<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 21:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 21:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือฮา! พบ &#039;นาก&#039; สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในป่าลุ่มน้ำอิง เร่งจัดทำพื้นที่อนุรักษ์แห่งแรกในเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - ที่โรงแรมทีคการ์เด้น อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;การสื่อสารเพื่อการอนุรักษ์ เรียนรู้สร้างสื่อเครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคม ลุ่มน้ำอิง กก &amp;ndash; โขง&amp;rdquo; และมีการแถลงข่าวเรื่องการค้นพบนากลุ่มน้ำโขง ในที่ป่าชุ่มน้ำแม่น้ำอิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า การค้นพบนากในลุ่มน้ำโขงบริเวณแม่น้ำอิงสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ราบลุ่มน้ำอิงตอนล่างมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาค เป็นการค้นพบครั้งสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำโขง โดยสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และตัวแทนชาวบ้านจะร่วมมือกันในการที่จะดูแลรักษาหาพื้นที่ปลอดภัยให้กับนาก โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับสำนักทรัพยากรธรรมชาติฯพยายามผลักดันให้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิษณุกร ดีแก้ว เจ้าหน้าที่สมาคมฯในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยกล่าวว่า จากการสำรวจสองจุดที่ป่าบุญเรืองและป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม โดยใช้กล้องดักจับ camera tab จำนวน 25ตัว เป็นเวลา1 เดือน &amp;nbsp;โดยพบนากใหญ่ธรรมดา และยังพบอีเห็น แมวดาว กระต่ายป่าและนกต่างๆ ซึ่งจากการบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่าเคยเห็นแต่ไม่เคยเห็นภาพชัดเจนเราจึงได้ตั้งกล้องไว้ 1 เดือนเพื่อดักถ่ายสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชเญศพงษ์ คุรุปรัชญามรรค ผู้ประสานงานสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงตอนล่างและชาวบ้านบุญเรือง กล่าวว่า นากในประเทศไทยที่ค้นพบคือ นากใหญ่ธรรมดา นาคใหญ่ขนเรียบ นากจมูกขนและนากเล็กเล็บสั้น ทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ที่พบคือนากใหญ่ธรรมดา &amp;nbsp;เมื่อเอาไปศึกษาร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่าลุ่มแม่น้ำอิงอาจมีนากอยู่ 2 ชนิดคือนากใหญ่ธรรมดาและนากใหญ่ขนเรียบ นอกจากนี้ยังพบสัตว์หายากขนาดเล็กคือแมวดาวมีความสำคัญเหมือนกันเสือปลาซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ยังพบสัตว์กลุ่มชะมด กระต่าย ไก่ป่าและนกทั้งประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล สะท้อนว่าลุ่มน้ำอิงยังอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมนากเป็นข้อพิพาทกับเครื่องมือทำมาหากินกับชาวบ้าน พื้นที่พบนากส่วนใหญ่เชื่อมต่อกับเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา ก้าวต่อไปของคนบุญเรืองคือเราจะอยู่ร่วมกับสัตว์อย่างไรโดยไม่เบียดเบียนกัน แบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์กันอย่างไร&amp;rdquo;นายพิชเญศพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตกล่าวว่า เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่านากที่พบในป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะเป็นนากใหญ่ขนเรียบ เนื่องจากชาวบ้านพบเจอแต่ละครั้งกว่า 10 ตัว ซึ่งลักษณะหางไม่เหมือนกัน จากผลการตรวจ DNA เป็นนากใหญ่ธรรมดา ซึ่งมีนิสัยชอบอยู่แบบสันโดด ภารกิจต่อไปคือเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจดีเอ็นเอ และมีตัวอย่างโครงกระดูกนากที่บุญเรือง เราคาดว่ามี 2 ชนิด ในลุ่มน้ำอิง และสายพันธุ์กรรมไม่ตรงกับที่อื่นเลย แสดงว่าเป็นสายพันธุ์ที่นี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;1 ใน 8 เกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนแรมซ่าคือพิสูจน์ได้ว่ามีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และมีเอกลักษณ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำให้สัตว์เหล่านี้อยู่ได้ เป็นการพิสูจน์ได้ว่าเรามีพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระหว่างประเทศ ตรงนี้หากเราจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับนากในมิติความสัทพันธุ์ทางสังคม จะทำให้พื้นที่นี้เป็นแห่งแรกๆของเอเชีย เพราะยังไม่มีที่ไหนทำได้&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทอง เหง้าน้อย ผู้ช่วยนักวิจัย ที่ได้ร่วมศึกษาวิจัยด้านความสัมพันธ์ นากกับคน ในลุ่มน้ำอิงตอนล่าง 10ชุมชน กล่าวว่า &amp;nbsp;นากอยู่ในภาวะถูกคุกคามคือชาวบ้านบางส่วนยังเห็นเป็นศัตรูเพราะนากทำลายเครื่องมือหาปลาของชุมชน ในแต่ละปีคนหาปลาในแม่น้ำอิงสูญเสียเครื่องมือหาปลาที่เป็นตาข่ายดักปลาคิดเป็นอัตราความสูญเสียกว่า 2,000 บาทต่อคน ซึ่งทำให้ภาพความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น แต่หากสภาพปัญหาหลักๆซึ่งมาจากการลดลงของพื้นที่แหล่งอาหาร ในแม่น้ำอิงทำให้ปริมาณปลาลดลง ที่อยู่อาศัยของนากถูกคุกคามจากการพัฒนาพื้นที่ ทั้งการขุดรอก การเปลี่ยนสภาพพื้นที่ &amp;nbsp;พอพื้นที่อาหารลดลง คนกับนากมีแหล่งอาหารในพื้นที่เดียวกัน จึงเกิดการแย่งชิงปลา และทำลายอุปกรณ์เครื่องมือหาปลา จากกนี้ไปเราพยายามทำความร่วมมือกับชุมชน เพื่อลดผลกระทบด้านความขัดแย้ง และเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยแหล่งอาหารให้นาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเราทำเป็นพื้นที่อนุรักษ์นากลุ่มน้ำอิงทำได้ ก็น่าจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติคนได้ พื้นที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่แรกของเอเชียที่อนุรักษ์นาก ดังนั้นควรมีการจัดตั้งกองทุนเยียวยาเครื่องมือหาปลาที่ถูกนากทำลาย และระยะยาวควรมีการดูแลเรื่องการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การเพาะพันธุ์ปลาพื้นเมืองเพื่อชดเชยปลาที่หายไป ถ้าเราไม่พยายามสร้างแหล่งอาหารให้ความขัดแย้งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายไกรทอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108445</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ตัวนาก, นาก, ลุ่มน้ำอิง, สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต, สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา, สัตว์ใกล้สูญพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60df1e9ed42fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวประมงลุ่มน้ำอิงลดฮวบ เหตุนิเวศเปลี่ยนหาปลาไม่ได้ วอนร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุ่มน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวประมงแม่น้ำอิงลดฮวบเหตุนิเวศเปลี่ยน-หาปลาไม่ได้ วอนร่วมอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุ่มน้ำแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ นักวิชาการแนะสร้างข้อบัญญัติท้องถิ่นดึงภาคประชาชนร่วมฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64 - ที่ศาลาวัดปากอิงเหนือ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีการประชุมประเมินการเปลี่ยนภูมิอากาศกับผลกระทต่อระบบนิเวศ วิถีชีวิตลุ่มน้ำอิง-โขง โดยมีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในลุ่มแม่น้ำอิง นักอนุรักษ์ธรรมชาติและนักวิชาการเข้าร่วม ภายใต้การดำเนินโครงการส่งเสริมตัวเลือกในการปรับตัวตามระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและการสื่อสารสำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง จากการสนับสนุนของ IKI, BMUB , IBRRI โดยความร่วมมือ จาก IUCN สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ภายใต้แผนงาน Mekong wet&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอวยชัย คงสวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากโดยเฉพาะปี 2564 แม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หมู่บ้านปากอิงหาเคยหาปลาเป็นอาชีพแต่ในรอบ 