<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกินต้าน!”คลัง”รับสภาพจีดีพี62โตแค่2.5%  ลุ้นปี63ฟื้นตัวขึ้น/คาดโคโรนาไม่ยืดเยื้อมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2562 เหลือ 2.5% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญในภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าโลกที่ถูกกระทบจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน (เทรดวอร์) ทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาขยายตัว -3.2% สูงกว่าคาดการณ์ที่ -2.5%

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยประเมินว่าจีดีพีจะเติบโตที่ระดับ 2.8% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3% สอดคล้องกับภาพรวมการส่งออกที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1.0% แต่ยังต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.6%โดยมีปัจจัยบวกมาจากสถานการณ์การค้าโลกที่คลี่คลายลงหลังสหรัฐฯ และจีนทำข้อตกลงกันได้ รวมถึงแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าลงสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจ โดยในปีนี้คาดว่าเงินบาทจะทรงตัวที่ระดับ 30.31 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ และการเร่งขับเคลื่อนการลงทุนภายในประเทศ

โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.2% หลังจากรัฐบาลได้พยายามออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทำได้เร็วและเป็นยาแรง ในการช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะเติบโต 6.5% โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่จะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ดีขึ้น ขณะที่ภาคการส่งออก คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากอานิสงส์การชะลอการผลิตของจีน ซึ่งทำให้ที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกอาหารและผลไม้ได้มากขึ้น โดยปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยหลายฝ่ายยังเชื่อมั่นในมาตรการดูแลของรัฐบาล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มองว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ จะหายไป 4 แสนคน จากเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่ 41.1 ล้านคน เติบโต 3.3% โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท เติบโต 3.4% จากปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 39.8 ล้านคน เติบโต 4.2% มีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.93 ล้านล้านบาท เติบโต 3.1%

&amp;ldquo;คาดการณ์ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะคลี่คลายได้ไม่เกิน 3 เดือน หากเป็นไปตามคาดก็จะไม่ส่งผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจมากนัก แต่ยังต้องรอประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะปรับตัวลดลง แต่ก็จะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นเข้ามาชดเชย โดยเฉพาะอินเดีย ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังเติบโตได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไม่มากนัก&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงในเรื่องความล่าช้าของงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในเดือน มี.ค. นี้ ซึ่งยอมรับว่าล่าช้าจากเป้าหมาย 2 เดือน โดยระหว่างนี้รัฐบาลและกระทรวงการคลังพร้อมติดตามสถานการณ์ และทุกปัจจัยที่จะมีผลทั้งในเชิงลบและเชิงบวกกับเศรษฐกิจ และพร้อมจะออกทุกมาตรการในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในเวลาที่เหมาะสมอย่างแน่นอน

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค. 2562 ได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงรายได้เกษตรกรที่แท้จริงที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนภาคการส่งออกแม้ว่าจะยังชะลอตัวแต่ก็ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ -1.3% ต่อปี ส่วนเศรษฐกิจด้านการผลิตสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรชะลอตัว แต่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55791</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี 2.5%, นายลวรณ แสงสนิท, ลุ้นต่อเศรษฐกิจไทย63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf9216a5fd85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2019 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นต่อเศรษฐกิจไทย63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยเดินทางมาจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 แล้ว โดยตลอดปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศจำนวนมากที่เข้ามากดดันการเติบโต ทั้งปัญหาภายในอย่างการเมืองภายในประเทศ ที่แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ต้นปี แต่กว่าจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลก็ปาไปกลางปีแล้ว อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ยาวนาน และยังไม่เห็นทีท่าว่าจะจบอย่างไร จนส่งผลกระทบกดดันภาคการส่งออก ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่นๆ นั่นคือ &amp;ldquo;ความเชื่อมั่น&amp;rdquo; ก็ถูกสั่นคลอนจากปัจจัยลบรอบด้านด้วยเช่นกัน การอัดชุดมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นวิธีการหลักที่รัฐบาลพยายามทำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการกระตุ้นความเชื่อมั่นให้เกิดการใช้จ่าย ผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ และการอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น อีกทั้งการเร่งให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนเพื่อดันเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบ ก็เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจในแต่ละไตรมาสยังคงมีการขยายตัวได้ แต่ก็ไม่เต็มศักยภาพมากนัก&amp;nbsp; ด้วยเพราะปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ในไตรมาส 4/2562 กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตได้สูงที่สุดในปีนี้ ที่ระดับ 3.2% ด้วยอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลที่ได้ทยอยส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดก็เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนจากการอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวมากขึ้นจากตัวเลขรายได้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในเดือน ต.ค.2562 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6% และยังเห็นสัญญาณการเติบโตจากส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าการเติบโตที่ดีของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2562 จะเป็นผลดีและเป็นแรงส่งสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยเฉพาะแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่หลายฝ่ายต่างมองว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอหากมาตรการประสบความสำเร็จ&amp;nbsp; เพราะจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นฟันเฟืองใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งหากฟันเฟืองตัวนี้เริ่มหมุนได้ นั่นหมายถึงเศรษฐกิจในภาพรวมก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ปี 2563 กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ที่ 3.2% จากปี 2562 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 2.6-2.8% โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามไม่ได้แตกต่างจากปี 2562 มากนัก นั่นคือเรื่องสงครามการค้าที่ยังคงต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลต่อสถานการณ์การค้าในตลาดโลก และเรื่องค่าเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็ได้ออกมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงจาก 3% เหลือ 2.6% และปี 2563 จาก 3.2% เหลือ 3% เนื่องจากการเติบโตที่ชะลอตัวลงของการบริโภคทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ เอดีบีคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศเอเชียกำลังพัฒนาจะขยายตัวต่ำลงทั้งในปีนี้และปีหน้า อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดีย โดยได้ปรับลดตัวเลขจีดีพีลงจากการคาดการณ์ครั้งล่าสุดในรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook 2019 Update) เดือน ก.ย. จาก 5.4% ในปี 2562 และ 5.5% ในปี 2563 เหลือ 5.2% ทั้งในปี 2562 และ 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ในปี 2563 ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากที่เข้ามากดดันการเติบโต และหลายปัจจัยเสี่ยงรัฐบาลระบุว่าเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก การเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายใน ผ่านชุดมาตรการกระตุ้นต่างๆ ที่ถือเป็นเรื่องจำเป็น จะกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่มีส่วนในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน และแนวโน้มความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบจากหลายปัจจัยจะฟื้นกลับมาได้อย่างที่รัฐบาลพยายามดำเนินการหรือไม่!.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52702</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ลุ้นต่อเศรษฐกิจไทย63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
