<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รองหัวหน้าปชป. ยอมรับ &#039;ยุทธศาสตร์ชาติ&#039; ปี 63 ล้มเหลว ปล่อยราชการนำรัฐ ไม่ตอบสนองชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563 และรายงานการสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศประจำปี 2563 ที่มีการนำเสนอต่อสภาว่า จากรายงานทั้ง 2 ฉบับพบว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปประเทศนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก คือ การจัดทําแผนงานโครงการ ขาลง หมายความว่า ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ชาตินี้ เราก็มาจัดทำแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ แล้วก็จากแผนปฏิรูปประเทศเราก็ไปจัดทำแผนงานโครงการของส่วนราชการที่ปรากฏออกมาในงบประมาณรายจ่ายประจำปี กลายเป็นราชการกำหนดรัฐ แทนที่จะเป็นรัฐกำหนดราชการให้ไปปฏิบัติ การจัดงบประมาณรายจ่าย ยังอยู่ในกรอบราชการที่ขาดความเข้าใจต่อปัญหาของประชาชน ประเด็นปัญหาที่สำคัญก็คือ สำนักงบประมาณ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณที่ตอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศได้ &amp;nbsp;สิ่งที่สำนักงบประมาณทำเป็นเพียงการจัดทำงบประมาณตามเรื่อง ตามประเด็นที่แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศให้บอกไว้เท่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามเป้าหมายอย่างมีเหตุมีผล เพราะฉะนั้นแผนปฏิรูปประเทศจึงไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ เช่น เป้าหมายทางด้านความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่าความเหลื่อมล้ำของประเทศกว้างขึ้นตลอดเวลา ความยากจนสูงมากขึ้นตลอดเวลามันสวนทางกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังชี้ด้วยว่า แผนงานปฏิรูปประเทศ 173 เรื่อง ในปี 2563 ที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่ประมาณ 45-50% ที่ ที่เรียกว่าค่อนข้างจะประสบความสำเร็จแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายมีประมาณ 50% แต่ถ้าจะพูดถึงว่าสำเร็จจริง ๆ นั้นก็มีเพียงประมาณไม่ถึง 10% โดยมี4 สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จคือ 1 ขาดการวิเคราะห์ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้กรอบแนวคิดเป้าหมายของ &amp;nbsp;แผนยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ยิงตรงไปที่ปัญหาของประชาชน 2 ส่วนราชการไม่ได้นำปัญหาจริงของประชาชนเป็นโจทย์เพื่อจัดทําคําของบประมาณ &amp;nbsp; อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศของเรา เราใช้เงินปีละหลายล้าน แต่เงินหลายล้านล้านนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน เป็นการตอบตามความคิดของข้าราชการประจำแทน 3 สำนักงบประมาณเห็นชอบโครงการและแผนงานของส่วนราชการตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ไว้ ซึ่งกรอบที่คณะรัฐมนตรีให้ไว้ก็เป็นกรอบใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ตอบถามปัญหาจริงประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้งบประมาณที่ใช้จึงไม่ได้ตอบปัญหาของประชาชน แล้วก็ไม่ได้ตอบทั้งเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ และ 4 สำนักงบประมาณนำแผนงานโครงการที่ได้รับการอนุมัติ จัดเข้ากรอบโครงการของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ที่เราเห็นในรายงานคือการนำเข้ามาวางในกรอบยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้นเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเลย มันเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าราชการประจำมองเห็นและสำนักงบประมาณจัดให้ดู เป็นโวหารที่ไม่ใช่ความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ผมมีข้อเสนอเพื่อให้การจัดงบประมาณตอบโจทย์การแก้ปัญหาประชาชน ต้องกำหนดค่า KPI ที่อยู่ในโครงการตามแผนงานของพ.ร.บ.งบประมาณว่าเกิดผลสำเร็จแค่ไหน อย่างไร เพื่อเป็นเครื่องชีวัดว่าในแต่ละปีควรจัดสรรงบประมาณแบบเล็งเห็นผล ไม่ใช่จัดแบบหว่านแห หรือทำตามความเคยชิน แต่ในขณะนี้เราไม่มีการประเมินความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้เงิน 3 ล้านล้านหรือมากกว่า บวกกับเงินกู้อีก &amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้เป็นจุดบกพร่องที่สำคัญของระบบงบประมาณและระบบบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่ทำให้แผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรให้สตง.เข้ามาทำการตรวจผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิรูปประเทศ (Performance Audit) เพราะวันนี้ไม่มีใครทำ ที่สำคัญคือสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสตง.ควรทำงานเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำและสภาพัฒน์ฯ ต้องทำงานในเชิงรุก อย่าวางบทบาทเพียงแค่เป็นผู้รับเอกสารรายงานจากหน่วยราชการ ต้องปรับปรุงระบบเพื่อให้เอื้อต่อการทำงานให้เกิดความสำเร็จของแผนปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; ศ.ดร.กนกกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, ยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082c20177949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; อัดยับ1ปี พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านล้มเหลวใช้เงินไม่ตรงเป้า โครงการตระกูลเราปัญหาเยอะ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เมษายน 2564 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการประเมิน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูฯ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ และ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินฯ หรือเรียกรวมว่า พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านฯ ที่มีผลบังคับใช้ครบรอบ 1 ปี ดังนี้ 1.เราได้เห็นโครงการที่สวยแต่รูปจูบไม่หอม สวยแต่ชื่อประโยชน์จริงไม่มี มีปัญหามากมาย คิดไม่รอบด้าน เริ่มต้นจาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1. เราไม่ทิ้งกัน 5000 บาท จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน พอเงินไม่พอ ลดเหลือ 3 เดือน ประชาชนถูกปฏิเสธสิทธิ์จำนวนมาก ใช้ระบบ AI ทั้งๆที่ระบบไม่พร้อม ฐานข้อมูลไร้ประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2. เราเที่ยวด้วยกัน สร้างการท่องเที่ยวแบบกระจุกตัวรอบกรุงเทพฯ จังหวัดไกลๆเจอปัญหา คนใช้สิทธิ์น้อยไม่เป็นตามเป้า คนรวยไม่ใช้สิทธิ์เพราะยุ่งยาก คนจนอยากใช้สิทธิ์แต่ไม่มีเงินเที่ยว มีปัญหาทั้งการทุจริตการสวมสิทธิ์ การฉวยโอกาสขึ้นราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3. คนละครึ่ง มาตรการเอาใจประชาชน แต่ผลทางเศรษฐกิจกลับน้อยนิด เพราะส่วนใหญ่มุ่งไปที่สินค้าไม่คงทน สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งไม่เกิดเหนี่ยวนำการลงทุนของภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.4. เราชนะ เงื่อนไขมากมายทำให้เม็ดเงินหมุนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่จ่ายเงินเข้าบัญชี ถอนเป็นเงินสดไม่ได้ ผ่อนจ่ายรายสัปดาห์ คนไม่มีสมาร์ทโฟนลงทะเบียนยุ่งยาก จำนวนเงินที่ให้ไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เราได้เห็นภาคธุรกิจกำลังตาย กำลังจมน้ำ ภาครัฐมีห่วงยาง แต่โยนให้ไม่เป็น เพราะ Soft Loan ที่ไร้ประสิทธิภาพ 2.1. มิติเงื่อนไข สร้างเงื่อนไขมากมายที่ไม่จำเป็น ทำให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น ต้องมีวงเงินสินเชื่อ อายุชำระคืนสั้น วงเงินต่ำ กำหนดเพดานดอกเบี้ย กลไกค้ำประกันสินเชื่อใช้ไม่ได้จริง มิติกลไก โยนทุกอย่างใส่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเขาไม่อยากทำ ไม่อยากเสี่ยง เพราะไม่คุ้ม การอนุมัติสินเชื่อจึงไม่ค่อยเกิด ยอดเลยไม่เดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2. ถึงแม้จะแก้เงื่อนไข รวมถึงการออก พ.ร.ก. ใหม่ สินเชื่อฟื้นฟู ที่มาแทน Soft Loan ก็ไม่ช่วยเพราะคอขวดอยู่ที่กลไกผ่านธนาคารพาณิชย์ยังไม่ถูกแก้ไข และ&amp;ldquo;พักทรัพย์พักหนี้&amp;rdquo; ที่จะจบด้วยภาวะสินทรัพย์เน่าเข้าคิวรอ แต่ธนาคารไม่ต้องการ จะเป็นอีกมาตรการที่ล้มเหลว ยอดไม่เดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เราได้เห็นงบฟื้นฟู ที่ทำเสมือนว่าไม่ได้อยู่ในวิกฤต เหมือนส่วนราชการได้งบประมาณเพิ่มแล้วก็ของบเพิ่มตามปกติ ที่สำคัญคือมีปัญหา ล่าช้า และเบิกจ่ายน้อยมาก ทั้งนี้งบฟื้นฟูต้องคู่ขนานกับงบเยียวยา โดยงบเยียวยาสร้างกำลังซื้อ และงบฟื้นฟูสร้างการลงทุนเอกชนเพื่อมารองรับกำลังซื้อนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เราได้เห็นงบสาธารณสุข เบิกจ่ายจริงน้อยมาก ทั้งที่อุปกรณ์การแพทย์ยังขาดแคลน อุปทานด้านสาธารณสุขมีปัญหา การตรวจล่าช้า โรงพยาบาลเตียงเต็ม รวมถึงเรื่องการจัดหาและการกระจายวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. สำหรับกองทุน BSF จริงอยู่ที่ในส่วนนี้บรรลุเป้าหมายของการป้องกันตลาดตราสารหนี้ไม่ให้พังลงในช่วงแรกที่มีการตื่นตระหนก ปัจจุบันไม่มียอดใช้ในกองทุนนี้ ซึ่งถามว่าดีไหม ก็ต้องตอบว่าดี ที่ว่าตลาดตราสารหนี้ยังสามารถทำหน้าที่ของมันได้ แต่ถ้าพูดถึงเงินที่ลงไปในระบบ ตรงนี้ก็ไม่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ผ่านไปแล้ว 1 ปี พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านฯ มียอดการเบิกจ่ายจริงหรือเม็ดเงินลงสู่ระบบเพียงน้อยมาก กองทุน BSF ยังไม่มีการขอวงเงินเข้ามา (ก.พ. 64) งบสาธารณสุข งบเยียวยา งบฟื้นฟูเบิกจ่ายรวม 475,987 ล้านบาท (ข้อมูล สบน. มี.ค. 64) Soft Loan อนุมัติ 160,422 ล้านบาท (ข้อมูล ธปท. มี.ค. 64) &amp;ldquo;รวมทั้งสิ้นมีเม็ดเงินลงสู่ระบบราว 637,000 ล้านบาท จากยอดรวม 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียงราว 34% เท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทยเห็นว่า 1 ปีเต็มกับ พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านฯ ซึ่งถือเป็นอาวุธหลักและอาวุธเดียวที่ประเทศไทยมี กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เป็น 1 ปีที่สูญหาย เต็มไปด้วยปัญหา ไม่เข้าใจบริบท ยิงไม่ตรงเป้า ผิดหลักการ ในขณะที่ต้องการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบ ประชาชนหิวโหย เอกชนต้องการสภาพคล่อง เงินที่ลงสู่ระบบจริงกลับน้อยนิด สวนทางกันกับความต้องการนั้นโดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99810</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านฯ, ล้มเหลว, ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607ba6ee76e12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผีเจาะปาก!