<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลิ้นจี่แม่กลอง&#039; ปีนี้มีน้อย แถมเจอโควิดต้องงดจัดงาน แต่เปิดให้เลือกซื้อได้ถึงในสวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.63 - นายอาคม ศรีประพงศ์ เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ในขณะนี้ลิ้นจี่แม่กลองเริ่มแก่จัด เก็บจำหน่ายได้บ้างแล้ว แต่ไม่มีการงานวันลิ้นจี่ของดีเมืองแม่กลองที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาโรคระบาดไวรัสโควิค-19 และปีนี้ลิ้นจี่ติดดอกออกผลไม่มากนักเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน&amp;nbsp;มีพายุฝนตกทำให้ผลผลิตเสียหายไปจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่าอย่างไรก็ดี ผู้บริโภคที่สนใจสามารถเข้าไปซื้อถึงในสวนได้โดยตรงในเขตอำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา ได้กินลิ้นจี่สดใหม่ด้วย นอกจากลิ้นจี่แล้วยังมีผลิตผลอย่างอื่นๆ เช่นส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ ของดีเมืองแม่กลองเช่นกัน และยังมีมะพร้าวอ่อนน้ำหอม มะเฟือง มะไฟ ลำไย ฝรั่ง ละมุด พุทรา มะปราง มะม่วง ชมพู่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมและยังมีสินค้าทางประมงพื้นบ้านอีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่าส่วนราคาลิ้นจี่ในขณะนี้ รุ่นแรกที่ออกจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 200&amp;nbsp;บาท รองลงมาราคากิโลกรัมละ 150 บาทแบบไม่คัดผลผลิตกิโลกรัมละ 100&amp;nbsp;บาท ลิ้นจี่กะเทย ไม่มีเมล็ดกิโลกรัมละ 50-80&amp;nbsp;บาท ต้องซื้อไปหมักทำไวน์ได้ หรือนำไปตากแห้งเป็นลิ้นจี่แช่อิ่ม หรือลิ้นจี่เชื่อมหวาน ลิ้นจี่แดดเดียว ลิ้นจี่ตากแห้งเพื่อนำไปแปรรูป เมล็ดแห้งนำไปต้มเป็นเครื่องดื่ม น้ำลิ้นจี่ได้ มีจำหน่ายในตลาดชุมชนในเขตอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที ส่วนอำเภอเมืองสมุทรสงครามไม่มีผลผลิตลิ้นจี่เพราะเป็นพื้นที่น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ไม่สามารถปลูกต้นไม้ที่เป็นผลไม้น้ำจืดได้ &amp;nbsp;มีแต่มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ของดีเมืองแม่กลอง, จังหวัดสมุทรสงคราม, ลิ้นจี่, ลิ้นจี่แม่กลอง, เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม, แม่กลอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e816ee474eb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 22:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 22:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐพิหารวิกฤติ โรคสมองคร่าเด็ดร่วมร้อย สังเวยร้อนจัดอีก 78 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐพิหารของอินเดียเผชิญกับวิกฤติทางสาธารณสุขพร้อมกัน 2 สถานการณ์ โรคไวรัสสมองที่อาจเกี่ยวโยงกับฤดูลิ้นจี่ของรัฐนี้ ทำให้เด็กเสียชีวิตแล้ว 97 คน ส่วนอากาศร้อนจัดคร่าเพิ่มเป็น 78 ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทะเลสาบใกล้เมืองอัจเมอร์ทางภาคเหนือของอินเดียใกล้แห้งเหือดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ว่าคลื่นความร้อน ที่มีสถิติกินเวลายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอินเดีย ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นหลายพื้้นที่ของรัฐทางภาคเหนือแห่งนี้ต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมคล้ายกับการประกาศเคอร์ฟิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุณหภูมิช่วงกลางวันทั่วพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสมา 32 วันแล้ว ขาดอีก 1 วันก็จะเท่ากับสถิติ 33 วันเมื่อปี 2531 ส่วนที่เมืองชูรูในพื้นที่ทะเลทรายของรัฐราชสถานทางภาคเหนือของอินเดีย เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 50.3 องศาเซลเซียส อีกนิดเดียวก็จะเท่ากับสถิติ 51 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐพิหารมีอุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียสนานติดต่อกันหลายวัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผยกับเอเอฟพีว่า อากาศร้อนจัดใน 3 อำเภอ ทำให้มีคนเสียชีวิตแล้ว 78 คนนับตั้งแต่วันเสาร์ ผู้ตายส่วนใหญ่อายุเกิน 50 ปี นอกจากนี้ยังมีอีกมากกว่า 130 คนต้องรับการรักษาฉุกเฉินในโรงพยาบาลหลายแห่งเพราะโรคลมแดด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลท้องถิ่นของอำเภอคยาต้องออกกฎห้ามประชาชนออกไปทำกิจกรรมที่ไม่จำเป็นกลางแจ้ง ระหว่างเวลา 11.00-16.