<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจไม่อยู่เฉย’บิ๊กปั๊ด’สั่งปราบหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวลูกหนี้ต้องหนีไปซ่อนในป่าหลบแก๊งทวงหนี้ในพื้นที่ อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล็งเห็นความสำคัญและมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกู้เงินนอกระบบ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย จึงกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนและการสืบสวนปราบปราม ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างจริงจัง และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ปิยะ &amp;nbsp;อุทาโย รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ลงไปกำกับ ดูแลการปฏิบัติหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและการทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย ทำการสืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปราบปรามดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน การทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย หรือการกู้ยืมเงินที่มีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.นางรอง &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ ตามที่สื่อออนไลน์ได้นำเสนอ &amp;nbsp;ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง ได้เข้าให้ความช่วยเหลือพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับแจ้งความเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 ม.ค.64 &amp;ndash; ปัจจุบัน ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปน.ตร.) มีผลการดำเนินการสืบสวนปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบ และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน รวมทั้งสิ้นกว่า 1,900 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวนเกือบ 1,700 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 200 เรื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแส สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชั้น 3 อาคาร 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถนนสาทรเหนือ เขตบางรัก กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์ สายด่วน 1599 หรือที่สถานีตำรวจทุกแห่ง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118195</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ลูกหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153e9238ce59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2021 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2021 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กยศ.&#039;จุกลูกหนี้เบี้ยวจ่าย45% เร่งส่งหนังสือให้เอกชนหักเงินเดือนเพิ่มอีก 9 หมื่นบริษัท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 มี.ค.2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวชี้แจงกรณีที่มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีที่ กยศ. ออกหนังสือแจ้งให้ภาคเอกชนหักเงินเดือนพนักงานที่กู้ยืมเงินและนำส่งเงินชำระคืนกองทุน ทั้งที่ภาคเอกชนไม่ได้เกี่ยวข้องและบังคับภาคเอกชนเก็บหนี้ให้แทน ถือเป็นการผลักภาระให้ภาคเอกชน ว่า กยศ. ได้จัดประชุมชี้แจงให้นายจ้างได้รับทราบและเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นายจ้างทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกองทุนได้มีหนังสือถึงหน่วยงานองค์กรนายจ้างภาคเอกชนในการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกองทุนตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 2560 โดยการดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2561 เริ่มจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่กองทุนต้องแจ้งหักเงินเดือนทั้งหมดประมาณ 107,000 แห่ง และมีผู้กู้ยืมที่เป็นพนักงานของหน่วยงานเหล่านี้ที่อยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนทั้งหมด 1,735,000 ราย ในช่วงที่ผ่านมา กองทุนได้แจ้งหักเงินเดือนไปยังนายจ้างแล้ว 14,813 แห่ง เป็นจำนวนผู้กู้ยืมทั้งสิ้น 1,268,000 ราย และอยู่ในระหว่างการแจ้งหักเงินเดือนในเดือน มี.ค. 2564 อีก 92,935 แห่ง ซึ่งมีผู้กู้ยืมจะอยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนจำนวน 466,000 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้ยืมเงิน กยศ. ผ่านองค์กรนายจ้างนั้น กองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งหักเงินเดือนไปตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ของผู้กู้ยืมเงินได้รับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน จากนั้นกองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งให้นายจ้างทราบถึงข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินรวมทั้งจำนวนเงินที่ต้องหักนำส่งล่วงหน้าประมาณ 30 วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) โดยเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ กยศ. www.studentloan.or.th ซึ่งกองทุนจะมีการปรับข้อมูลผู้กู้ยืมให้เป็นปัจจุบันและจะแจ้งข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งให้นายจ้างได้ทราบผ่านระบบดังกล่าวในทุกวันที่ 5 ของเดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อพนักงานได้รับเงินเดือน ลำดับการหักเงินเดือนกองทุนอยู่ในลำดับ 3 โดยลำดับแรกเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลำดับที่ 2 หักกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และประกันสังคม และลำดับที่ 3 หักเงินกองทุน กยศ.