<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จับมือ&#039;ลาซาด้า-ช้อปปี้-เจดี เซ็นทรัล&#039;ป้องกันการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เจ้าของสิทธิ์ และผู้ประกอบการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำกรอบความร่วมมือการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของเอ็มโอยู ร่วมกับเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา 20 หน่วยงาน ผู้ประกอบการ 3 แพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ ลาซาด้า , ช้อปปี้ และเจดี เซ็นทรัล และดึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าออนไลน์มาร่วมทำงาน โดยมี H.E. Mr.Pirkka Tapiola เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย Mr.Michael Heath ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของเอ็มโอยู มี 2 ส่วน คือ การระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อการซื้อขายสินค้าออนไลน์ และยังจะมีส่วนช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับการค้าออนไลน์ เพราะปัจจุบันการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ได้รับความนิยมและเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2562 มีมูลค่าสูงถึง 4.02 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.9% และได้พบปัญหาการละเมิดตามมาด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผลการดำเนินการในปี 2563 จับกุมผู้ละเมิดทางอินเทอร์เน็ตได้ 345 คดี ของกลาง 56,349 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดังๆ และตั้งแต่ปี 2561-63 ศาลสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งสั่งระงับแล้ว 36 คำสั่ง 1,501 URLs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้ฝากไปทางเอกอัครราชทูตยุโรป และผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่มาร่วมงาน ขอให้ช่วยสื่อสารไปยังผู้ลงทุนในประเทศของตนเองว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง และนำมาสู่การลงนามเอ็มโอยูร่วมกันของทุกฝ่ายในวันนี้ และเชื่อมั่นว่าการลงนามเอ็มโอยูจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้โพสต์ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งที่เป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าและสื่อโซเชียลต่างๆ เข่น เฟซบุ๊ก ไอจี ซึ่งสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างมาก โดยเอ็มโอยูฉบับนี้ จะเป็นความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อเจ้าของสิทธิ์พบการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต สามารถแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการกับผู้ค้าที่ขายสินค้าละเมิด หรืออาจถอดออกจากการเป็นผู้ค้าในแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้การละเมิดลดลงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ เชื่อมั่นว่าเอ็มโอยูฉบับนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง และจะมีส่วนผลักดันการค้าออนไลน์เติบโตได้ยิ่งขึ้น&amp;rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89450</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ช้อปปี้, ลาซาด้า, สินค้าปลอมขายออนไลน์, เจดี เซ็นทรัล, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc658f62f99b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ช้อปออนไลน์เพิ่มนับล้าน!! &#039;ลาซาด้า&#039; คาดปีนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยทะลุ 2.2 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 มิ.ย.2563 นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของลาซาด้าในช่วงล็อคดาวน์หรือเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ซื้อสินค้ารายใหม่ในไทยเป็นจำนวนหลายล้านราย และมีจำนวนผู้ขายรายใหม่ที่สามารถสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่า 75% โดยในส่วนของแบรนด์และผู้ขายเพิ่มขึ้นบนแพลตฟอร์มลาซาด้ามากกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพฤติกรรมของผู้ซื้อมีพบว่านักช้อปจำนวนมากใช้เวลาและซื้อสินค้าผ่านลาซาด้า หรือใช้เวลาบนแพลตฟอร์มลาซาด้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ &amp;nbsp;โดยสินค้าเครื่องกีฬา ของเล่น อุปกรณ์สันทนาการกลางแจ้ง เครื่องครัวขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ออกกำลังกายนั้นมียอดขายพุ่งขึ้น 250- 500% คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2563 