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากปัญหาอากาศร้อนจัดแล้ว รัฐที่เป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ของอินเดียแห่งนี้ยังเผชิญกับการระบาดของโรคไวรัสไข้สมองอักเสบเฉียบพลันมาตั้งแต่ต้นเดือน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า มีเด็กเสียชีวิตเพราะโรคนี้ที่โรงพยาบาลและวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีกฤษณะ 80 คน และที่โรงพยาบาลเอกชนอีกแห่ง 17 คน เด็กส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะขาดน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคไข้สมองอักเสบเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในอำเภอเดิมๆ ของรัฐนี้ช่วงฤดูร้อนนับแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับหน้าลิ้นจี่ หลายปีก่อนนักวิจัยสหรัฐกล่าวกันว่า โรคไข้สมองอาจเกี่ยวโยงกับสารพิษที่พบในลิ้นจี่ แต่นักวิจัยย้ำว่าจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา ในภูมิภาคที่ปลูกลิ้นจี่ของบังกลาเทศและเวียดนามก็เคยมีการระบาดของโรคทางระบบประสาทเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38797</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลื่นความร้อน, รัฐพิหาร, ลิ้นจี่, อินเดีย, ไวรัสไข้สมองอักเสบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d07b7a6c9c7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 21:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลิ้นจี่เป็นเหตุ เด็กอินเดียป่วยสมองอักเสบตายแล้ว 31 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เด็กอินเดียอย่างน้อย 31 คนเสียชีวิตในเมืองหนึ่งของรัฐพิหารทางเหนือของอินเดียช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากโรคสมองอักเสบที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสารพิษที่พบในลิ้นจี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอินเดียเผยว่า มีเด็กที่เสียชีวิตอย่างน้อย 31 คนในโรงพยาบาล 2 แห่งของเมืองมูซัฟฟาร์ปูร์ ในรัฐพิหาร ทางเหนือของอินเดียในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเมืองที่ปลูกลิ้นจี่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อโศก กุมาร์ สิงห์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาวุโส เผยกับเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 12 มิถุนายนว่า เด็กที่เสียชีวิตทั้งหมดมีอาการของโรคสมองอักเสบเฉียบพลัน (เออีเอส) และเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการขาดกลูโคสในเลือดอย่างเฉียบพลัน และมีเด็กอย่างน้อย 40 คนที่มีอาการคล้ายกับเด็กที่เสียชีวิต ขณะนี้รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู นอกจากนี้มีประกาศเตือนให้ผู้ปกครองดูแลเด็กๆ ให้ดีในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอส. พี. สิงห์ หัวหน้าคณะแพทย์ของโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ศรีกฤษณะ เมืองมูซัฟฟาร์ปูร์&amp;nbsp; เผยว่า จะพยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเมืองมูซัฟฟาร์ปูร์และเมืองใกล้เคียงในรัฐพิหาร พบการระบาดของโรคนี้ในช่วงฤดูร้อนทุกปีตั้งแต่ปี 2538 ที่ตรงกับหน้าลิ้นจี่ โรคนี้ในท้องถิ่นเรียกว่าโรค &amp;quot;Chamki Bukhar&amp;quot; ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 150 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยสหรัฐเผยรายงานในปี 2558 ว่า โรคสมองอักเสบที่พบในเด็กที่เมืองมูซัฟฟาร์ปูร์เชื่อมโยงกับสารพิษที่มีอยู่ในลิ้นจี่ แต่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ซึ่งเด็กที่ป่วยมีอาการชัก, สภาพจิตใจแปรปรวน และมากกว่า 1 ใน 3 เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบการระบาดของโรคระบบประสาทในเขตที่ปลูกลิ้นจี่ในบังกลาเทศและเวียดนามด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38408</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐพิหาร, ลิ้นจี่, สมองอักเสบ, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d010f130748a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลไม้รสหวานหน้าร้อน ผู้สูงอายุควรกินแต่พอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และลิ้นจี่ ผลไม้หน้าร้อนที่ควรบริโภคให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ขนุน และ ลิ้นจี่ ถือเป็นผลไม้หน้าร้อนซึ่งกำลังมีผลผลิตเยอะในช่วงนี้ ที่สำคัญหากบริโภคมากเกินไปอาจกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วไป รวมถึงผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ดังนั้นการที่คนสูงวัยกินผลไม้รสหวานจัดเหล่านี้เข้าไป