อชาติแย่หนักกว่าเดิม และคุกคามความสามารถของเราที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการสอดส่องอย่างไม่หยุดหย่อนของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งห้ามนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่กำหนดนโยบายการใช้และการติดตามตรวจสอบระบบการสอดแนมของหน่วยงานท้องถิ่นใดๆ ในเมืองนี้ ในการได้มา ครอบครอง เข้าถึง หรือใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า หรือข้อมูลใดก็ตามที่ได้มาจากเทคโนโลยีจดจำใบหน้า แต่กฎหมายท้องถิ่นฉบับนี้ไม่ครอบคลุมถึงสนามบินหรือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายที่คัดค้านการใช้เทคโนโลยีนี้เกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดที่คนบริสุทธิ์ถูกชี้ตัวว่าเป็นผู้กระทำความผิด และระบบนี้อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป แต่ฝ่ายที่สนับสนุนโต้แย้งว่า เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยตำรวจปราบปรามอาชญากรรมและช่วยให้สังคมปลอดภัยขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซานฟรานซิสโก, ระบบจดจำใบหน้า, ละเมิดสิทธิ, สั่งแบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdc2359a83fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
