<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับขายหน้ากาก ‘บิ๊กแป๊ะ’สั่งเข้ม โจรฉวยโอกาส!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ตำรวจภาค 1&amp;quot; บุกยึดหน้ากากอนามัย 4 แสนชิ้น ลักลอบนำเข้ามาขายเกินราคา &amp;quot;ผู้ว่าฯ พิษณุโลก&amp;quot; นำกำลังลุยจับผู้ลักลอบผลิต-จำหน่ายแอลกอฮอล์ เจลล้างมือไม่ได้มาตรฐาน &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; สั่ง ตร.ทั่ว ปท.คุมเข้มผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเคอร์ฟิว พร้อมเร่งปราบปรามมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติม ปชช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 เม.ย. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พร้อมด้วยนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง แถลงการตรวจยึดหน้ากากอนามัยที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 4.3 แสนชิ้น แอลกอฮอล์ และเอทานอลกว่า &amp;nbsp;10,000 ลิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.สมุทรปราการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.1 จับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาที่กฎหมายกำหนด โดยก่อนเกิดเหตุได้รับแจ้งจากสายว่าสามารถติดต่อซื้อหน้ากากอนามัย ที่ขายเกินราคากฎหมายกำหนดและมีสินค้าจำนวนมาก จึงได้ติดต่อซื้อขายกับนายประเสริฐ วงค์พิพันธ์ อายุ 49 ปี จำนวน 40,000 ชิ้น &amp;nbsp;ในราคา 536,000 บาท ราคาชิ้นละประมาณ 13 บาท ขนส่งโดยรถกระบะมีตู้บรรทุกสินค้าของบริษัทลาล่ามูฟ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า เมื่อรถขนส่งสินค้ามาส่ง เจ้าหน้าที่ได้ให้คนขับรถนำกลับไปยังที่รับสินค้ามา ซึ่งเป็นห้องแถวชั้นเดียวไม่มีเลขที่ อยู่ภายในซอยฝั่งตรงข้ามปั๊มก๊าซ LPG เจริญดีแก๊ส ถนนเลขที่ &amp;nbsp;3004 ซอยตลาดน้ำคลองโยง ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล ซึ่งจากการตรวจสอบที่ห้องแถวพบหน้ากากอนามัยบรรจุอยู่ในกล่องอีก 46,000 ชิ้น และคนงาน 2 คน คือ นายพงศ์เพชร หนูสงค์ และนายธวัช &amp;nbsp;จิตรชัย ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายประเสริฐให้บรรจุหน้ากากอนามัยอยู่ที่ห้องเช่าดังกล่าว โดยได้ค่าแรงวันละ 350 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวนายประเสริฐมาสอบสวน โดยให้การว่าได้เช่าห้องแถวจำนวน 2 ห้องเพื่อใช้สำหรับรับหน้ากากอนามัยดังกล่าวมาจากพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.1 กล่าวว่า ในวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดล่อซื้อหน้ากากอนามัยจากทางออนไลน์ จำนวน 300,000 ชิ้น ราคา 4,000,000 บาท โดยนัดหมายดูสินค้าในพื้นที่ สน.ดอนเมือง เมื่อถึงเวลานายโชติช่วง ประเสริฐบูรพา พร้อมกับนายเอกสิทธิ์ เหล็กเพชร, นายธนกร ศฤงคารเจษฎา และ น.ส.ณัฐจิรา หรรษมนตร์ ได้นำตัวอย่างมาให้ดูพร้อมกับตกลงซื้อสินค้า ได้มีนายอานนท์ กลมกล่อม และนายธาดาพงศ์ เจริญเวช ขับรถยนต์กระบะตู้ทึบ ยี่ห้อนิสสัน นาวารา ทะเบียน ฒส-2279 บรรทุกหน้ากากอนามัยบรรจุในกล่องมาจำนวนทั้งสิ้น 100,000 ชิ้นออกมาพบที่นัดหมาย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนนำตัวไปตรวจค้นบริษัท เปา กรุ๊ปอินดัสตี้ จำกัด พบหน้ากากอนามัยห่อในซองพลาสติก บรรจุในกล่องอีก 200,00 ชิ้น โดยนายโชติช่วงรับสารภาพสั่งหน้ากากมาจากประเทศจีนบรรจุกล่องขายในประเทศไทยในราคาชิ้นละ 13.30 บาท จึงแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาสูงเกินสมควรของราคาสินค้าฯ, เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไม่แจ้งข้อมูล ราคาสินค้า การแสดงปริมาณคงเหลือสินค้า และซ่อนเร้น รับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเอทานอลเป็น 1 หมื่นลิตร ที่บ้านเลขที่ 18/674 หมู่บ้านเปี่ยมสุข ต.ปากพูด &amp;nbsp;อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่า น.ส.วาทินี หรือแคนดี้ หนึ่งในเจ้าของเอทานอล ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา และให้การปฏิเสธและมีเจตนาที่จะต้องการนำไปบริจาค สำหรับคดีนี้เจ้าที่ตำรวจมีพยานบุคคลและเอกสารรวมถึงเส้นทางการเงิน แต่รายละเอียดอยู่ในสำนวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.พิษณุโลก นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าฯ พิษณุโลก พร้อมด้วย พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (ผบช.ภ.6) เข้าตรวจยึดแอลกอฮอล์จำนวนมากภายในบริษัท เวิลด์เคมีคอลเซ็นเตอร์ จำกัด ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนหลายราย ว่าบริษัทแห่งนี้ได้ใช้พื้นที่หลังร้านทำการลักลอบผลิต-จำหน่ายแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ได้รับการอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นได้ตั้งข้อกล่าวหาเจ้าของร้าน ประกอบด้วย 1.ผลิตและขายเครื่องสำอางโดยที่ไม่ได้มีการจดแจ้ง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2.ผลิตและขายเครื่องสำอางที่แสดงฉลากไม่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน &amp;nbsp;30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากนี้หากผลตรวจในห้องแล็บยืนยันเป็นการนำเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกกอฮอล์ที่นำไปใช้ทางด้านการเกษตร แล้วนำมาส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง หากตรวจพบจะถูกดำเนินคดีฐานผลิต นำเข้า หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 &amp;nbsp;บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ สำหรับผู้ขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot; ผบช.