<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;​ลุยแก้หนี้เกษตรกรบุคคลค้ำประกันตามก.ม.ใหม่พร้อมเสนอครม.อนุมัติงบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
4 ธ.ค.63 -&amp;nbsp; น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องแนวทางการเข้าช่วยเหลือแก้หนี้เกษตรกร ให้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และการฟื้นฟูให้เกษตรกรกลับมายืนอยู่ได้โดยไม่กลับไปสู่วงจรหนี้ รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟู ฯให้เป็นไปตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้กองทุนฯสามารถเข้าไปซื้อหนี้เกษตรกรที่มีบุคคลค้ำประกันได้ จากเดิมที่ไม่สามารถทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติ ในเรื่องสำคัญๆ ได้แก่​ 1. เห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ให้คณะกรรมการบริหารหรือเลขาธิการกองทุน มีอำนาจผ่อนผันหรือขยายเวลาการใช้คืนเงินต้นได้หากเป็นกรณีที่เกษตรกรประสบเหตุภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ หรือเหตุสุดวิสัย​2. เห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการจัดการหนี้ สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการเก็บค่าเช่าซื้อ หรือระยะเวลาการเช่าซื้อ ให้แก่เกษตรกรในกรณีที่เกษตรประสบหรือได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติอื่นๆ​ 3.เห็นชอบให้ดำเนินการจัดการหนี้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้และผ่านการเห็นชอบจากอนุกรรมการจังหวัด จำนวน 3,648 ราย และเกษตรกรที่เป็นหนี้ NPA (หลักทรัพย์ประกันที่เจ้าหนี้ขายทอดตลาด) จำนวน 314 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เห็นชอบให้เสนอครม. 1) พิจารณาการขยายกรอบวงเงินซื้อทรัพย์สินรอการขายทอดตลาด (NPA )และชำระหนี้เสีย (NPL) คงเหลือ จากเดิมไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องตามมติครม. ตั้งแต่ปี 2552 และ 2555 ที่ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯเข้าไปแก้หนี้แก้เกษตรกร จำนวนรวม 4,083 ราย แต่ด้วยการดำเนินงานที่ล่าช้า กอปรกับมีปัจจัยอื่นที่เป็นอุปสรรค จนทำให้กองทุนฯไม่สามารถช่วยเหลือให้เกษตรกรเหล่านี้ให้รักษาที่ทำกินไว้ได้
2) พิจารณาอนุมัติงบกลาง เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหนี้และฟื้นฟูเกษตรกร เพิ่มเติมจากงบของกองทุนฯที่จัดสรรไว้แล้ว 2,055 ล้านบาท
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่พอกพูนจนถึงระดับที่ทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน รวมถึงการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เป็นเป้าหมายของคณะกรรมการกองทุน ซึ่งที่ผ่านมา ยังคงมีเกษตรกรจำนวนมากที่แม้จะขึ้นทะเบียนกับกองทุนฯแล้ว แต่กองทุนฯก็ยังไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทั้งหมด เนื่องด้วยข้อจำกัดทั้งที่เป็นระเบียบ และงบประมาณ รองนายกฯจุรินทร์ จึงได้สั่งการให้แก้ไขข้อจำกัดต่างๆ และเร่งดำเนินการวางแผนแก้หนี้และฟื้นฟูทั้งหมด
ทั้งนี้ จากการที่ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯได้ปรับแก้ ให้อำนาจกองทุนฯเข้าไปซื้อหนี้ประเภทบุคคลค้ำประกันได้ จะทำให้เกษตรกรจำนวน 1.29 แสนราย ได้รับการช่วยเหลือ อีกทั้งมติฯที่ให้อำนาจสำนักงานกองทุนฯ ผ่อนผันหรือขยายเวลาการชำระคืนเงินต้น จะเป็นการต่อลมหายใจบรรเทาภาระของเกษตรจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 รวม2 หมื่นกว่าราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85938</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ลูกหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc658f62f99b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกร 36,605 รายเฮ ครม.เคาะพักหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.เห็นชอบแผนฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.และกองทุนฟื้นฟู 3.6 หมื่นราย ยอดหนี้เงินต้น 6,382 ล้านบาท &amp;nbsp;พร้อมเห็นชอบ พ.ร.บ.