10 ปีอาชีพหาปลาเปลี่ยนแปลงเพราะน้ำขึ้นแล้วแห้งเร็ว ส่งผลกระทบต่อการหาปลาอย่างมาก เมือตอนปี 2550 มีเรือหาปลา 70 ลำออกหาปลาวันละสองเที่ยว แต่เดี๋ยวนี้เหลือเรือหาปลาเหลืออยู่ไม่ถึง 20 ลำ จากที่คนทั้งชุมชนเคยหาปลา 80% ตอนนี้เหลือไม่ถึง 30% เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งเกิดจากเขื่อนและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง เพราะจู่ๆน้ำก็ขึ้น ทำให้คนที่ปลูกผักไม่ปลูกได้เพราะน้ำท่วม ชาวบ้านต้องหันมาทำงานรับจ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;15 ปีที่ผ่านมาปลาในแม่น้ำหายไปเยอะมาก เดี๋ยวนี้พวกเราออกหาปลาแทบไม่ได้เลย เหลือปลาที่จับได้ไม่ถึง 10 ชนิด เมื่อก่อนตื่นเช้ามาเราก็หาปลา เพราะง่ายที่สุด &amp;rdquo;นายอวยชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมือง ศรีสม ประธานป่าชุ่มน้ำบ้านม่วงชุม อ.เชียงของ &amp;nbsp;กล่าวว่าประมาณ 5 ปีที่ผ่านมารู้สึกแม่น้ำอิงไม่เหมือนเก่า เวลาหน้าแล้งแม่น้ำขาดช่วงโดยมีเนินทรายอยู่ทั่วไปเชื่อว่าเกิดจากภัยแล้งและการสร้างเขื่อนทั้งเขื่อนที่เป็นกระสอบและประตูน้ำกักน้ำไว้ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงแม่น้ำอิง และแม่น้ำโขงไม่เหมือนก่อนเพราะในอดีตแม่น้ำโขงหนุนทำให้น้ำไหลเข้าแม่น้ำอิง แต่ตอนหลังน้ำโขงไม่หนุนแม่น้ำอิงมาตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ไม่มีปลาจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำอิงโดยเฉพาะปีนี้แทบไม่เหลือเลย ทั้งๆที่เมื่อก่อนจับปลาได้ปลาเป็นกระสอบ ขณะที่ต้นไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำป่าม่วงชุมก็มีหนอนมาเจาะ ทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายเพราะน้ำไม่ไหลเข้าป่ามาร่วม 10 ปี หนองน้ำก็ไม่มีน้ำและแห้งลงทุกที ปีที่ผ่านมาถึงขนาดไม่ได้เกี่ยวข้าวเพราะความแห้งแล้งทำให้ต้นข้าวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา พอน้ำแห้งปลาก็ไม่มีที่อยู่และหายไปเยอะมาก พอหาปลาไม่ได้ วังอนุรักษ์ยังเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่ให้ปลาอยู่ได้ ถ้าไม่มีการอนุรักษ์เอาไว้ในแม่น้ำอิงก็จะไม่เหลือปลาเลย&amp;rdquo;นายเมือง กล่าว
&amp;nbsp;
นายไกรทอง เหง้าน้อย ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในรอบกว่า10 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบกับชุมชนในลุ่มน้ำอิง และน้ำโขง จังหวัดเชียงรายในหลายด้าน ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะด้านระบบนิเวศแม่น้ำอิง ที่มีพื้นที่ป่าชุ่มน้ำกว่า26 ผืนป่า ต่างประสบกับปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องมาหลายปี น้ำอิงไม่หนุนเข้าท่วมป่า ที่โดยปกติน้ำอิงจะต้องท่วมป่าในฤดูน้ำหลากในทุกๆปี ขังอยู่นานกว่า3เดือน ในรอบ5-6ปีมานี้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน ภัยแล้งยาวนานน้ำอิงแห้งขอด น้ำไม่เข้าป่า ระบบนิเวศป่าเปลี่ยนไป พืชอาหารลดลง ต้นไม้ยืนต้นตายนับร้อยต้น และเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ เกิดจากแมลง หนอนเข้าเจาะต้นไม้ &amp;nbsp; ชุมชนที่เคยทำอาชีพหาปลาเป็นหลักต้องเปลี่ยนอาชีพ อพยพไปรับจ้างต่างถิ่น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อระบบนิเวศป่า &amp;nbsp;แม่น้ำ ความหลากหลายด้าน พืช สัตว์ ที่ลดปริมาณลง สิ่งที่ชุมชนเคยพึ่งพา หายไป ส่งผลต่อวิถีชีวิตคนที่เปลี่ยนไป ซึ่งถ้ามองจากนี้อีก10 ปี ข้างหน้าถือว่ามีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่ชุมชนจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ มีความจำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันและตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ป่าชุ่มน้ำบ้านป่าข่า อ.ขุนตาล จ.