<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอศบค.เคาะจัดแข่งบอล-มวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; พอใจคลายล็อกเฟส 5 วันแรก ไร้ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ สั่ง ศบค.จัดชุดสุ่มตรวจกิจกรรม/กิจการกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขอบคุณ &amp;quot;ศธ.-โรงเรียน&amp;quot; คุมเข้มมาตรการป้องกันให้เด็ก นร. มั่นใจสถานการณ์ผ่อนคลาย ศก.ฟื้นตัว คนตกงานได้กลับเข้าระบบ &amp;quot;หมอบุ๋ม&amp;quot; แถลงพบผู้ป่วยใหม่ 6 รายกลับจาก ตปท.ทั้งหมด &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; แย้มรอ ศบค.ชุดใหญ่เคาะจัดแข่งมวย-บอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงมาตรการปลดล็อกกิจกรรมและกิจการในระยะ 5 วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรก ว่าได้ให้ตรวจสอบสรุปรายงานมาแล้ว ว่าในประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร ตรวจสอบแล้วยังไม่พบ ส่วนผู้ติดเชื้อ 6 คน ยังเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงของเดิมในสถานที่กักกันของรัฐ แสดงให้เห็นว่ายังพอไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ได้สั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. และผู้ปฏิบัติ ลงไปสุ่มตรวจสอบในพื้นที่ที่มีการผ่อนผันระยะ 5 ให้มากขึ้นในสถานที่ที่ใช้ร่วมกัน ต้องติดตามแต่ละวัน พร้อมเตรียมมาตรการเชิงรับไว้ด้วยเพื่อเป็นเชิงป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่น่ายินดีคือเห็นความร่วมมือของกระทรวงต่างๆ ต้องขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเขตการศึกษาทุกเขต ได้เห็นความร่วมมือของทุกโรงเรียน ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กหลายอย่าง อาจจะยังไม่ไปสู่ภาวะปกติมากนัก ต้องมีระยะห่าง จัดสลับเวลาเรียนและห้องเรียน ซึ่งต้องยอมรับ เมื่อมีปัญหาก็ต้องมีมาตรการ เพื่อให้การศึกษาเดินหน้าไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาจจะไม่ 100% เหมือนเดิม แต่สาระการเรียนการสอนสามารถทบทวนกันได้ และสามารถเรียนทางบ้านคู่ขนานไปได้ แม้ว่าระยะแรกของการใช้ออนไลน์ ดิจิทัล จะมีปัญหาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็มีหนังสือตำราเรียนอยู่แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองต้องกำชับลูกหลานให้อ่านหนังสือด้วย แม้จะเรียนที่บ้านก็เรียนเวลาเดียวกัน วิชาเดียวกัน พร้อมๆ กับที่เรียนในโรงเรียนต้องกระตุ้นความสนใจเด็ก อย่าปล่อยให้เด็กเล่นเกม ต้องจัดวินัยให้เด็กด้วยจึงจะไปได้ในช่วงนี้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า สุดสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงวันหยุดยาว จะฝากอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงต้องฝากแบบเดิม ให้ระมัดระวังเรื่องการรวมกลุ่ม การจราจร การใช้รถใช้ถนนเผื่อแผ่แบ่งปัน แม้รถจะติดแต่รัฐบาลก็ช่วยเหลือเรื่องลดค่าทางด่วน สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลเที่ยวได้ดีอยู่แล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น ชุมชน โรงแรม ซึ่งวันนี้ได้รับรายงานว่าหลายโรงแรมเริ่มฟื้นตัว เพราะคนไทยเที่ยวมากขึ้นจากมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 5 ส่วนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเดี๋ยวก็จะกลับมาดีขึ้น เมื่อมีการประกอบกิจการมากขึ้นเรื่อยๆทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ค่อยๆ ทยอยสู่ภาวะปกติ จะช้าหรือเร็วขึ้นกับพวกเราร่วมกัน ซึ่งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้นรัฐบาลได้ออกมาแล้ว ผู้มีศักยภาพอาจต้องจ่ายสมทบหน่อย ผู้ที่ไม่มีรัฐบาลก็มีวงเงินให้เป็นมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมอยากเรียนว่าวันนี้ทั้งโลกมีปัญหา ไม่ใช่เฉพาะเรา มีปัญหาเรื่องการจ้างงาน ลดกำลังการผลิต ทั้งนี้ กำลังหาทางว่าจะทำอย่างไรให้ลดการเลิกจ้างงานให้ได้มากที่สุด โดยรัฐบาลต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรให้มีวงเงินสนับสนุน