อ้อยแฃะน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติแนวทางการแก้ไข้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรรวม 36,605 ราย วงเงิน 6,382 ล้านบาท ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL และมีระยะเวลาการเป็นหนี้ไม่น้อยกว่า 3 ปี ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยจะพักเงินต้นให้ 50% ของมูลหนี้ และพักชำระดอกเบี้ยทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องมีการชำระหนี้ให้ ธ.ก.ส. ตามที่มาแห่งรายได้ปีละ 1 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะต้องจัดทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต และหากผิดนัดชำระหนี้ทาง ธ.ก.ส. จะคิดอัตราดอกเบี้ยในส่วนของเงินต้นที่ค้างชำระในอัตราสูงสุด หรืออยู่ที่ MRR +3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนช่วยเหลือครั้งนี้ไม่คำนวณรวมเป็นเอ็นพีแอล เพื่อประเมินผลตามบันทึกข้อตกลงการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจและเป็นโครงการที่ต้องแยกเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐให้แก่ ธ.ก.ส.และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามระเบียบที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.เป็นเกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด &amp;nbsp;2.เป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3.มีหนี้ที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม และ 4.เป็นหนี้ในระบบตามที่กฎหมายกำหนด หนี้โครงการส่งเสริมของรัฐ หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทธนาคารพาณิชย์ ธ.ก.ส. หรือนิติบุคคล และหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันเกษตรกร โดยเปิดให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม &amp;ndash; 13 ตุลาคม 2561 เป็นระยะเวลา 60 วัน ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย หลังกฎหมายเก่ามีการใช้มานานตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งอาจไม่รองรับต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในร่างพรบ.อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่มีสาระสำคัญ อาทิ การแก้ไขบทนิยามเพิ่มคำว่า &amp;ldquo;น้ำอ้อย&amp;rdquo; เข้าไป เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำน้ำอ้อยไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากการผลิตเป็นน้ำตาลทราย เช่นผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นอย่างแก๊สโซฮอล์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีทางเลือกเพิ่มรายได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นต้องไม่น้อยกว่า 80% และไม่เกิน 95% ของประมาณการณ์รายได้ที่คำนวนได้ หลังจากเห็นว่า พ.ร.บ.เก่ามีการกำหนดเพียงขั้นต่ำไม่มีขั้นสูง จึงอาจเกิดความเสี่ยงราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ทำให้ต้องเกิดการชดเชย รวมถึงการปรับปรุงพ.ร.บ.นี้ให้สอดคล้องตามข้อตกลงทางการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังยกเลิกเงินกู้ของรัฐบาลตามมติ ครม.เดิมอนุมัติไว้ การกำหนดให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยเป็นสมาชิกสถาบันการชาวไร่อ้อย หรือกลุ่มเกษตรกรได้เพียงแห่งเดียว &amp;nbsp;กำหนดให้แยกโทษของสมาชิกชาวไร่ออกจากหัวหน้ากลุ่ม และเพิ่มโทษปรับจากเดิม 4 เท่า เดิมปรับ 5,000 บาท เพิ่มเป็นโทษปรับสูงสุด 20,000 &amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;การกำหนดให้โรงงานผลิตน้ำตาลทรายไม่เกินข้อกำหนดตามกฎหมาย &amp;nbsp;เปิดทางให้นำเข้าน้ำตาลทราย &amp;nbsp;แต่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หลังจากนี้เตรียมนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจาณาในขั้นต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18971</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พักหนี้เกษตรกร, ลูกหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร, แผนฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