&#039;เจี๊ยบ&#039;ด่ายับ&#039;บิ๊กตู่&#039;ให้คะแนนติดเอฟลบลบ ในฐานะประธานอาเซียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.62- ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่าคิดไปเองว่าตัวเองประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เพราะเบื้องหลังของการประชุมเต็มไปด้วยความโกลาหลและทิ้งร่องรอยความบาดหมางระหว่างหลายประเทศไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดูต่างหน้า โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งไม่พอใจอย่างมาก ที่ถูกผู้นำ 7 ประเทศอาเซียนประท้วง โดยการส่งแค่รัฐมนตรีต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ครั้งที่ 7 ซึ่งสหรัฐระบุว่า คือการไม่ให้เกียรติต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาติต่างๆ ในอาเซียนไม่ได้เห็นหัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเลย จึงไม่ไว้หน้า พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการปล่อยให้ผู้แทนของสหรัฐประชุมอย่างเหงาหงอย ร่วมกับ ผู้นำ 3 ชาติ คือ ไทย ลาว และเวียดนาม พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศ 7 ชาติ แทนที่จะเป็นการประชุมระหว่างสหรัฐกับผู้นำทั้ง 10 ประเทศ เหตุที่ ลาว และเวียดนาม ส่งผู้นำร่วมประชุมก็เพราะมีความจำเป็นบังคับ เนื่องจากลาว อยู่ในฐานะประเทศผู้ประสานงาน ส่วนเวียดนามกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งต่อไป ซึ่งสื่อต่างประเทศได้ตีข่าวความไม่พอใจของสหรัฐในเรื่องนี้ไปทั่วโลก ย่อมส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่าไร้น้ำยาจึงไม่สามารถควบคุมการประชุมให้ราบรื่นได้ โดยประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง อาเซียน กับ สหรัฐ ตกต่ำมากที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานอาเซียน ก็ยังล้มเหลวในการผลักดันให้ 16 ชาติ คือ 10 ขาติอาเซียน และ 6 ประเทศคู่เจรจา บรรลุความตกลงในการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ทั้ง ๆ ที่ การออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับความตกลง RCEP คือ เป้าหมายสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยในครั้งนี้ แต่การที่อินเดียไม่ยอมลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพียง 1 ชาติ จะทำให้การก่อตั้งเขตการค้าเสรี RCEP ต้องล่าช้าออกไปอีก โดยจะทำให้ความตกลง RCEP ไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทันกรอบเวลาในปีหน้า ทั้งยัง เป็นการทำลายจุดแข็งของ เขตการค้าเสรี RCEP ที่มีการโฆษณากันว่า จะเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะจะมีประชากรรวมกัน 3,500 ล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในโลก แต่หากขาดอินเดียไปเพียง 1 ชาติ ก็จะทำให้ประชากรในเขตการค้าเสรี RCEP หายไปทันทีถึง 1,300 ล้านคน หรือเกือบครึ่งของประชากรทั้งหมดในเขตการค้าเสรี RCEP แล้วแบบนี้จะเรียกว่า RCEP เป็นเขตการค้าเสรีที่มีกำลังซื้อของประชากรครึ่งโลกได้อย่างไร ดังนั้น การที่อินเดียไม่ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมความตกลง RCEP จึงมีนัยสำคัญอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลประยุทธ์ ไม่ควรตีกินว่าปิดการเจรจาได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ อินเดียยังไม่ยอมรับข้อตกลงหลายประเด็น ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานอาเซียน สมควรต้องให้สอบตก ติด F ลบลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ ในการประชุมร่วมกับผู้แทนสหรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวสุนทรพจน์อวยสหรัฐเกินจริง โดยยกยอปอปั้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนมีความก้าวหน้าและแนบแน่นยิ่งขึ้น ทั้ง ๆ ที่ หลายฝ่ายมองว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ลดความสำคัญของนโยบายสหรัฐต่ออาเซียนลง จึงไม่มาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในไทย และไม่ส่งผู้นำระดับสูงมาเป็นตัวแทนด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายสมัยรัฐบาลโอบาม่า ในชณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่สามารถแสดงบทบาทนำในการสร้างอำนาจต่อรองให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้ และไม่สามารถเป็นแกนกลางในการผลักดันให้ชาติสมาชิกอาเซียนมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าควรต้องมีท่าทีร่วมกันอย่างไรต่อมหาอำนาจชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะชาติที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน ทำให้อาเซียนในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประชาคมที่ไร้ทิศทางในด้านต่าง ๆ โดยสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งไว้ให้อาเซียน เป็นเพียงการประดิษฐ์วาทกรรมที่สวยหรูเรื่องการพัฒนาและความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ไม่มีแก่นสารอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะดีแต่พูดเท่านั้น ที่สำคัญ แม้แต่ผลประโยชน์ของไทยเอง ในเรื่องที่โดนสหรัฐตัด GSP พล.