SME สิ่งสำคัญคือ SME ส่วนหนึ่งไม่ได้มีการจดทะเบียน จึงต้องขอร้องให้ขึ้นทะเบียน ไม่ต้องกลัวเรื่องภาษี ถ้ารายได้ไม่ถึงจะเก็บภาษีได้อย่างไร หากไม่เข้าระเบียบ เวลาจะกู้เงินก็เข้าถึงไม่ได้ เพราะเงินกู้เป็นเงินราชการ ดังนั้นจะหาทางผ่อนคลายตรงนี้ให้ อาจมีการตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมา ซึ่งกำลังคิดว่าจะตั้งกองทุนหรือตั้งพันธบัตรให้ประชาชนโดยเฉพาะได้หรือไม่ เพื่อเป็นการออมของประชาชนที่มีรายได้น้อย ไม่เช่นนั้นพอตั้งกองทุนอะไรมา พวกใหญ่ๆ ก็ไปจองหมด ทำให้ไม่ถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อย ต้องตั้งระยะยาว ตรงนี้กำลังคิดอยู่ นี่คือแนวทางใหม่ของเรา ต้องคิดใหม่ๆ แบบนี้&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
ติดเชื้อรายใหม่ 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6 ราย ทั้งหมดเป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ โดย 4 รายเดินทางมาจากอินโดนีเซีย เป็นเพศชายอายุ 21 ปี อาชีพนักเรียนนักศึกษา และรายที่ 2-4 เพศชาย อายุ 37 ปี, 43 ปี, 62 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้ง 4 รายเดินทางถึงไทยวันที่ 24 มิ.ย. มีผู้โดยสารในเที่ยวบินทั้งหมด 172 คน ซึ่งอยู่ในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ใน จ.ชลบุรี มีการเก็บตัวอย่างผลการพบเชื้อเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งทั้ง 4 รายไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรายที่ 5 เดินทางมาจากแอฟริกาใต้ เป็นเพศชายอายุ 20 ปี อาชีพนักศึกษา มีอาการไอ 1 สัปดาห์ เดินทางถึงไทยวันที่ 28 มิ.ย. มีผู้โดยสารเดินทางร่วมกัน 106 คน ซึ่งมีการคัดกรองที่ด่านสุวรรณภูมิ ผลการตรวจรายดังกล่าวครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ไม่พบเชื้อ และส่งตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 30 มิ.ย.พบเชื้อ ส่วนรายที่ 6 เดินทางกลับจากประเทศซูดาน เป็นเพศชายอายุ 21 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป เดินทางถึงไทยวันที่ 24 มิ.ย. เข้าพักสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ จ.ชลบุรี เก็บตัวอย่างวันที่ 29 มิ.ย.พบเชื้อ รายนี้ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะจำนวนผู้ติดเชื้อภายในประเทศยังคงศูนย์รายต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมในประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,179 ราย โดยเป็นการติดเชื้อภายในประเทศ 2,444 ราย และตรวจพบในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ 242 ราย ผู้รักษาหายป่วยแล้ว 3,059 ราย ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 62 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม คงที่ 58 ราย&amp;quot; พญ.พรรณประภากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ในส่วนสถานการณ์ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 10,803,599 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่ 200,145 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่มีการระบาดทั่วโลก ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5,055 ราย รวมเสียชีวิตแล้ว 518,968 ราย สำหรับเที่ยวบินนำคนไทยตกค้างกลับไทยวันที่ 2 ก.ค. จากดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 174 ราย, กาตาร์ อินโดนีเซีย 200 ราย และวันที่ 3 ก.ค. จากอียิปต์ 250 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พรรณประภากล่าวถึงผลการตรวจกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย วันที่ 1 ก.ค. ว่าผลการตรวจ 1,885 ราย ปฏิบัติไม่ครบ 3 ราย ไม่มีแพลตฟอร์มไทยชนะ 433 ราย ซึ่งขอฝากในวันหยุดสุดสัปดาห์ และตามด้วยวันหยุดยาว หลังมีการผ่อนคลายระยะที่ 5 ซึ่งประชาชนอาจจะมีการเดินทางท่องเที่ยว ขอย้ำว่ามาตรการป้องกันการติดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ประกอบการต้องเน้นย้ำในมาตรการ รวมถึงประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวต้องระมัดระวัง สวมหน้ากาก หมั่นล้างมือบ่อยๆ และมีระยะห่างระหว่างกัน