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะมีมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาท สูงขึ้น 35% จากปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลยุทธ์ Shoppertainment คือการขยายฐานผู้บริโภคให้มากไปกว่าการซื้อขายสินค้า ผู้บริโภคสามารถใช้แพลตฟอร์มลาซาด้าในการชมไลฟ์สตรีมมิง เล่นเกมส์ หรือตามหาดีลสำหรับซื้อสินค้าในราคาดีๆ มองว่าช่วยยกระดับประสบการณ์ให้ผู้บริโภคด้วยรูปแบบสื่อโซเชียลที่สร้างการมีส่วนร่วม ทำให้มีจำนวนดิจิทัลเนทีฟ หรือกลุ่มคนที่เกิดและโตมาในยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว และผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มาใช้บริการบนแอปพลิเคชันมากขึ้น เพื่อเชื่อมต่อกับแบรนด์โปรด และเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่างๆ เป็นประจำอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเอมิลี่ ลิว รองประธานอาวุโส ฝ่ายธุรกิจใหม่เชิงพาณิชย์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไลฟ์สตรีมมิงกลายเป็นสิ่งที่ผูกติดกับกลยุทธ์ Shoppertainment ทำหน้าที่ผสมผสานการช้อปปิ้งเข้ากับความบันเทิง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับชม เล่นสนุก และเพลิดเพลินได้อย่างง่ายดายที่บ้านของตัวเอง ด้วยการต่อยอดเทคโนโลยีของอาลีบาบา โดยลาซาด้ายังเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มแรกที่เปิดตัวฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมมิ่งที่อยู่ภายในแอปพลิเคชันตั้งแต่ปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงล็อคดาวน์มีการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั่วไปบน LazLive มากกว่า 1,500 คอนเทนต์ต่อสัปดาห์ ขณะที่จำนวนไลฟ์พรีเซนเตอร์รายใหม่เพิ่มขึ้น 30% และไลฟ์คอนเทนต์เพิ่มขึ้น 25% &amp;nbsp;มีสินค้าที่ขายดีที่สุด ได้แก่ สินค้าในหมวดสุขภาพและความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าทั่วไป โดยจำนวนผู้เข้าชมรายวันเพิ่มขึ้น 13%จำนวนการคลิกเพิ่มขึ้น 30%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภารดี สินธวณรงค์, ลาซาด้า, อีคอมเมิร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eead210d6c8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิรามาฯ ผนึก4แอปพลิเคชั่นยักษ์ใหญ่ เชิญชวนสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29เม.ย.63-มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วย แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand), เจดี เซ็นทรัล (JD Central), ลาซาด้า (Lazada), และ ช้อปปี้ (Shopee) เปิดโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเป็ฯความร่วมมือครั้งแรกแบบบูรณาการระหว่าง 4 ซูเปอร์แอป (Super App) ชั้นนำของประเทศไทย ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงบน &amp;ldquo;วัฒนธรรมแห่งการให้&amp;rdquo; เปิดช่องทางบริจาคบนแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้และยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของกลุ่ม ซูเปอร์แอป (Super App) ด้วยปัจจุบันวิถีชีวิตของคนก็กำลังปรับตัวสู่สังคมดิจิตอล โลกออนไลน์มากขึ้น ยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่พวกเราทุกคนสามารถช่วยหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อได้ด้วยมาตรการ &amp;ldquo;การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การกักตัวในที่พักอาศัย (Self-Quarantine)&amp;rdquo; จึงทำให้เกิดเป็นแนวคิดในการผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำของประเทศไทย เพื่อเป็นเพิ่มช่องทางในการระดมทุนและเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญในช่วงเวลาฉุกเฉินที่สามารถเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้ง่ายและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา แกร็บ ได้ริเริ่มและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ &amp;lsquo;แกร็บแคร์&amp;rsquo; (GrabCares) เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ซึ่งรวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ โดยเราได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการบริจาคเพื่อสมทบทุนใน &amp;lsquo;โครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19&amp;rsquo; ผ่าน GrabPay Wallet และการใช้คะแนน &amp;nbsp;GrabRewards นอกจากนี้ เรายังได้มอบส่วนลดค่าส่งเมื่อสั่งอาหารผ่าน GrabFood &amp;nbsp;ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมโรค ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ 7 