อ. ประยุทธ์ ก็ยังไม่สามารถใช้เวทีสุดยอดอาเซียน ในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐได้เลย ทำให้คนไทยไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการประชุมในสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ และนี่คือ เหตุผลว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงให้ พล.อ.ประยุทธ์ สอบตกและติดเอฟลบลบ ในฐานะประธานอาเซียน และเชื่อว่าประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่าความสัมพันธ์ อาเซียนกับสหรัฐ ตกต่ำที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นประธานอาเซียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49568</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมอาเซียนครั้งที่ 35, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร.ต.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง, ล้มเหลว, สหรัฐ, หมวดเจ๊ยบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c8c7d9068a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กจตุพร&#039;ฟันธง 3 เดือนตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สะท้อนความล้มเหลวของระบบการเมืองไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.62- นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า หลังจากการเลือกตั้งผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน สังคมไทยยังไม่เห็นโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เห็นก็แต่เพียงความขัดแย้ง และการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง ที่วันนี้ได้สร้างนักการเมืองที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว กลุ่ม และพวกพ้อง อยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฎิรูปทางการเมืองที่สังคมอยากเห็น และอยากให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเพื่อสร้างระบบการเมืองที่ดี และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพคงจะสำเร็จได้ยาก ต่อให้ใช้เวลาอีกสัก 50 ปี ก็ตาม หากประเทศยังคงอยู่ท่ามกลางนักการเมืองที่มีความคิดเช่นนี้ ถือเป็นการฉุดรั้งความเจริญของชาติบ้านเมือง แทนที่จะไปแย่งชิงกระทรวงศึกษาธิการ แข่งขันกันสร้างยุทธศาสตร์ทางการศึกษาเพื่อพัฒนาคนในชาติให้มีความรู้ความสามารถ ตนจะชื่นชมและเอาใจช่วยมากกว่า แต่นี่กลับมาช่วงชิงกระทรวงที่มีงบประมาณ และผลประโยชน์มหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;วันนี้เราควรจะมี ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในด้านต่างๆ แต่กลับยังมีภาพต่อรองแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีไม่จบสิ้น ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนา สูญเสียความเชื่อมั่นจากต่างชาติ และที่สำคัญคือสูญเสียความศรัทธาจากประชาชน&amp;quot;นายรยุศด์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39991</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รยุศด์ บุญทัน, ตั้งรัฐบาล, รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ, ล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1b0c85c0e0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โต้งไวท์ไล&#039;ชูนโยบายเศรษฐกิจหยุดความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย จ้องหั่นงบฯกลาโหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8 ม.ค.62- นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย บรรยายเรื่อง เศรษฐกิจและแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า หากเปรียบเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นเครื่องบิน และการที่จะทำให้เครื่องบินทะยานขึ้นไปได้ต้องอาศัยเครื่องยนต์ 4 ตัวเดินเครื่องไปพร้อมกัน &amp;nbsp;แต่ในวันนี้เครื่องยนต์ทั้ง4ตัวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจล้วนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็น 1. เรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว 2.การบริโภคภายในประเทศ 3.การลงทุนภาคเอกชน 4.การใช้จ่ายจากภาครัฐ ทั้งนี้หากทั้ง4เครื่องยนต์เดินไปด้วยกัน จะทำให้เครื่องบินทะยานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้ ถ้าละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ดีขึ้น คงเป็นเรื่องยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อไปดูงบผูกพันกระทรวงกลาโหมกลับพบว่าในช่วงปี2561-2562 มีงบผูกพันสูงถึง 1แสนล้านบาท แต่เมื่อย้อนไปปี2557 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีงบผูกพันธประมาณ 7.6หมื่นล้านบาท หลายกระทรวงพบว่า มีงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ขณะที่กระทรวงที่ดูแลในชีวิต ความเป็นอยู่ประชาชน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กลับได้งบประมาณที่ลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยต้องการหยุดความล้าหลัง ล้มเหลว ถดถอย ถ้าเราเป็นรัฐบาล มั่นใจจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้แน่นอน ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าว อ้อย ปาล์มน้ำมัน ค่าแรงขั้นต่ำ ทางพรรคเตรียมแนวทางรองรับไว้แล้ว แต่ยังไม่ขอพูดในตอนนี้&amp;rdquo;นายกิตติรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า &amp;nbsp;ทางพรรคเพื่อไทยจะมีการนำเสนอทิศทาง แนวทางการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านอย่างต่อเนื่อง ตามความรับผิดชอบของผู้ที่ดูแลในเรื่องนั้นๆ ในวันที่ 11ม.