ย่อมถือเป็นความท้าทายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลไม้รสหวานจัด อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุสูงเพิ่มขึ้นหลังรับประทาน หรือการที่บริโภคข้าวเหนียวมะม่วงหรือข้าวเหนียวทุเรียน ที่ให้ทั้งน้ำตาลและไขมันจากกะทิในข้าวเหนียวมูนและน้ำกะทิ และซึ่งร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยไขมันนานขึ้น ทำให้ระบบการย่อยทำงานได้ช้าขึ้นอีกด้วย และไม่เพียงทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แต่ยังได้รับไขมันในปริมาณที่สูง จากเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานจัดเป็นประจำช่วงหน้าร้อนอย่าง ทุเรียน มะม่วงสุก หรือแม้แต่เงาะปริมาณหลายๆ ผลต่อครั้ง ถือเป็นเรื่องท้าทายต่อสุขภาพของผู้สูงวัย อีกทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากคนสูงวัยไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ เช่น ไม่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ก็สามารถรับประทานผลไม้ดังกล่าวได้ แต่ว่าต้องจัดสัดส่วนการรับประทานให้มีขนาด &amp;ldquo;เล็กลง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กินให้น้อยลง&amp;rdquo; กว่าที่เคยทำมาเมื่อตอนเป็นหนุ่มสาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ข้าวเหนียวมูนมะม่วง ประมาณ 210 กิโลแคลอรี หรือข้าวเหนียวมูนประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และมะม่วงสุกครึ่งลูก อาหารว่างมื้อย่อมที่เพียงพอแล้ว ผู้สูงอายุไม่ควรบริโภคมากกว่านี้ ที่สำ�คัญภายใน 1 อาทิตย์ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้รับพลังงานที่สูงมากเกินไป)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หากต้องการบริโภค &amp;ldquo;ทุเรียน&amp;rdquo; ก็ให้กินได้ไม่ควรเกิน 1 พู หรือหากเป็น &amp;ldquo;มะม่วงสุก&amp;rdquo; ที่ค่อนข้างมีรสหวานจัด (หวานแสบคอ) น้ำตาลเยอะก็ให้บริโภคเพียงครึ่งผล หรือมากสุดคือ 1 ผลเท่านั้น แต่ถ้าหากกิน &amp;ldquo;ข้าวเหนียวมะม่วง&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ข้าวเหนียวทุเรียน&amp;rdquo; ที่จะไปเพิ่มปริมาณพลังงานและน้ำตาลให้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ ข้าวเหนียวมูน 100 กรัม (1 ขีด) จะให้พลังงาน 280 กิโลแคลอรีโดยประมาณ แนะนำว่าถ้าจะให้ดีควรบริโภคข้าวเหนียวมูนเพียงครึ่งขีดเท่านั้น หรือ 50 กรัม (ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) ซึ่งจะได้พลังงาน 140 กิโลแคลอรี ที่สำคัญให้รับประทานร่วมกับมะม่วงสุกครึ่งลูก และทุเรียนครึ่งพู ที่ให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 70 กิโลแคลอรี และน้ำตาล 15 กรัม ดังนั้นเมื่อผู้สูงอายุบริโภคข้าวเหนียวมะม่วง-ข้าวเหนียวทุเรียนครึ่งพู จะให้พลังงานโดยรวมอยู่ที่ 210 กิโลแคลอรี จัดว่าเป็นสัดส่วนของว่างมื้อย่อมๆ เพียงพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเมื่อคุณตาคุณยายกินข้าวราดแกง 1 จานกับไข่ดาว 1 ฟองจะได้พลังงานอยู่ที่ 400-500 กิโลแคลอรี และกินเมนูของหวานดังกล่าวตบท้าย ก็จะได้พลังงานอีก 210 กิโลแคลอรี เป็นมื้อใหญ่ของวัน ไม่จำเป็นต้องบริโภคของหวานดังกล่าวมากกว่านี้ เพราะถ้าหากบริโภคเมนูข้าวเหนียวมูนมากเกินไป จะทำให้ได้รับปริมาณพลังงานและน้ำตาลมากเกินความจำเป็นต่อมื้อ ส่วนการบริโภค &amp;ldquo;เงาะ&amp;rdquo; ซึ่งจัดเป็นผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลสูง ประมาณ 16-17 กรัมต่อ 100 กรัม ควรบริโภคเงาะประมาณวันละไม่เกิน 6-8 ผลต่อครั้ง ที่สำคัญใน 1 อาทิตย์ผู้สูงวัยควรบริโภคผลไม้รสตามฤดูกาลอย่าง มะม่วงสุก, ทุเรียน และเงาะ เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร กล่าวเสริมอีกว่า หากคุณตาคุณยายต้องการบริโภคผลไม้หน้าร้อนซึ่งให้พลังงานสูงดังกล่าว ก็ควรมีการ &amp;ldquo;แลกเปลี่ยน&amp;rdquo; เช่น จากที่เคยกินขนมหวานที่มีน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ หรือพวกขนมเค้กขนมพายไส้ผลไม้ หรือขนมไทยตระกูลทองชนิดต่างๆ ตบท้ายอาหารคาว ก็ต้องงดบริโภคของหวานดังกล่าว หากว่าต้องการที่บริโภคผลไม้อย่างมะม่วงสุก หรือทุเรียน ตลอดจนข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวทุเรียน รวมไปถึงการบริโภคชา กาแฟเย็นที่มีรสชาติหวานมันดับร้อน เช่น ชาดำเย็น ชามะนาว ชานมเย็นไข่มุก ที่มีความหวานและให้พลังงานอยู่ที่ 100-300 กิโลแคลอรี หรือไลฟ์สไตล์ที่ชอบดื่มน้ำหวานวันละ 1 กระป๋อง ที่ต้องแลกเปลี่ยน หรืองดรับประทาน