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมจนถึง 30 มิถุนายน 2563 รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 3 ล้านบาท รวมถึงการสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการจัดส่งยาผ่าน GrabExpress ให้กับผู้ป่วยถึงบ้าน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและแบ่งเบาภาระของคุณหมอ พยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ได้อุทิศแรงกายแรงใจในการป้องกันโรคและรักษาผู้ป่วยอย่าง สุดความสามารถในภาวะวิกฤติ19 ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เจดีเซ็นทรัล ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าบนแพลทฟอร์มพร้อมเว้นค่าธรรมเนียม และสิทธิพิเศษ &amp;nbsp; อีกมากมายเพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ และเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญชวนลูกค้าร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ผ่านแคมเปญ &amp;ldquo;โครงการ#เจดีเซ็นทรัลจอยจากใจ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มต้นเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป เจดีเซ็นทรัล ก็เตรียมที่จะให้การสนับสนุนด้านการบริจาคและระดมทุนเพื่อช่วยเหลือนักสู้เสื้อขาวผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ และโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ด้วยการเปลี่ยนเจดีพ้อยท์ เป็นเงินบริจาค และการบริจาคผ่านคูปองที่จำหน่ายบนแพลทฟอร์มเจดีเซ็นทรัล นอกจากนี้ เรายังพร้อมเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนโครงการระดมทุนหรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในยามฉุกเฉินต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลาซาด้าพร้อมร่วมสนับสนุนและร่วมส่งกำลังใจให้กับนักสู้ชุดขาว บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานแถวหน้าทุกทาน ผ่านการเปิดช่องทางการบริจาคออนไลน์เพื่อสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในรูปแบบของ Digital Giving Platform เพื่อช่วยเหลือองค์กรสาธารณกุศลต่างๆและผู้ด้อยโอกาส โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ผ่าน LazadaForGood ให้ทุกใจได้ทำดี บนแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ เรายังตระหนักถึงผู้ยากไร้ในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ โดยมีการผนึกกำลังกับแบรนด์ ที่เข้าร่วมโครงการ LazadaForGood เพื่อนำยอดขาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนหนึ่งสมทบทุนบริจาคเงินหรือร่วมบริจาคสินค้าอุปโภคบริโภค และเรายังมีโครงการ #LazHappyHeart ที่นำการติด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกแฮชเท็กมานับเป็นหนึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราจะนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช้อปปี้มีพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมถึงภาคส่วนสังคมในทุกๆสถานการณ์ เราจึงดำเนินโครงการต่างๆเพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สู้สถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคออนไลน์กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ใน &amp;ldquo;โครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; ของมูลนิธิฯ ได้โดยตรง ผ่านการซื้อคูปองบริจาคที่ร้านค้า Official Store &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ นอกจากนี้ช้อปปี้ยังได้จัดแคมเปญ ShopeeForHeroes มอบคูปองแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการจับจ่ายในแพลตฟอร์มของช้อปปี้ แทนคำขอบคุณในความเสียสละและการอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อต่อสู้กับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผสานความร่วมมือระหว่าง 4 ซูเปอร์แอปชั้นนำของประเทศ ในโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงบน &amp;ldquo;วัฒนธรรมแห่งการให้&amp;rdquo; ในสังคมไทย นี่คือความร่วมมือร่วมใจครั้งยิ่งใหญ่ของทุกภาคส่วน โดยประชาชนชาวไทยที่มีจิตศรัทธาทุกคนก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในการฝ่าวิกฤตไวรัสร้าย รวมถึงร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้ ด้วยการคลิกร่วมบริจาคผ่านทั้ง 4 แอปพลิเคชันวันนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เชื่อว่า ทุกการให้ของทุกคนมีความสำคัญและสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังการให้ที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังปณิธานที่ว่า คำว่าให้...