<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 06:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวตำรวจลาออก975นาย’นายพล’ถอดเครื่องแบบ5ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64-พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผบ.ตร. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 484/2564 เรื่อง อนุญาตให้ข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ ระบุว่า ด้วยมีข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ปรากฏตามบัญชีรายชื่อที่แนบท้ายคำสั่งนี้ ได้ขอลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลรุ่นที่ 22(ปีงบประมาณ พ.ศ,2565)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72(2) มาตรา 74 และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 385/2564 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2564 จึงอนุญาตให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวลาออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการดังกล่าว ตั้งแต่ยศ พล.ต.ท.- ด.ต.ทั้งสิ้น 975 นาย โดยมีระดับนายพล ยศ พล.ต.ท.-พล.ต.ต.จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย พล.ต.ท.ศรายุทธ พูลธัญญะ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.,พล.ต.ต.สมนึก มิควาฬ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์, พล.ต.ต.หญิงวนิดา &amp;nbsp;หาญบุญเศรษฐ ผบก.ประจำ บช.ปส., พล.ต.ต.บุญเลิศ ว่องวัจนะ ผบก.สสท. และพล.ต.ต.หญิง รพีพรรณ โชคสมบัติชัย ผบก.อก.บช.ศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118337</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ลาออกจากราชการ, เออร์ลี่รีไทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d9772020c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบด้วยดี!ผู้พิพากษาในคลิปตามง้ออดีตภรรยาลาออกจากราชการแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.61-จากกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คลิปชายสูงวัย ซึ่งภายหลังมีการระบุว่าเป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่ พยายามนั่งคุกเข่าตื้ออ้อนวอนหญิงที่เคยเป็นสามี-ภรรยากัน กลางลานจอดรถที่พักของฝ่ายหญิง เพื่อจะพูดคุยปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน มีการพยายามพูดโน้มน้าวฝ่ายหญิงและอ้างถึงคลิปความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่เคยถ่ายเก็บไว้ กระทั่งมีท่าทีลักษณะยื้อยุดจะคุกคามกัน จนฝ่ายหญิงได้เข้าแจ้งเหตุลงบันทึกประจำวัน ที่ สน.บางโพงพาง ซึ่งต่อมามีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงความเหมาะสมในสังคมโซเชียลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานข่าวแจ้งว่า ชายคนดังกล่าวที่มีการระบุเป็นผู้พิพากษานั้น ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ ในตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงเหตุความประสงค์ของการลาออกว่ารับราชการมานานแล้ว ซึ่งการลาออกนั้นก็มีผลตั้งแต่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ขอลาออก และประธานศาลฎีกาก็มีคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการแล้ว ขณะที่การลาออกจากตำแหน่งนั้นเป็นไปโดยสมัครใจด้วยความประสงค์ตนเอง ไม่มีรายงานว่าเป็นปัญหาจากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปจนเป็นข่าวดัง และไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องใดๆ รวมทั้งมิใช่การลงโทษต่อกรณีกระทำผิดวินัยแต่อย่างใด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีตามขั้นตอน ผู้พิพากษาซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการตุลาการนั้นจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นจึงต้องนำชื่อกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 32-33 และลงประกาศการพ้นจากตำแหน่งในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ทั้งนี้ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาประจำศาลและทางบริหารของข้าราชการตุลาการนั้น จะสิ้นสุดอายุราชการ 65 ปี โดยจะมีสิทธิที่ขอปฏิบัติหน้าที่ต่อในตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสได้อีก กระทั่งอายุครบ 70 ปี ซึ่งจะต้องผ่านการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับกรณีของชายที่เป็นผู้พิพากษาและหญิงคนดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าหลังจากได้เจรจาไกล่เกลี่ยกันแล้ว ทั้งคู่ก็ลงบันทึกการประนีประนอมยอมความไว้ที่ สน.บางโพงพาง เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายหญิงก็ยินยอมโอนคืนโฉนดที่ดิน จ.เชียงใหม่ ให้ฝ่ายชาย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่คุกคามกัน ต่างคนจะใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งหากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถเรียกร้องได้เป็นเงิน 5 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17306</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกเข่า, ง้อเมีย, ผู้พิพากษา, ลาออกจากราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b976f383d84f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