หากจะกินเมนูของหวานดังกล่าวเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับข้อปฏิบัติหลังการบริโภคผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนอย่าง ทุเรียน และมะม่วง อันดับแรกให้งดออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะอาจยิ่งกระตุ้นให้ร่างการร้อนมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ไม่ควรบริโภคผลไม้ดังกล่าวก่อนเข้านอน เพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ประการที่สามแนะนำว่าให้กินน้ำเย็น หรือนมจืดตามเข้าไปสักเล็กน้อย (ครึ่งแก้วเล็ก) เพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;คูลดาวน์&amp;rdquo; และล้างความหวานจากผลไม้ดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อนได้แก่ แตงโม ชมพู่ และฝรั่ง แต่ควรทิ้งระยะในการบริโภค เช่น กินเช้าและกินอีกครั้งใน มื้อเย็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติพร ทิ้งท้ายว่า สำหรับผลไม้ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคในช่วงอากาศร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ที่มีรสจืดสามารถบริโภคได้ทุกวันวันละประมาณ 1 ลูก ถ้าไม่ทำให้ท้องอืดเพราะย่อยยาก รวมถึงผลไม้ที่มีน้ำมาก เพื่อเติมน้ำให้ร่างกายอย่าง แตงโม และ ชมพู่ ทั้งนี้ ต้องบริโภคให้มีระยะห่างกัน เช่น กินตอนเช้าและกินอีกครั้งในช่วงตอนเย็น ที่สำคัญให้บริโภคครั้งละ 1 ชิ้น ( แตงโม 1 ชิ้นยาวยิ้ม หรือชมพู่ 2 ผล) เพราะหลักการกินผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับสุขภาพนั้นจะต้องกินให้ได้ 2 ส่วน แต่ต้องกินผักให้ได้ 3 ส่วนของเมนูอาหารในแต่วัน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35137</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทุเรียน, ผีขนุน, มะม่วง, ลิ้นจี่, เงาะ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd02b6367180.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9981</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์” ช่วยเหลือเกษตรกรปลูกกระเทียมภาคเหนือนำผลผลิตขายอ.ต.ก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; โช์วผลงานช่วยเหลือเกษตรกรปลูกกระเทียมภาคเหนือ จัดเชื่อมโยงตลาดนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. ประชาชนเข้ามาซื้อเพียบ เตรียมนำลิ้นจี่จากพะเยากระจายสู่ผู้บริโภคในกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 61- &amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในจังหวัดต่างๆ เตรียมความพร้อมรับมือกับผลผลิตทางการเกษตรที่ออกสู่ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ล่าสุดสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ได้ทำการประสานนำผลผลิตกระเทียมแห้ง คัดเกรดมัดจุกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำไปจำหน่ายยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อช่วยระบายผลผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ได้ตั้งราคาไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเข้ามาซื้อกันเป็นจำนวนมาก เพราะผลผลผลิตมีคุณภาพดี และยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจจะทำคำสั่งซื้อ เช่น สมาคมแม่บ้านทหารบก รวมถึงมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สนใจจะสั่งซื้อด้วย โดยอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด&amp;quot;นายวิชัยกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา ได้เข้าไปดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ โดยช่วยกระจายลิ้นจี่คุณภาพ ซึ่งเป็นลิ้นจี่ที่ใช้กระดาษห่อผลสดก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้ผิวสวย รสชาติหวานหอม กรอบ อร่อย เนื้อแห้ง สามารถขยายตรงสู่ผู้บริโภคสามารถจำหน่ายได้ราคา 80 -120 บาท/กก. &amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่จำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ SCB , กระทรวงพาณิชย์ , กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , TOT สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ เป็นต้น โดยมียอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่วันที่ 21-22 พ.ค.2561 ปริมาณ 1,570 กก. มูลค่า 156,000 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9981</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเทียม, พาณิชย์, ภาคเหนือ, ลิ้นจี่, อ.ต.ก., เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07c0c263997.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