&amp;#39;มวย-บอล&amp;#39;ฟัง&amp;#39;ศบค.&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีสนามมวยจะสามารถจัดการแข่งขันและถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ได้หรือไม่ โดยไม่มีผู้เข้าชม รวมถึงฟุตบอลลีกจะกลับมาแข่งขันได้เมื่อไรว่า ศบค.มีกระบวนการขั้นตอนที่จะผ่อนคลายออกมาเป็นลำดับอยู่แล้ว? ขอให้เขาหารือกันก่อน ทุกคนก็เสนออะไรเข้ามาได้ อย่างก่อนหน้านี้กลุ่มศิลปินก็มาเสนอให้เปิดเล่นดนตรีได้ภายในร้าน ได้ส่งข้อเรียกร้องไปยังกรมควบคุมโรคให้หาวิธี โดยกระทรวงสาธารณสุขจะต้องให้เหตุผลสนับสนุนว่าจะต้องเกิดความปลอดภัย ส่วนรายละเอียดจะต้องรอจากที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานบันเทิงต่างๆ เราให้คำแนะนำทุกอย่างแล้ว และสำคัญที่สุด ถ้ามองในแง่ดีว่าไม่มีการระบาดภายในประเทศต่อเนื่องเกิน 30 วัน ก็น่าจะปลอดภัยที่สุด แต่ว่าการรักษาระยะห่าง โดยเฉพาะเวลาสังสรรค์ ต้องห้ามใช้แก้วเครื่องดื่มรวมกัน และห้ามใช้มือเปล่าหยิบน้ำแข็ง หากพบกิจกรรมและกิจการไหนมีการแพร่เชื้อ จะสั่งปิดทันที&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงความคืบหน้าการจับคู่กับการเดินทางระหว่างประเทศที่มีความปลอดภัยจากโควิด-19 นายอนุทินกล่าวว่า เราจะต้องอยู่สักระยะหนึ่ง แต่ขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ เราร่างไว้หมดแล้ว แต่เราไม่อยากจับคู่กับประเทศที่ยังมีการระบาดอยู่ แต่ถ้าตอนนี้มีความจำเป็นจะต้องเดินทางในส่วนของนักธุรกิจ ก็สามารถทำเรื่องมาเป็นกรณีได้ แต่ในส่วนของนักท่องเที่ยวต้องรอสักพัก เพราะตอนนี้โรงเรียนเราเพิ่งเปิดไป ต้องให้เกิดความมั่นใจก่อนว่ามีความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายมานะ โลหะวณิชย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมคณะ แถลงว่า กมธ.คุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาติดตามและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องที่สำคัญ 3 เรื่อง 1.พิจารณาศึกษาปัญหาและมาตรการแก้ไขความเดือดร้อนของผู้บริโภคกรณีมาตรการล็อกดาวน์ประเทศป้องกันโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนขาดรายได้ แต่ด้านอุปโภคบริโภคขาดแคลน และมีราคาแพงขึ้น 2.พิจารณาศึกษาแนวทางการช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกรณีราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคต้องซื้อน้ำมันสำเร็จรูปในราคาแพง และมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น 3.พิจารณาศึกษาแนวทางและมาตรการทางการเงินในการช่วยเหลือและคุ้มครอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้น กมธ.เสนอธนาคารแห่งประเทศไทยในการออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือคุ้มครองผู้บริโภค โดยการปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต จากเดิมสูงสุดร้อยละ 18 เหลือร้อยละ 16 และดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล จากเดิมสูงสุดร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 25 โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.63 อย่างไรก็ตาม แม้ปรับลดลงร้อยละ 2-3 นั้น ยังถือว่ามีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ไม่เหมาะสม เอาเปรียบผู้บริโภค และยังสูงกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายหลักและมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไป มาตรา 654 กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี จึงขอเรียกร้องไปยัง รมว.การคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างยั่งยืน&amp;quot; นายมานะกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70366</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลายล็อกเฟส 5, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ, ไร้ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efde36476bfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