ภ.6 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีหนังสือกำชับการปฏิบัติในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับ บช.และ บก.เรียกประชุมหน่วยตำรวจในพื้นที่ เช่น บช.ก.(ทล.,ป.),ทท.,ส.,ปส.และ ตชด. เป็นต้น เพื่อร่วมบูรณาการวางแผนและพิจารณาจัดกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และยานพาหนะ ออกตรวจตราจุดตรวจจุดสกัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง &amp;nbsp;และภาคีเครือข่าย โดยให้หมั่นออกตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยร่วมปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้คำแนะนำและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นที่ร่วมปฏิบัติ ทั้งนี้ให้จัดเตรียมแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนข้อกำหนด ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 &amp;nbsp;แห่ง พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548, ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558, พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการบิดเบือนข้อมูล การหลอกลวง การกักตุนสินค้า การขายสินค้าเกินราคา หรือสินค้าไม่ได้มาตรฐานเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชน โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยร่วมปฏิบัติอย่างใกล้ชิด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61976</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขายเกินราคา, ปราบปรามมิจฉาชีพ, ยึดหน้ากากอนามัย, ลักลอบนำเข้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจลล้างมือไม่ได้มาตรฐาน, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e872f08e7091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2018 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุหรี่เถื่อนทะลัก!ตำรวจด่านชุมพรจับล็อตใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.61 - พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.มาบอำมฤต หัวหน้าด่านตรวจความมั่นคงประตูภาคใต้ บ้านพละ ถนนเพชรเกษม หมู่ที่ 3 ตำบลเขาไชยราช อ.ปะทิว จ.ชุมพร เปิดเผยว่าช่วงเย็นวานที่ผ่านมา ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จ.ชุมพร สั่งการให้ร่วมกับกำลังทหาร มทบ.44 ตั้งด่านตรวจสกัดป้องกันปัญหาอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติด &amp;nbsp;ภายหลังหลังจากสืบทราบว่าจะมีแก๊งลักลอบขนสินค้าหนีภาษีผ่านเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งพบรถยนต์เป้าหมายตามที่ได้รับรายงาน เป็นรถยนต์กระบะอีซูซู ตอนเดียวสีขาว ทะเบียน ผท.3966 สงขลา กระบะหลังติดกรงเหล็กสูงมีผ้าใบปิดคลุมมามิดชิด โดยกำลังขับมาช่องทางขาล่องใต้ เจ้าหน้าที่จึงเรียกให้หยุด สอบถามคนขับชื่อ นายปิยชาติ เพชรแก้วเพชร อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าซอม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และมี น.ส.ชาลิสา สังข์แก้ว อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54/1 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าซอม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช นั่งมาเบาะข้างคนขับ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกระบะหลังบรรทุกลังพลาสติกใส่ผักมาเต็มคัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอย่างละเอียดพบว่าตรงกลางทำเป็นช่องไว้สำหรับใส่ลังบุหรี่ต่างประเทศยีห้อ Marlboro แยกเป็นชนิดซองสีแดง 30 ลัง ซองสีขาว 11 ลัง ซองสีเขียว 7 ลัง &amp;nbsp;รวมทั้งหมด 50 ลัง จำนวนทั้งสิ้น 25,000 ซอง &amp;nbsp;คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนรับสารภาพว่า รับจ้างขนบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษียีห้อดังมาจากพื้นที่ จ.นครปฐม โดยรับช่วงมาจากเครือข่ายที่ร่วมขบวนการซึ่งได้ลักลอบขนลำเลียงมาจากประเทศกัมพูชาแถวแนวชายแดนทางภาคอีสาน เพื่อนำไปส่งให้เอเย่นต์ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา &amp;nbsp;เนื่องจากบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีทางภาคใต้ขาดตลาดและมีราคาแพงอย่างมากมาก เพราะจากสถานการณ์เหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารมีการตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ทำให้ไม่สามารถลักลอบขนบุหรี่หนีภาษีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ได้ จึงต้องหันไปลักลอบขนมาจากประเทศกัมพูชาแถบชายแดนทางภาคอีสานแทน โดยทำมาแล้วหลายครั้งจนกระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานไปยังเจ้าพนักงานสรรพสามิตเขตพื้นที่จังหวัดชุมพร มารับตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดๆซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และร่วมกันมีไว้ในความครอบครองซึ่งสินค้า(บุหรี่หรือยาสูบ)ที่ไม่ได้เสียภาษี และขยายผลติดตามจับกุมแก๊งเครือข่ายที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4665</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, บุหรี่นอก, บุหรี่เถื่อน, ลักลอบนำเข้า, สินค้าเถื่อน, หนีภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa3455b8fffe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