ค. นายนพดล ปัทมะ จะเป็นผู้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ในสัปดาห์หน้า นายโภคิน พลกุล จะมาบรรยายถึงกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆที่ดูแล้วน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26054</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, กิตติรัตน์  ณ  ระนอง, นโยบายเศรษฐกิจ, รัฐบาลคสช., ล้มเหลว, ล้าหลัง, เพิ่มงบกลาโหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180426/image_big_5ae1ba38c64b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2018 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯไม่ใช่เทวดา บิ๊กตู่ฮึ่มหยามเกียรติผู้นำ ชี้4ปีรัฐบาลผลงานเข้าตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เปิดใจทำงานมา 4 ปี ยอมรับมีความผิดอย่างเดียวที่มีความเป็นมนุษย์สูง มีโมโห โกรธ เพราะไม่ใช่เทพเทวดา ลั่น! ยอมไม่ได้โซเชียลมีเดียให้ร้ายด่าผรุสวาท ทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีนายกฯ ของประเทศไทย &amp;quot;ไก่อู&amp;quot; เผยนายกฯ ไม่ติดใจ นศ.มหา&amp;#39;ลัยดังทำคลิปล้อเลียน คสช. แต่ถามหาจรรยาบรรณครูอาจารย์ ใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมืองปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง ด้าน ปชป.-พท.พร้อมลุยเลือกตั้งหลังศาล รธน.ชี้ขาดคำสั่ง 53/60 ไม่ขัด รธน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 6 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า อยากบอกสื่อ &amp;nbsp;ประชาชนทั้งประเทศ บอกบรรดานักการเมือง กลุ่มต่างๆ นักวิชาการ เด็ก นิสิต นักศึกษา ว่าวันนี้เราควรต้องร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย สร้างสิ่งที่ดีออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ มากกว่าจะไปทำสิ่งที่ไม่ดี ผิดกฎหมาย หรือทำอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศของเราไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งตนพูดมาแล้วหลายครั้งว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือการมีเสถียรภาพของประเทศ วันนี้บ้านเมืองไม่มีการปั่นป่วน ไม่มีการปิดถนน แต่สิ่งที่เราเจออยู่ในขณะนี้ก็คือการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศไทย แต่ยอมรับว่า เรื่องเหล่านี้อาจสร้างกระแสความนิยมในการบริโภคได้ แต่ประเทศไทยเสียหาย ตนก็พูดได้เพียงเท่านี้ ไม่ได้ไปบังคับอะไรใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่เข้ามาวันนี้ ผมอยากจะบอกว่าผมคิดของผมเอง ขอพูดให้ฟังว่า 4 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามที่จะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด คือการทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เป็นตำแหน่งที่ทรงคุณค่า ผมบอกเสมอว่าตัวเองก็มีความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นความผิดของผมมีเพียงอย่างเดียวที่ผมรู้คือ ความเป็นมนุษย์ ซึ่งความเป็นมนุษย์จะต้องมีความผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ นี่คือความเป็นมนุษย์ของผม เพราะฉะนั้นในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมมติออกมา ผมเป็นมนุษย์ ผมเป็นคน และผมทำงานเพื่อคน เพื่อประเทศไทย เพื่อคนไทย ผมก็ต้องเป็นของผมแบบนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า แต่ผมทำหน้าที่ตรงนี้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีสำหรับประเทศและต่างประเทศ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าหลายคนพยายามที่จะทำลายเกียรติยศของนายกฯ ซึ่งไม่ใช่ผม เพราะนี่คือนายกฯ ของประเทศไทย เทียบง่ายๆ นี่คือผู้นำในการบริหารประเทศ แล้วพวกสื่อก็เขียนกันไปกันมาจนตำแหน่งนี้ fail (ล้มเหลว) ไปทั้งหมด พวกคุณทำกันไปเพื่ออะไร แล้ววันข้างหน้าคุณคิดกันว่านายกฯ ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้หรือ ต้องถูกด่าถูกว่า ให้ร้าย ใช้คำผรุสวาทตามโซเชียลมีเดียอย่างนี้หรือ สื่อต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นพอคนเข้ามาก็เป็นแบบเดิม ก็ไม่รู้จะทำกันไปทำไม ทำไปแล้ว ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำไม่ดีก็ได้ดี อย่างนี้แล้วแต่พวก แล้วแต่ชอบ ผมว่าแบบนี้ประเทศไทยไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าผมมีความผิด คือการมีความเป็นมนุษย์สูง และผมได้นั่งทบทวน 4 ปีที่ผ่านมาว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ คือผมทำหน้าที่ของผม แต่ก็กำลังนึกว่า แล้วผมกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ ต่อสู้เพื่อจะไปสู่ตำแหน่งที่ผมไม่เคยอยากเป็นมาก่อน เพื่อจะรักษาอำนาจ ผลประโยชน์ของผมหรือ ผมว่ามันไม่ใช่ ถ้าผมจะทำเรื่องนี้มีอย่างเดียวจะทำเสร็จหรือไม่เสร็จ แล้วทุกอย่างดีขึ้นหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดอยู่ แต่ผมไม่ได้มุ่งหวังว่าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่นาน ทั้งหมดก็สุดแล้วแต่ประชาชน จะเห็นว่าวันนี้อะไรดีขึ้น