ไม่สิ้นสุด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวพรรณสิรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคสมทบทุนในโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; สามารถบริจาคได้ผ่านแอปพลิเคชันของ แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand), เจดี เซ็นทรัล (JD Central), ลาซาด้า (Lazada), และ ช้อปปี้ (Shopee) และช่องทางการบริจาคของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ผ่าน E-Banking ตามรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดี ธนาคารกสิกรไทย บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 879-2-00448-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 090-3-50015-5 หรือบริจาคทางออนไลน์ www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร 02-201-1111&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64605</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้อปปี้, มูลนิธิรามาธิบดีฯ, ลาซาด้า, เจดีเซ็นทรัล, แกร็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea91c91e8718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยไอเท็มสุดฮอตช่วงซัมเมอร์ ดีมานด์พุ่งจนสินค้าขาดตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16&amp;nbsp;พ.ค. 62- แม้ว่าจะย่างเข้าฤดูฝนแล้ว แต่สภาพอากาศร้อนจัดในเมืองไทยช่วงเดือน เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ติดอันดับโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยลาซาด้าผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลเชิงลึกของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับฤดูร้อน หลังพบสระน้ำเป่าลม พัดลมไอเย็น และชุดว่ายน้ำหญิง ติด 10 อันดับแรกสินค้าที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแพลทฟอร์มลาซาด้า อีกทั้งยังพบยอดขายสินค้าช่วงเดือน เม.ย. 2562 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี ครองแชมป์ยอดช้อปปิ้งออนไลน์สินค้าคลายร้อนสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจมส์ ตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า ลาซาด้าในฐานะผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีสินค้าทุกอย่างที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ได้รวบรวมข้อมูลยอดจำหน่ายสินค้าที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นช่วงเดือน เม.ย. 2562 พบว่ายอดจำหน่ายสินค้า หรือ GMV (Gross Merchandise Value) เพิ่มขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับหน้าร้อน ติด 10 อันดับการค้นหามากที่สุดบนแพลทฟอร์มลาซาด้า ถึง 3 ประเภทคือ อันดับ 2 สระน้ำเป่าลม ถูกค้นหา 575,005 ครั้ง อันดับ 6 พัดลมไอเย็น ถูกค้นหา 507,950 ครั้ง และอันดับ 8 ชุดว่ายน้ำหญิง ถูกค้นหา 435,409 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจังหวัดที่มีการสั่งสินค้าที่เกี่ยวข้องในช่วงฤดูร้อนมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี ตามลำดับ ขณะเดียวกันฤดูร้อนปีนี้พบว่าภาพรวมการจัดจำหน่ายสินค้าบางกลุ่มมีอัตราเพิ่มที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อน อาทิ เครื่องปรับอากาศ เพิ่มขึ้น 980% พัดลมไอเย็น เพิ่มขึ้น 480% ครีมกันแดด เพิ่มขึ้น 225% พัดลม เพิ่มขึ้น 195% ชุดว่ายน้ำ เพิ่มขึ้น 132% และเครื่องสำอางกันน้ำ เพิ่มขึ้น 117% แสดงให้เห็นถึงความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น และความมั่นใจของผู้บริโภคในการสั่งสินค้าออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าความต้องการสินค้าพัดลมไอเย็นเพิ่มสูงขึ้นมากจนสินค้าขาดตลาด ผู้ค้าในลาซาด้าหลายรายแจ้งสินค้าขาดและเร่งรีสต็อกสินค้าเพิ่มเติมในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา และยังคงมีผู้บริโภคจากทั่วประเทศส่งข้อความสอบถามผู้ค้าแต่ละรายเกี่ยวกับสินค้า และระยะเวลาจัดส่งพัดลมไอเย็นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ถูกลดความต้องการลงเมื่อหลายปีก่อน จนปัจจุบันมีผู้ทำตลาดเหลือเพียง 2-3 แบรนด์ แต่กลับมาได้รับความต้องการจากผู้บริโภคอีกครั้ง เนื่องจากให้ความเย็นสูงกว่าพัดลมธรรมดาแต่ประหยัดไฟมากกว่าเครื่องปรับอากาศ ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่สั่งซื้อเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35995</URL_LINK>
                <HASHTAG>พัดลมไอเย็น, ลาซาด้า, สินค้าขายดี, สินค้าฤดูร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdcc4e283779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