เชียงราย โดยเป็นช่วงที่น้ำหลากไหลท่วมป่าซึ่งเป็นระบบนิเวศของป่าชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิงทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และชาวบ้านต่างได้หาปลาที่เข้ามากินอาหาร และต้นไม้ส่วนใหญ่คือต้นส้มแสงขนาดใหญ่ที่เป็นพืชอยู่กับน้ำท่วมขังได้เป็นอย่างดีและลูกส้มแสงเป็นอาหารที่สำคัญของปลา ป่าส้มแห่งนี้ผืนใหญ่ที่สุดในภาคเหนือและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศซึ่งมีเยาวชนมาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสอน เทพสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านป่าข่า กล่าวว่าป่าชุ่มน้ำผืนนี้มีพื้นที่ 70 ไร่โดยเป็นป่าโบราณที่อยู่มาตั้งแต่ตั้งชุมชนโดยปกติในฤดูฝนน้ำจะท่วม 3-4 เดือน ทำให้ปลาจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิงเข้ามาหากินและวางไข่ เมื่อถึงเดือนตุลาคมน้ำจะเริ่มลดลงและปลาจะว่ายกลับไปอยู่ตามแม่น้ำและท้องร่อง อย่างไรก็ตามในช่วงหลังปลาจากแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงได้หายไป แต่ชาวบ้านก็ได้ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ปลามาแล้ว 5 ปีโดยมีหนองน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่งในเนื้อที่ราว 100 ไร่ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาในหนองน้ำอนุรักษ์จำนวนหนึ่งได้ออกไปยังป่าส้มแสงช่วยแพร่พันธุ์ ทำให้มีปลาอยู่ในธรรมชาติตลอดทั้งปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป่าคือป่า บ้านคือบ้าน ปลาฟักไข่ก็ต้องให้เขาออกไป ผมอยากให้พื้นที่ลุ่มน้ำอิงมีป่าชุ่มน้ำเยอะๆ การอนุรักษ์ป่าและอนุรักษ์น้ำเอาไว้จะทำให้ลูกหลานได้มีอยู่มีกิน&amp;rdquo;นายสอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สหัทยา วิเศษ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา กล่าวว่า ให้สัมภาษณ์ว่า ลุ่มน้ำอิงมีระบบนิเวศแตกต่างจากที่อื่นในภาคเหนือโดยตอนบนเป็นที่ราบลุ่มภูเขาแต่ตอนล่างเป็นป่าชุ่มน้ำซึ่งนอกจากเป็นพื้นที่รับน้ำแล้วยังเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านดังนั้นป่าชุ่มน้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยในฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำโขงได้เอ่อสูงทำให้น้ำไหลเข้าสู่ป่าชุ่มน้ำและเกิดความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามพื้นที่ป่าชุ่มน้ำกำลังถูกคุกคามทั้งจากโครงการของรัฐและตัวชาวบ้านเองที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ชุมชนก็ได้รวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงเพื่อช่วยกันดูแลและฟื้นฟูป่าชุ่มน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ผศ.ดร.สหัสทยา กล่าวว่าได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำอิง พบว่าการมีข้อบัญญัติของท้องถิ่นจะช่วยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลป่าโดยสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากรและป่า โดยข้อบัญญัตินี้ไม่ได้ยึดหลักกฎหมายอย่างเดียวแต่ต้องยึดจารีตและกติกาของชุมชนที่มีอยู่ด้วย เช่น เรื่องการจัดปลา บางที่ชุมชนมีกติกาห้ามและถูกปรับ แต่มีบุคคลภายนอกเข้ามาจับบางทีก็บังคับใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อบัญญัติท้องถิ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกและฟื้นฟธรรมชาติ แต่ตอนนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่เข้าใจเพราะมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลายพื้นที่ก็เริ่มเข้าใจ เพราะหากท้องถิ่นเข้าไปคลุกคลีกับปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริงเขาก็ต้องลงไปหาชาวบ้านเพื่อจัดทำแผนและความรวมมือกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;ผศ.ดร.สหัสทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106685</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ระบบนิเวศ, ลุ่มน้ำอิง, แม่น้ำอิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caee38dece5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านลุ่มน้ำอิงฉลองรางวัลระดับโลก เร่งดัน &#039;ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง&#039; ขึ้นทะเบียนแรมซาไซต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - ที่บริเวณป่าชุมชนบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดงานแสดงความยินดีกับชุมชนบุญเรืองและภาคีลุ่มน้ำอิงเนื่องในวาระที่ได้รับรางวัล อิเควเตอร์ ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (Equator prize: UNDP)และเวทีเสวนาการยกระดับการจัดการป่าชุ่มน้ำอิงตอนล่าง และแนวทางการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการนำผลิตผลทางการเกษตรและผลผลิตจากป่าชุมชนมาทำอาหาร นอกจากนี้ยังมีการแจกแก้วไม้ไผ่สำหรับผู้ที่มาร่วมงานเพื่อป้องกันโควิด โดยมีพระสงฆ์ เยาวชนและประชาชนหลายร้อยคนร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษเพชร เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเปิดงานว่า ผืนป่าแห่งนี้มีประวัติยาวนานและมีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเป็น 1 เดียวของประเทศไทยที่เป็นป่าชุ่มน้ำในลักษณะทางภาคเหนือ ถือว่าเป็นความสำเร็จของประชาชนที่อยู่กับธรรมชาติ ตนพบว่าที่นี่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มากกว่า 100 ปีโดยประชาชนช่วยกันดูแล อยากให้ป่าตรงนี้สามารถขยายไปพื้นที่อื่นและอยู่ต่อไปเป็นร้อยๆปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้ตรงนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้โดยมีเยาวชนในพื้นที่เป็นคนถ่ายทอด ชุมชนนี้ไม่เคยทำพนังกั้นน้ำเพราะอยู่กับธรรมชาติ ขณะที่ชุมชนอื่นๆพอน้ำท่วมก็รีบทำพนังกั้นน้ำสูญเสียงบประมาณ ธรรมชาติมีทั้งคุณและภัย แต่ทำอย่างไรเราอยู่กับธรรมชาติได้ การไปเปลี่ยนแปลงกายภาพสู้กับธรรมชาตินั้น ในที่สุดก็สู้ธรรมมชาติไม่ได้ แต่คนบุญเรืองอยู่มาเป็นร้อยปีกับน้ำที่ท่วมและอยู่กันได้ ดังนั้นรางวัลที่ชุมชนได้รับครั้งนี้เป็นความภูมิใจของคนเชียงรายทั้งจังหวัด&amp;rdquo;นายกฤษเพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในงานได้มีเวทีเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;Wetland For Life พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อชีวิต และร่วมมองอนาคตการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงตอนล่าง&amp;rdquo; โดยผู้ร่วมประกอบด้วยนายทรงพล จันทะเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านบุญเรือง นางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำจังหวัดเชียงราย นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนน้ำของ นายสุทธิ มลิทอง รองผู้อำนวยการสถาบั้นความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นายยรรยง ศรีเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืด WWF นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต นายวิชา นรังศรี คณะทำงานพื้นที่ชุ่มน้ำ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และน.ส.เขมอัปสร สิริสุขะ ดารานักแสดง ดำเนินรายการโดย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว The Reporters&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทรงพล กล่าวว่า การต่อสู้ของชาวบ้านคือการสร้างความเข้าใจให้กับทุกคน เช่น มีคนบอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่เรายืนยันว่าป่าผืนนี้สมบูรณ์กว่าป่าเสื่อมโทรมถึง 8 เท่า หรือที่กล่าวหาว่าชาวบ้านบุกรุกป่า แต่เราบอกว่าต้นไม้ทุกต้นเป็นสมบัติของส่วนรวม เราใช้ธรรมชาติฟื้นฟูธรรมชาติ ชาวบ้านทำการเกษตรอยู่กับน้ำและป่าที่เป็นเหมือนหม้อข้าวหม้อแกง การที่บอกว่าจะเอาความเจริญมาให้ แต่ได้ถามชาวบ้านหรือยัง เราไม่อยากให้ใช้พื้นที่ป่า การที่คุณจะถมที่ดินกว่า 3 พันไร่เพื่อสร้าวเขตอุตสาหกรรมจะไปเอาดินที่ไหนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เขมอัปสร สิริสุขะ หรือเชอรี่ ดารานักแสดง กล่าวว่า ถ้าป่าบุญเรืองกลายเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ คงน่าเสียดายมาก จากการที่ได้ไปเดินสำรวจ เราไม่เคยเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์และต้นไม้แปลกตาเท่านี้ ป่าแห่งนี้ไม่ใช่ของคนบุญเรืองเท่านั้นแต่เป็นปอดของโลก จริงๆแล้วการเอาอะไรเข้ามาควรถามคนในพื้นที่ก่อน