&amp;rdquo; นายชัยณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการคำนวณยอดหักเงินเดือนนั้น กยศ. จะใช้ยอดหนี้ตามตารางชำระรายปี หารด้วย 12 เดือน หรือจำนวนเดือนที่เหลือก่อนวันครบกำหนดชำระ (5 ก.ค. ของทุกปี) และในงวดปีถัดไปจะเริ่มหักเงินเดือนตั้งแต่เดือน ก.ค. ของทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินที่ไม่สามารถชำระตามอัตราที่แจ้ง สามารถขอปรับลดจำนวนเงินได้โดยแจ้งความประสงค์ขอลดจำนวนการหักเงินเดือนได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;กยศ. Connect&amp;rdquo; โดยกองทุนอนุโลมให้ชำระขั้นต่ำเพียง 100 บาท แต่ผู้กู้ยืมเงินยังมีหน้าที่ต้องไปชำระเงินในส่วนที่ขาดไปของงวดนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องชำระก่อนวันครบกำหนดชำระหนี้รายปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของ กยศ. ปัจจุบันมีการปล่อยกู้ให้นักเรียนนักศึกษาไปแล้ว 5.9-6 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 6.5 แสนล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการชำระหนี้ 60% มีลูกหนี้ชำระหนี้ปกติ 55% และผิดนัดชำระหนี้อีก 45% มีการชำระหนี้และปิดบัญชีไปแล้วประมาณ 1 ล้านราย ส่วนปีการศึกษา 2564 กองทุนได้เตรียมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 38,000 ล้านบาท สำหรับนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 624,000 รายไว้เรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., บริษัทเอกชน, ลูกหนี้, หนังสือหักเงินเดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210306/image_big_604303ee1cd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 19:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;แบงก์ชาติ&#039;ฟุ้งมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุกได้ผล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2563 นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ ว่ามาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของ ธปท. ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2563 จากการให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไปในวงกว้าง ปรับให้มาเป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกและตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละรายนั้น ได้ผลและมีความคืบหน้าตามเจตนารมณ์ของการปรับนโยบายจากครอบคลุมเป็นเจาะจง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เห็นได้จากสถานะและความสามารถจ่ายชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขของลูกหนี้ในภาพรวมปรับดีขึ้น จึงไม่เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว (cliff effect) หลังมาตรการพักชำระหนี้ที่ทยอยครบกำหนด โดยในภาพรวมลูกหนี้ที่ขอรับการช่วยเหลือทยอยลดลงจาก 7.2 ล้านล้านบาท ในเดือน ก.ค. 2563 เหลือ 6 ล้านล้านบาท ในเดือน ต.ค. 2563 โดยเมื่อครบกำหนดมาตรการการพักชำระหนี้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ขอรับความช่วยเหลือต่อ และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 55% และของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือแบ่งเป็นลูกหนี้ธุรกิจ 63% และลูกหนี้รายย่อย 37% โดยลูกหนี้ธุรกิจได้รับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง และจากการประเมินพบว่า 66% ของหนี้ภาคธุรกิจสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข 32% ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนที่เหลือ 2% หรือคิดเป็นวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นกลุ่มลูกหนี้เปราะบางที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถติดต่อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในด้านของลูกหนี้รายย่อยพบว่า 70% สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข 29% ต้องปรับโครงสร้างหนี้หรือมีมาตรการผ่อนปรนมารองรับ และ 1% หรือคิดเป็นวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถติดตามได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท. ได้ติดตามและร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด และเพื่อพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ได้ทันต่อเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาความมั่นคงของระบบการเงิน&amp;rdquo; นางวิเรขา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถติดต่อผ่าน call center ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้โดยตรง หรือ โทร 1213 ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริหารทางการเงิน ธปท. ส่วนลูกหนี้ที่มีปัญหาการติดต่อสถาบันการเงิน สามารถแจ้งความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินผ่าน &amp;quot;ทางด่วนแก้หนี้&amp;quot; เว็บไซต์ https://www.1213.or.th/App/DebtCase&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ลูกหนี้, วิเรขา สันตะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201222/image_big_5fe1e1a13d24c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
