<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 21:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 20:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสูงสุดไฟเขียว &#039;ทรัมป์&#039; สกัดผู้อพยพได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลสูงสุดของสหรัฐอนุญาตให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้มาตรการห้ามผู้อพยพเข้าเมืองจากอเมริกากลางยื่นขอลี้ภัยที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกต่อไป ระหว่างรอการต่อสู้คดีคัดค้านคำสั่งของประธานาธิบดีที่ศาลล่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ศาลสูงสุดสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. / SAUL LOEB / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำตัดสินชี้ขาดของคณะตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐ เมื่อวันพุธที่ 11 กันยายน 2562 ถือเป็นชัยชนะของนโยบายควบคุมผู้อพยพเข้าเมืองอย่างเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ ในช่วงยามที่วาระด้านคนเข้าเมืองส่วนใหญ่ของเขาถูกศาลชั้นล่างขัดขวางไว้ ทรัมป์ทวีตว่า เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในศาลสูงสุดแห่งสหรัฐสำหรับการขอลี้ภัยที่พรมแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะตุลาการกล่าวว่า กฎข้อบังคับของรัฐบาล ที่กำหนดว่าผู้อพยพเข้าเมืองที่ต้องการขอลี้ภัยในสหรัฐ ต้องขอลี้ภัยในประเทศที่พวกเขาเดินทางผ่านก่อนจะมาถึงพรมแดนทางใต้ของสหรัฐ สามารถบังคับใช้ได้ต่อไปในระหว่างที่การฟ้องร้องดำเนินคดีในศาลชั้นล่างยังดำเนินอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นแย้งนั้นมี 2 คนจาก 9 คน ได้แก่ ผู้พิพากษาโซเนีย โซโตมายอร์ และรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พิพากษาโซโตมายอร์ เขียนในคำวินิจฉัยว่า เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายบริหารออกกฎข้อบังคับเพื่อกลับตาลปัตรวิธีการปฏิบัติที่ใช้มายาวนานเกี่ยวกับผู้ขอลี้ภัยที่ต้องการที่พักพิงจากการข่มเหงรังแก กฎของรัฐบาลจะส่งผลห้ามผู้อพยพเกือบทั้งหมดจากทั่วอเมริกากลางยื่นขอลี้ภัยในสหรัฐ หากพวกเขาเข้าเมืองหรือพยายามเข้าเมืองผ่านพรมแดนทางใต้ของประเทศ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะถูกปฏิเสธคำขอลี้ภัยในเม็กซิโกหรือในประเทศที่ 3 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกาและอีกหลายกลุ่มพยายามขัดขวางนโยบายคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ต่อศาลรัฐบาลกลาง โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐ และกล่าวโทษรัฐบาลทรัมป์ว่าออกกฎข้อบังคับนี้โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎข้อนี้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ 8 วันหลังจากนั้น ผู้พิพากษาศาลแขวงในแคลิฟอร์เนียมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทั่วประเทศ เพื่อห้ามการบังคับใช้ ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้คดีกันภายในศาลชั้นล่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายคนเข้าเมืองที่มีอยู่เดิมของสหรัฐนั้น คนเข้าเมืองที่ยื่นคำร้องขอลี้ภัยจะสามารถอยู่ในสหรัฐและเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีระหว่างรอการพิจารณาคำร้อง ซึ่งอาจใช้เวลา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจำกัดผู้อพยพเข้าเมืองยื่นขอลี้ภัยที่พรมแดนของสหรัฐเป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่ทรัมป์พยายามใช้เพื่อควบคุมจำนวนผู้อพยพหลั่งไหลเข้าเมือง ซึ่งรวมถึงการวางกำลังทหารหลายพันนายที่ชายแดนติดกับเม็กซิโกและการสร้างกำแพงป้องกันคนหลบหนีเข้าเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลาตินอเมริกา, ศาลสูงสุดสหรัฐ, สกัดผู้อพยพ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d7a4ad2f09ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2018 21:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2018 21:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลาตินตึงเครียดหนัก ชาวบราซิลไล่ผู้อพยพเวเนซุเอลา รัฐส่งทหารคุมชายแดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ลาตินอเมริกาตึงเครียดหนัก บราซิลเตรียมส่งทหารควบคุมความสงบเรียบร้อยที่ชายแดนติดกับเวเนซุเอลาตั้งแต่วันจันทร์ ภายหลังชาวบ้านในเมืองปากาไรมาก่อเหตุขับไล่ผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาออกจากค่ายพัก โกรธแค้นที่ผู้อพยพปล้นชิงทำร้ายคนท้องถิ่น เพื่อนบ้านคุมเข้มผู้อพยพเข้าเมืองบังคับต้องมีพาสปอร์ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเมืองเวเนซุเอลาแสดงหนังสือเดินทางของเขา ที่กรุงมอนเตวิเดโอของอุรุกวัย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ว่าภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่เกาะกินเวเนซุเอลามานาน ส่งผลให้ผู้คนในประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้จำนวนหลายแสนคนอพยพข้ามชายแดนเข้าสู่บราซิลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สั่งสมความตึงเครียดระหว่างพลเมืองของบราซิลกับเพื่อนบ้านจากต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ที่สะท้อนความตึงเครียดล่าสุดเริ่มต้นเมื่อวันเสาร์ ภายหลังเกิดเหตุพ่อค้าท้องถิ่นรายหนึ่งในเมืองปากาไรมาโดนปล้นและทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง โดยผู้ต้องสงสัยคือผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา ซึ่งอาศัยอยู่ตามท้องถนนในเมืองนี้ประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รานงานกล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่หลายสิบคนได้บุกโจมตีค่ายพักชั่วคราวหลักๆ 2 แห่งของผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาแล้วเผาข้าวของของพวกเขา ทำให้ผู้อพยพต่างพากันหนีข้ามชายแดนกลับประเทศ ระหว่างเกิดเหตุการณ์มีเสียงปืนดังหลายนัด ร้านค้าพากันปิด ตามท้องถนนมีกองไฟจากการเผาขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฆษกของสารวัตรทหารนายหนึ่งกล่าวว่า มีชาวบราซิลได้รับบาดเจ็บ 3 คน แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชาวเวเนซุเอลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปะทะกันในครั้งนี้ มีชาวบ้านคนหนึ่งเผยกับเอเอฟพีโดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า พ่อค้าที่โดนทำร้ายนั้นเป็นที่รู้จักของคน ท้องถิ่นและเป็นเพื่อนบ้านของเขา เมื่อมีข่าวว่าเขาโดนปล้นชาวบ้านจึงโกรธแค้น พวกเขาเริ่มขับไล่ชาวเวเนซุเอลาที่มาอยู่ใจกลางเมืองแล้วบังคับให้กลับประเทศตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซูเอลี กัมโปส ผู้ว่าการรัฐโรไรมาของบราซิล เรียกร้องให้ปิดชายแดนชั่วคราว และขอให้รัฐบาลกลางในกรุงบราซิเลียส่งกองกำลังฝ่ายความมั่นคงมาเสริมเพื่อรับมือกับอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเธอระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับการมีชาวเวเนซุเอลาอยู่ในพื้นที่นั้น ด้านกระทรวงความมั่นคงสาธารณะตอบรับด้วยการประกาศจะส่งทหาร 60 นายไปเสริมกำลังในพื้นที่วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูมิภาคลาตินอเมริกากำลังตึงเครียดมากขึ้น โดยเป็นผลจากวิกฤติในเวเนซุเอลาและในนิการากัว ที่ประธานาธิบดีดาเนียล ออร์เตกา เปิดปฏิบัติการกวาดล้างผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเปรูและเอกวาดอร์ใช้มาตรการยับยั้งผู้อพยพเข้าสู่ดินแดนของตน ด้วยการขอให้ผู้เข้าเมืองเหล่านี้แสดงหนังสือเดินทางแทนที่จะแค่แสดงบัตรประจำตัว ทำให้ผู้อพยพจำนวนมากซึ่งไม่มีพาสปอร์ต ไม่สามารถเข้าเมืองได้ รายงานเผยด้วยว่า สัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว มีชาวเวเนซุเอลาเดินทางเข้าเปรู 20,000 คน มาตรการจำกัดการเข้าเมืองของเปรูจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 25 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รัฐบาลโคลอมเบียกล่าวว่า พวกเขาหวั่นเกรงว่าการควบคุมชายแดนของเอกวาดอร์ ซึ่งเริ่มมีผลในวันเสาร์ที่ผ่านมาหลังจากเอกวาดอร์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านคนเข้าเมือง จะทำให้ชาวเวเนซุเอลานับหมื่นคนตกค้างอยู่ในประเทศตน ประเมินกันว่าแต่ละวันมีคนข้ามแดนจากโคลอมเบียเข้าสู่เอกวาดอร์ผ่านเมืองรูมิชากาประมาณ 3,000 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15727</URL_LINK>
                <HASHTAG>บราซิล, ลาตินอเมริกา, เวเนซุเอลา, เอกวาดอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180819/image_big_5b7980d40d7ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