อะไรที่มันแย่ลง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันมีปัญหาเยอะ เราอาจจะแก้ได้สัก 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้แก้เลยไม่ใช่หรือ ที่ผ่านมาปัญหาต่างๆ หลายเรื่องไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้เข้ามาแก้ไขในสิ่งที่เป็นปัญหา ทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ การแก้ไขกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นขอให้สื่อทุกคนช่วยกันด้วย ผมไม่ได้รังเกียจสื่อ ผมไม่ได้เอาใจสื่อ แต่เราเป็นประชาชนคนไทยด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นคนไทย ประเทศไทยจะต้องไม่ทำลายประเทศไทยของเราเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสร้างความเข้าใจ การบิดเบือน การใช้ความรู้สึกในการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครอยากทำงานให้ท่านหรอก จะมีแค่บางพวกเท่านั้นที่อยากทำให้ เอาใจคนเป็นกลุ่มๆ ไป แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะหน้าที่ของนายกฯ ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ หน้าที่ที่สำคัญคือดูแลประชาชนทั้งประเทศ
ฉุน นศ.ทำคลิปล้อเลียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ว่าจะพรรคไหน จะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ตรงกลาง เพื่อจะบังคับวิถีให้ทุกอย่างลงไปสู่ทุกจังหวัด ถึงทุกคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งมันไม่ง่ายนักหรอก แต่ถ้าสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และวางพื้นฐานที่ดีไว้ให้ ก็น่าจะดีกว่าที่ไม่มีอะไรเลย มันจะกลายเป็นอย่างที่ทุกคนพูดว่ามันสูญเปล่า ผมไม่เห็นมันจะสูญเปล่าตรงไหน เพราะผลงานก็ปรากฏออกมาเยอะแยะไปหมด เป็นร้อยเป็นพัน แต่ท่านก็มาบอกว่าสูญเปล่า ท่านบอกว่าลงจากหลังเสือ ผมไม่ได้คิดว่าผมขึ้นเสือที่ไหนมา หรือเป็นเสือที่ไหน วันนี้ผมขอพูดเปิดใจหน่อยก็แล้วกัน แล้วผมจะดูต่อไปแล้วกันว่าจะได้รับความร่วมมือแค่ไหนอย่างไร เพราะถ้ามันพูดกันไม่รู้เรื่องวันหน้าก็ไม่พูดกัน ก็แค่นั้น&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ไปอารมณ์เสียคอลัมน์ไหนมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร ก็อารมณ์แบบนี้ ความเป็นมนุษย์ไง ตนก็ต้องให้รู้ว่านี่คือความเป็นมนุษย์ของตนเอง นายกรัฐมนตรีไม่ใช่เทพเทวดา มนุษย์จะเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ถ้าเป็นเทวดามันไม่รู้หรอก พอแล้ว เบื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอล้อเลียนการทำงานของรัฐบาลประกอบเพลง &amp;ldquo;คืนความสุขให้ประเทศไทย&amp;rdquo; ของนิสิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในโลกออนไลน์ว่า ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไร โดยเฉพาะกับนิสิตที่ต้องทำตามคำสั่งของอาจารย์ แต่รู้สึกเป็นห่วงที่เด็กต้องกลายเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ที่ไม่หวังดี นำเรื่องการทำงานเพื่อประเทศชาติมาล้อเล่นอย่างไม่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ทราบว่านิสิตที่ทำคลิปดังกล่าวได้ออกมาขอโทษสังคมแล้ว เพราะเจตนาที่แท้จริงเพียงแค่ต้องการทำงานส่งอาจารย์เท่านั้น และอยากให้ผู้ที่แชร์ออกไปช่วยลบคลิปดังกล่าวด้วย เนื่องจากนิสิตไม่อยากให้กลายเป็นประเด็นดังในสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคุกรุ่น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯ เชื่อว่านิสิตมีจิตสำนึกที่ดี จึงออกมาขอโทษ แต่สังคมควรตั้งคำถามกับอาจารย์วิชาการเมืองการปกครอง ที่มอบหมายให้เด็กทำคลิปมากกว่า ว่าทำไมจึงใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง และการกระทำดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพราะสังคมคาดหวังอย่างมากว่าครูอาจารย์ต้องมีจรรยาบรรณที่ดี เป็นผู้ปลูกฝังสิ่งดีงามให้แก่ลูกศิษย์ และไม่ยุยง ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังในบ้านเมือง โดยนายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นทางความคิด ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วยว่าจะเป็นเช่นไร หากเป็นความเห็นเชิงสร้างสรรค์ ช่วยจรรโลงสังคม ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ &amp;nbsp;ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วมันเป็นยังไง ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องของตนที่จะพิจารณา หากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไป ถ้าปลดล็อกทั้งหมดท่านรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา ตอบมาสิ แต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อก ซึ่งต้องมีการพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ให้อิสรเสรีแล้ว ใครจะรับรองกับตนได้มันจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก
ถกพรรคการเมืองไม่มีเงื่อนไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผมให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนด ไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับ มาตัดสิทธิมาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไร ก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้มันต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา การที่ผมจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจ ผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจ ถ้าคุณพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมือง ก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์ แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก ถ้าท่านต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหา ทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชน สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆ ขอถามว่า ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆ หรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไร ตัวเองจะทำอะไร ถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้ จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้น บางอย่างมันต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไข ถ้าไม่มาก็อย่ามา ตนไม่ได้ง้อให้ใครมา ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา&amp;quot; นายกฯ กล่าวถึงการนัดพูดคุยกับพรรคการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วม ถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย นายกฯ กล่าวว่า ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน สำหรับหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไป แต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอ บางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับตนได้บ้าง สื่อถ้ารับรองไม่ได้ ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการนำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย นายกฯ กล่าวว่า จะทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่นี้มีคนทำอยู่แล้ว สื่อมีหน้าที่สร้างการรับรู้เข้าใจ อย่าไปปลุกปั่นกันขึ้นมาอีก แค่นั้น มันมีเวลากำหนดว่ากี่วัน ถ้าทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไปแล้ว สมมติมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา แล้วอย่างไร จะมาบีบเร่งกันว่าลงมาแล้วต้องรีบทำ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า ก.พ.62 ตอนนี้ร่างดังกล่าวยังไม่ถึงตน ส่งมามันจะยากอะไร ตนก็เซ็นแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย&amp;nbsp;
ร้อง คสช.ปัญหาไพรมารีโหวต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองร้องเรียนถึงปัญหาการจัดทำไพรมารีโหวตไปยัง คสช. หลังจากนี้ คสช.อาจจะส่งเรื่องมาให้ตนเพื่อหาทางออก เมื่อถึงวันนั้นอาจต้องเรียกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาหาทางออกร่วมกัน ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไรนั้น หากมีการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ แล้วอาจจะเห็นถึงปัญหา แต่เรื่องที่พรรคเล็กสมาชิกน้อย ตนมองว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเขายังหาสมาชิกได้ แต่เลิกระบบไพรมารีโหวตนั้นยาก ส่วนจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 หรือไม่ ตนไม่อยากพูดมันจะมีวิธีการอื่นหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้มาตรา 44 เริ่มต้นทุกเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อรัฐบาลปลดล็อกแล้ว พรรคการเมืองจะสามารถจัดทำไพรมารีสำหรับการเลือกตั้งทันหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าปลดล็อกเขาก็เดินหน้าหาสมาชิก ซึ่งอาจจะทำทันก็ได้ วันนี้เขามีสมาชิกน้อยแต่ยังหาได้อยู่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมป แต่ตอนนี้กำลังรอศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยของ ส.ว.อย่างเป็นทางการ เมื่อส่งมาทางสภาก็จะส่งให้นายกฯ ตอนนี้รอเพียงนายกฯ นำร่างกฎหมายลูกทั้ง ส.ส.และส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หลังจากนั้นเมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ ก็จะนับหนึ่งไปสู่การเลือกภายใน 150 วัน ทุกอย่างดำเนินตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญหมดแล้ว ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้โรดแมปเปลี่ยนแปลงได้ เพราะตอนนี้ข้อกังวล ความเห็นต่างๆ ก็ถูกทำให้ชัดเจนแล้ว ก็ต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ จะได้มีการเลือกตั้งตามกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า หลังจากนี้พรรคการเมืองก็มีหน้าที่จัดหาสมาชิก ทุนประเดิม และทำสาขาพรรค แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อกคำสั่งที่ 57/2557 และคำสั่งที่ 3/2558 ซึ่ง กกต.ไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่าจะมีการปลดล็อกเมื่อไหร่ ในฐานะที่ตนเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายพรรคการเมือง ก็ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไปที่ คสช.แล้ว เช่น กรณีที่ไม่มีสาขาพรรค ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่จะแก้ไขหรือไม่เป็นดุลพินิจของ คสช. กรณีที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาฯ กกต. สนับสนุนให้ใช้มาตรา 44 ให้อำนาจ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งได้หลังกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ต้องการมีเวลาในการเตรียมเลือกตั้งมากที่สุด ซึ่งยังไม่เคยมีการเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณา และ กกต.ก็ยังไม่มีความคิดที่จะเสนอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงาน กกต.ได้สั่งให้สำนักงาน กกต.จังหวัดทั่วประเทศเตรียมการแบ่งเขตไว้แล้วแต่ต้องดูจำนวนประชากรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง และต้องมีการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการไว้ก่อน หากทำในระยะกระชั้นชิดก็อาจไม่ทัน