ควรเคารพสิทธิของเขา รู้สึกดีและชื่นใจในความเข้มแข็งของชุมชน แม้มีความหวังดีจากภาครัฐเข้ามา แต่ถ้าชาวบ้านยืนยัดและแสดงให้เห็นว่ามีประโยชน์ก็สามารถต่อสู้ได้โดยการสื่อสารสำคัญมากในการทำให้คนภายนอกเข้าใจ ถ้าหลายชุมชนอื่นกำลังเผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันอยู่ อยากให้มาศึกษาวิธีการของชุมชนบุญเรือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความเข้มแข็งของชาวบ้านที่นี่เป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่อื่นๆ ป่าแห่งนี้คือซุปเปอร์มาเก็ตดีๆ ป่านี้อุดมสมบูรณ์มาก จึงเป็นพื้นที่เราควรอนุรักษ์ไว้&amp;rdquo;เชอรี่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์ กล่าวว่าคนบุญเรืองมีประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อปกป้องป่าที่หวงแหน ตอนแรกที่รัฐบาลบอกว่าจะเอาป่าแห่งนี้ไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษทุกคนรู้สึกสิ้นหวังเพราะไม่รู้จะหันหน้าไปทางใด ถ้าเป็นยุคก่อนคงต้องเอาดาบไปฟันกัน แต่ในยุคนี้ชาวบ้านรู้กระบวนการ ที่สำคัญคือชาวบ้านบุญเรืองมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่อันเกิดจากวิถีวัฒนธรรมที่มีความเคารพธรรมชาติ ทำให้คนบุญเรืองต่างจากบ้านอื่นเพราะสืบทอดความเชื่อจากบรรพบุรุษ ที่สำเร็จเพราะสำนึกในท้องถิ่นและสำนักถึงอนาคตในวันข้างหน้า ทำให้นำพาชุมชนรอดพ้นจากโครงการขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันแรกที่ชาวบ้านไปหา ผมบอกว่าให้จัดขบวน ว่าใครมีหน้าที่ทำอะไร ให้ทำ ที่สำคัญคือหัวใจที่รักธรรมชาติ และการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งสำคัญมากเพราะบ่อยครั้งที่หน่วยงานรัฐเข้ามามักมองว่าชาวบ้านไม่มีความรู้ แต่ชาวบ้านที่นี่ไม่ใช่เพราะชาวบ้านมีองค์ความรู้ที่ชัดเจนเป็นเครื่องมือในการต่อรอง เดี๋ยวนี้ผืนป่าบุญเรืองถูกยกระดับขึ้น หน่วยงานของรัฐรับรู้แล้ว แต่เส้นทางของลุ่มน้ำอิงยังมีขวากหนามมากที่จะถูกทำลายจากกฎหมายและโครงสร้างต่างๆ วันนี้เฉลิมฉลองรางวัลแล้วเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร&amp;rdquo;นายนิวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ชาวบ้านต้องทำให้เห็นว่าป่านี้มีความสำคัญต่อโลกอย่างไร และความเป็นป่าพิเศษแห่งนี้ได้รับความคุ้มครองด้วยข้อกฏหมาย &amp;nbsp;ปัญหาใหญ่คือน้ำอิงเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง แต่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างหนักเพราะจีนสร้างเขื่อน 11 แห่งกั้น ทำให้แม่น้ำโขงแห้ง เกิดวิกฤตการทำงานของระบบนิเวศ จีนกักน้ำในฤดูน้ำหลากและปล่อยน้ำในฤดูน้ำแล้ง ทำให้เมื่อฝนตกน้ำโขงไม่สามารถหนุนgเข้าสู่แม่น้ำอิง น้ำในป่าบุญเรืองไม่ท่วมเหมือนทุกๆ ปีทำให้เกิดความแห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิ กล่าวว่า เคยมาสำรวจและนอนค้างในป่าบุญเรืองในจังหวะน้ำกำลังเข้า ทำให้เห็นแมลงกำลังหนีขึ้นที่สูง ถ้าวันนี้เป็นเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนน้ำก็จะท่วม เราสำรวจแค่เพียง 2 วันเจอนกกว่า 90 ชนิด รวมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกกว่า 200 ชนิด ที่นี่คือความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร และป่าแห่งนี้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มหาศาล ป่าแห่งนี้พิเศษมีความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองเป็น ป่านอกนิยาม เพราะเป็นต้นไม้ที่โตช้าผ่านการเจริญเติบโตอันยาวนาน ถ้าไม่มีน้ำท่วมตามฤดูกาล จะทำให้ป่าเกิดความเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในป่าบุญเรืองมีดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์คือมีตัวนาก 2 ชนิด มีงูจงอางและเสือปลา เรายังเจอร่องรอยของแมวดาว แค่เรื่องของป่าแห่งนี้มีเอกลักษณ์พิเศษก็สมควรถูกขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว เพราะป่าแบบนี้ไม่มีที่อื่น&amp;rdquo;นายสุทธิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กล่าวว่า เคยมาสำรวจป่าผืนนี้เงียบๆรู้สึกได้ว่าป่าแห่งนี้มีวิญญาณ และเมื่อมาเจอคนบ้านบุญเรืองทำให้รู้ว่าสืบทอดจิตวิญญาณมาจากป่าเป็นความรู้สึกที่เหนือธรรมชาติ ถ้าเรามองภาพใหญ่ของแม่น้ำอิงจะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงโดยมีป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลอยู่ ซึ่งรัศมี 5 กิโลเมตรสองฝั่งแม่น้ำอิงมีพื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 3 แสนไร่ แต่วันนี้เหลืออยู่ 25 แปลงไม่ถึง 1 หมื่นไร่ หากป่าที่เหลือได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำก็จะได้รับการคุ้มครอง หลักการอนุรักษ์คือใช้จารีตชุมชนหากเอาไม่อยู่ก็ต้องใช้หลักกฎหมายที่ไม่เป็นปัญหากับชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวว่าตนมาจากลุ่มน้ำสงครามที่เป็นระบบนิเวศคล้ายๆ ลุ่มน้ำอิงคือเชื่อมโยงแม่น้ำโขงโดยแม่น้ำสงครามมีป่าบุ่งป่าทามที่กว้างใหญ่และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ป่าจึงได้รับการจัดลำดับขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ บ้านเมืองเรามีกฎหมาย 22 ฉบับปูพรมไว้ แต่กฎหมายเหล่านั้นได้รับการบังคับใช้ไม่มากเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชา กล่าวว่าป่าลุ่มน้ำอิงมีความเป็น 1 เดียวในประเทศไทยเพราะมีต้นไม้ยืนต้นถูกน้ำท่วมไม่ตายและเป็นป่านอกนิยาม และนิเวศในพื้นที่เป็นตัวกำหนดวิถีชาวบ้าน ทั้งเรื่องเครื่องมือหาปลาและเรื่องอื่นๆ มีเส้นทางนกอพยพ มีนาก ที่สำคัญนิเวศนี้ยังเป็นเส้นทางอพยพของปลา โดยรวมๆแล้วลุ่มน้ำอิงมีเข้าเกณฑ์การเป็นแรมซาไซต์อยู่ 7 อย่างจาก 9 อย่าง ทั้งๆที่เพียงเกณฑ์เดียวก็เป็นแรมซาไซต์ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พื้นที่ชุมน้ำเป็นแหล่งเดียวที่ชาวบ้านเข้าถึงได้มากที่สุด แตกต่างจากพื้นที่อนุรักษ์อื่นของทางการ มันเป็นความมั่นคงของชาติเพราะเรามีอาหารอยู่ในพื้นที่ ไม่มีกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำ มีแต่มติคณะรัฐมนตรีที่เขียนว่าห้ามหน่วยงานของรัฐเข้าไปก่อสร้างใดๆทิ้งสิ้น&amp;rdquo;นายวิชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า แม่น้ำโขงถูกจัดการโดยรัฐบาลและภาคธุรกิจ แต่ไม่ถูกจัดการโดยประชาชน ถ้าถูกจัดการโดยประชาชนแม่น้ำโขงจะไม่ถูกทำลายเช่นนี้ เพราะประชาชนมีความผูกพันอยู่กับธรรมชาติ ตอนนี้ทำเลสาบเขมรกำลังตาย เช่นเดียวกับพื้นทีปากแม่น้ำโขงในเวียดนามก็กำลังตายเพราะตะกอนในแม่น้ำถูกกัก ดังนั้นประชาชนต้องหาพันธมิตรเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับที่ชุมชนบุญเรือง เพื่อถ่วงดุลกับการพัฒนาที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในยุคโควิดเราต้องหวังพึ่งธรรมชาติ การสร้างเขื่อนอาจไม่มีความจำเป็นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77512</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ชุมชนบ้านบุญเรือง, ป่าชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง, รางวัลสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ, ลุ่มน้ำอิง, โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60683b29b4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง&#039; คว้ารางวัลระดับโลก &#039;คนลุ่มน้ำอิง&#039; สุดปลื้มพร้อมรักษาผืนป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนลุ่มน้ำอิง&amp;quot; สุดปลื้ม &amp;quot;ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรือง&amp;quot; ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมระดับโลกจากสหประชาชาติ (UNDP) เผยชาวบ้านเข้มแข็งร่วมกันปกป้องผืนป่าจนหลุดรอดจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.63 - นายถนอม อุตมะ ประธานสภาประชาชน ลุ่มน้ำอิง เปิดเผยว่ารู้สึกยินดีอย่างมากที่ป่าชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง บ้านบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้รับรางวัลเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก จากโครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งเป็นรางวัลสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ โดยชุมชนบ้านบุญเรือง เป็นหมู่บ้านเครือข่ายที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าชัดเจนที่ชาวบ้านบุญเรือง ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อปกป้องป่าชุ่มน้ำของชุมชนจนเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล&amp;nbsp;ในนามของประธานสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง พวกเราภาคภูมิใจต่อรางวัลที่ชาวบ้านบุญเรืองได้รับ เป็นไปตามความตั้งใจของสภาประชาชนที่ขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำอิง จากต้นน้ำที่ จ.พะเยา จนไหลลงแม่น้ำโขง ที่ จ.เชียงราย เป็นไปตามเจตนารมย์ที่ให้ความสำคัญร่วมกับชุมชนในการช่วยกันพัฒนาและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทรงพล จันทะเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านบุญเรือง กล่าวว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้รับรางวัลนี้ ที่ผ่านมาเราก็ทำงานของเราอย่างแข็งขัน และขอขอบคุณเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ช่วยกันทำงานจนมีวันนี้ได้ เป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน เพราะรางวัลนี้คือของทุกคน โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านบุญเรือง ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558 และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นช่วงที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์การขับเคลื่อนของชุมชนบ้านบุญเรือง ที่ปกป้องป่าชุ่มน้ำจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยจะเป็นการนำพื้นที่ตามจังหวัดชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในการดูแลของหน่วยงานรัฐ หรือป่าชุมชนของชาวบ้าน ไปให้นักลงทุนเช่า ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานกลุ่มอนุรักษ์กล่าวว่า ก่อนการตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ เดิมทีชุมชนบ้านบุญเรืองมีการดูแลรักษาป่าชุ่มน้ำ (wetlands) เนื้อที่กว่า 3,706 ไร่ มาอย่างยาวนาน &amp;nbsp;โดยแบ่งพื้นที่ช่วยกันดูแลร่วมกัน 5 หมู่บ้าน &amp;nbsp;ได้แก่ บ้าน บ้านบุญเรืองใต้ ม.2 จำนวน 1,473 ไร่ บ้านบุญเรืองเหนือ ม.1 และบ้านภูแกง ม.10 จำนวน &amp;nbsp;1,113 ไร่ บ้านต้นปล้อง ม.5, บ้านต้นปล้องใต้ ม.8 จำนวน 1,120 ไร่ เป็นความร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์ป่าสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งในอดีต พื้นที่ป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรืองคือ แหล่งอาหารธรรมชาติของชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเตชภัฒน์ มะโนวงศ์ เลขานุการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง กล่าวว่า กลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านบุญเรืองที่ได้รับรางวัลจาก UNDP ในครั้งนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ และประกาศให้ทั่วโลกได้ทราบว่า การยืนยันสิทธิของชุมชนต่อทรัพยากรที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันได้ใช้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชน และที่สำคัญเป็นการทำงานที่เชื่อมร้อยเครือข่ายในนามสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงที่อยากจะเห็น สิทธิชุมชนต่อการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง รางวัล Equator Prize ของ UNDP ได้มอบทุกๆ 2 ปี ให้แก่ชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองที่มีแนวทางการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67989</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, บ้านบุญเรือง, ป่าชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง, รางวัลสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ, ลุ่มน้ำอิง, วันสิ่งแวดล้อมโลก, โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200606/image_big_5edb7d306f93b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