นักการเมืองพร้อมเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคคงทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด และขอน้อมรับ กฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไรต้องปฏิบัติตามนั้น ซึ่งเมื่อชี้ว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเหลือสมาชิกที่ยืนยัน 97,755 คน หลังจากนี้จะต้องหาสมาชิกเพิ่ม แต่การจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้ หัวหน้า คสช.ต้องปลดล็อกคำสั่งนี้ และขณะนี้ พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ควรปล่อยให้พรรคการเมืองดำเนินการได้ตามกฎหมาย เพราะมีหลายเรื่องที่สามารถให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายได้ เช่น การจัดประชุมเตรียมการรับสมัครสมาชิกพรรค จัดตั้งสาขาพรรค การรับเงินบริจาคให้พรรค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่กระทบความมั่นคงอยู่แล้ว แต่หาก คสช.กังวลเรื่องความมั่นคงในกิจกรรมได้ ก็ควรออกคำสั่งเฉพาะกิจกรรมนั้นแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ทุกฝ่ายต้องเคารพและถือปฏิบัติตามที่ศาลสั่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งถือเป็นที่สุดและยุติแล้ว พรรคการเมืองแม้จะมีความยากลำบากในการถือปฏิบัติ แต่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับคำสั่งนี้ จากนี้ไปถนนทุกสายจะได้มุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และจะไม่มีอะไรมากระทบต่อโรดแมปเลือกตั้งอีก จากนี้ไป คสช.ต้องผ่อนปรนให้เกิดบรรยากาศของการเตรียมการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง คำสั่งหรือประกาศใดที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องเร่งยกเลิกโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พร้อมคณะ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายสงัด ปัถวี รองเลขาธิการผู้ตรวจฯ เพื่อตอบโต้ต่อหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการฯ ลงวันที่ 3 พ.ค.2561 กรณีให้พิจารณาคำร้องเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ขัดรัฐธรรมนูญตามคำร้องหรือไม่ แต่ผู้ตรวจฯ ไม่ส่งศาล โดยวินิจฉัยไว้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 279 บัญญัติรับรองให้ประกาศคำสั่งการกระทำของหัวหน้า คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หรือที่ออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าจะเป็นประกาศคำสั่งหรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ณัฏฐากล่าวว่า ขอยืนยันให้ผู้ตรวจฯ ปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือพิจารณาคำร้องและส่งต่อให้ศาลตีความตามหน้าที่ว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับนั้น นายวิษณุ เครืองาม กล่าวว่า ยังไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้ความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว เขากำลังไล่ทบทวนอยู่ ซึ่งมีการแก้ไขในเนื้อหาสาระจำนวนมาก เช่น เรื่องจำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีในการเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้หรือไม่นั้น ตอบไม่ถูก เพราะเมื่อเสร็จในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และส่งไปที่ สนช. ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาที่ ครม.ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนเดือน ก.ค.-ก.ย. อยู่ในชั้นการพิจารณาของ สนช. ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กล่าวถึงความคืบหน้ากฎหมายท้องถิ่นจะมีการนำเข้า สนช.ว่า เรากำลังตามอยู่ เห็นว่ากำลังมีการแก้ไขอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่สิ่งที่ สนช.ต้องพิจารณาในสัปดาห์หน้ามีเรื่องสำคัญคือแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะผ่าน ครม. ความพยายามทุกฝ่ายที่พยายามจะทำงานทุกอย่างเดินหน้าตามโรดแมป ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี เพราะมียุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปผ่านแล้วหลังเลือกตั้งรัฐบาลก็จะได้มาขับเคลื่อนประเทศตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ บ้านเมืองก็จะไปด้วยดี ส่วนปัจจัยภายนอกตนยังมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรมากระทบโรดแมป อย่าไปกังวล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10836</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนความสุขให้ประเทศไทย, ณัฏฐา มหัทธนา, ทำคลิปล้อเลียน คสช., นิสิตคณะรัฐศาสตร์, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ล้มเหลว, วิษณุ เครืองาม, ศุภชัย สมเจริญ, สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e508c2b4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
