<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2019 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2019 21:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไอซีซีไฟเขียวสอบเมียนมาล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลอาญาระหว่างประเทศอนุมัติให้เปิดการสอบสวนเต็มรูปแบบ กรณีเมียนมาถูกกล่าวหาก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจาระหว่างการปราบปรามนองเลือดเมื่อปี 2560 ที่ทำให้ชาวมุสลิมโรฮีนจาอพยพเข้าบังกลาเทศกว่า 740,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 16 ตุลาคม 2560 ผู้ลี้ภัยโรฮีนจาจากเมียนมาอพยพข้ามแม่น้ำนาฟเข้าสู่บังกลาเทศ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์กล่าวว่า การตัดสินใจของคณะตุลาการในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 มีออกมาไล่หลังการฟ้องร้องกล่าวโทษผู้นำรัฐบาลและทหารเมียนมาต่อศาลอาร์เจนตินาและต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการฟ้องร้องที่อาร์เจนตินานั้น นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเมียนมาโดยพฤตินัย ตกเป็นจำเลยด้วยเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของไอซีซี ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2545 เพื่อดำเนินคดีอาญาที่เลวร้ายที่สุดของโลก กล่าวว่า ไอซีซีได้มอบหมายให้อัยการทำการสอบสวนการก่ออาชญากรรมเกี่ยวข้องกับเมียนมา ซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจศาลไอซีซี คำกล่าวหาเหล่านี้รวมถึงการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ, การเนรเทศที่ถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการไล่ทำร้ายและสังหารด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติหรือศาสนา ที่กระทำต่อชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองกำลังความมั่นคงเมียนมาเปิดปฏิบัติการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560 ส่งผลให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 740,000 คน ถูกบังคับให้หนีภัยข้ามชายแดนเข้าสู่บังกลาเทศ พร้อมกับคำบอกเล่ากล่าวหากองกำลังความมั่นคงเมียนมาว่าทารุณกรรม เข่นฆ่า และข่มขืนชาวโรฮีนจา ที่เมียนมาไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของตน คณะผู้ตรวจสอบขององค์การสหประชาชาติกล่าวถึงพฤติกรรมของเมียนมาว่าเทียบเท่ากับการล้างเผ่าพันธุ์แต่ทางการเมียนมาปฏิเสธคำกล่าวหาเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเมียนมาไม่ได้ลงนามเป็นภาคีของไอซีซี แต่ปีที่แล้วศาลแห่งนี้ตัดสินว่าศาลมีอำนาจพิจารณาคดีก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจา เนื่องจากบังกลาเทศ ซึ่งให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา เป็นภาคีด้วย ฟาตู เบนซูดา หัวหน้าอัยการของไอซีซี ได้รับไฟเขียวให้เปิดการสอบสวนเบื้องต้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และต่อมาเธอได้ยื่นขออนุมัติสำหรับการสอบสวนอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ แกมเบียได้ยื่นฟ้องต่อไอซีเจหรือศาลโลกในกรุงเฮก ในนามขององค์การความร่วมมืออิสลาม 57 ประเทศ กล่าวโทษเมียนมาว่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา และเมื่อวันพุธ กลุ่มสิทธิมนุษยชนลาตินอเมริกาและชาวโรฮีนจายื่นฟ้องนางซูจีและพวกนายทหารเมียนมาต่อศาลอาร์เจนตินา ฐานก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50371</URL_LINK>
                <HASHTAG>ล้างเผ่าพันธุ์, ศาลอาญาระหว่างประเทศ, ศาลไอซีซี, อองซาน ซูจี, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191115/image_big_5dceaef9737a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 21:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าหลวงสิทธิจี้ &#039;อองซาน ซูจี&#039; ลาออก แต่โนเบลยันไม่ริบรางวัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สถาบันโนเบลของนอร์เวย์ยืนยัน สถาบันไม่มีความตั้งใจจะเรียกคืนรางวัลโนเบลสันติภาพของอองซาน ซูจี เนื่องจากกฎของรางวัลไม่อนุญาตให้ทำได้ ขณะข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นไล่ส่งอดีตวีรสตรีประชาธิปไตย ควรลาออกจากตำแหน่ง หรือไม่ก็กลับไปอยู่บ้านโดนกักบริเวณเหมือนเดิม ดีกว่ามาปกป้องพวกผู้นำทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอองซาน ซูจี ลงจากเวทีภายหลังให้โอวาทต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีของสถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ และเซอิด ราอัด อัลฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่แห่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคม 2561 มีออกมาหลังจากคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงของยูเอ็นเผยแพร่รายงานการสอบสวนสถานการณ์วิกฤติในรัฐยะไข่ของเมียนมา ซึ่งกล่าวหาพวกผู้นำในกองทัพเมียนมาว่า &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม อ้างคำกล่าวของโอลาฟ โยลสตัด ผู้อำนวยการสถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ว่า ไม่มีข้อสงสัยถึงเรื่องคณะกรรมการโนเบลเรียกคืนรางวัลสาขาสันติภาพ เนื่องจากกฎของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไม่อนุญาตให้ทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนในทางพฤตินัย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2534 จากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจนโดนกองทัพกักขังอิสรภาพ นางเพิ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกเมียนมาเพื่อรับรางวัลนี้ 21 ปีให้หลัง เมื่อกองทัพผ่อนคลายการกุมอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว เมื่อสถานการณ์โรฮีนจาถึงจุดวิกฤติที่สุด มีชาวโรฮีนจาหลายแสนคนทิ้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่เข้าสู่บังกลาเทศ ประชาคมระหว่างประเทศกดดันนางซูจีหนักขึ้น ให้นางกล่าวถึงชะตากรรมของผู้คนเหล่านี้ แต่ล่วงมาถึงปัจจุบัน นางซูจียังคงแทบไม่พูดถึงสภาพของชาวโรฮีนจา และยังหลีกเลี่ยงการให้ทัศนะวิจารณ์กองทัพเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเคยกล่าวเตือนไว้เมื่อปีที่แล้ว เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาที่กำลังเลวร้ายลง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อยุติการเลือกปฏิบัติและการข่มเหงรังแกชนกลุ่มน้อย โยลสตัดกล่าวว่า ภายหลังรายงานฉบับล่าสุดของยูเอ็น ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเข้ากันได้กับสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของยูเอ็นที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า มีหลักฐานของการล้างเผ่าพันธุ์และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในระดับมโหฬารกับชาวโรฮีนจา อันรวมถึงการข่มขืน, ใช้ความรุนแรงทางเพศ และการฆ่าหมู่ ต่อมาในวันอังคาร ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น อาทิ สหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสวีเดน เรียกร้องต่อที่ประชุมในสำนักงานใหญ่ยูเอ็นที่นครนิวยอร์ก ให้นำตัวพวกผู้บัญชาการทางทหาร ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา มาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ โฆษกรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธรายงานของยูเอ็นฉบับนี้ว่าไม่มีความเป็นกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เมียนมาไม่อนุญาตให้คณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงชุดนี้เข้าเมียนมา และว่า เมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระขึ้นมาเช่นกัน เพื่อตอบโต้คำกล่าวหาผิดๆ จากสำนักงานต่างๆ ของยูเอ็นและประชาคมระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เซอิด ราอัด อัลฮุสเซน&amp;nbsp; / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการของยูเอ็นชุดนี้แต่งตั้งโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ซึ่งนอกจากจะกล่าวโทษพวกนายทหารสายบังคับบัญชา พร้อมเรียกร้องให้นำตัวพวกเขาขึ้นศาลระหว่างประเทศแล้ว ยังได้กล่าวโจมตีนางซูจีที่ไม่ป้องกันเหตุการณ์รุนแรง ในวันพุธ เซอิด ราอัด อัลฮุสเซน ข้าหลวงสิทธิฯ ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง ยังกล่าวกับบีบีซีว่า นางซูจีควรจะลาออกจากตำแหน่งและควรพิจารณาตนเองกลับไปถูกกักบริเวณในบ้านเหมือนเดิม แทนที่จะมาแก้ตัวให้กองทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นางอยู่ในสถานะที่สามารถทำอะไรบางอย่างได้&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;นางควรเงียบไว้ หรือให้ดีกว่า นางควรลาออก ไม่มีความจำเป็นเลยที่นางจะทำตัวเป็นโฆษกของกองทัพเมียนมา นางไม่จำเป็นต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นภูเขาน้ำแข็งของข้อมูลผิดๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการกุเรื่องขึ้น&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16499</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าหลวงสิทธิ, รายงานยูเอ็น, ลาออก, ล้างเผ่าพันธุ์, อองซาน ซูจี, โนเบลสันติภาพ, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f536548f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พม่าตอบโต้ยูเอ็น ปฏิเสธคำกล่าวหาล้างเผ่าพันธุ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พม่าปฏิเสธรายงานของคณะสอบสวนของยูเอ็นที่กล่าวหากองทัพพม่าว่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจา ขณะที่ชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงประสานเสียงเรียกร้องให้นำตัว ผบ.สส.และพวกนายพลพม่าที่รับผิดชอบต่อการสั่งการ มาดำเนินคดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2561 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (กลาง) มาถึงสนามซ้อมรบที่สามเหลี่ยมอิระวดี พร้อมกับพวกนายทหาร / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการค้นหาความจริงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติเผยแพร่รายงานผลการสอบสวนสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐยะไข่ของพม่า ระบุว่ามีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการล้างเผ่าพันธุ์และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในระดับมโหฬารต่อชาวโรฮีนจา อันรวมถึงการกระทำทารุณโหดร้าย ข่มขืน, ความรุนแรงทางเพศ และสังหารหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานผลการสอบสวนที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 ยังกล่าวโทษนายทหารที่อยู่ในสายบังคับบัญชา ซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า และว่าพวกนายทหารเหล่านี้ต้องถูกสอบสวนและดำเนินคดีจากการล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลพม่ามีท่าทีตอบโต้รายงานของยูเอ็นฉบับนี้แล้วเมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคม โดยปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อคำกล่าวหานี้ รายงานของโกลบอลนิวไลต์ออฟเมียนมาอ้างคำกล่าวของจ่อ เทย์ โฆษกรัฐบาลพม่า ว่าพม่าไม่อนุญาตให้คณะทำงานค้นหาข้อเท็จจริงของยูเอ็น (เอฟเอฟเอ็ม) เข้าพม่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพม่าจึงไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับทางออกใดๆ ที่ออกมาจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติในรัฐยะไข่รอบล่าสุดที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เมื่อกองทัพเปิดปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจาอย่างรุนแรงภายหลังนักรบหลายร้อยคนบุกโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงหลายสิบจุดพร้อมกันและสังหารตำรวจมากกว่า 10 นาย ส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คนอพยพหนีภัยข้ามไปยังบังกลาเทศ พร้อมคำกล่าวหาพฤติกรรมทารุณโหดร้ายของทหารและม็อบชาวพุทธยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นที่นิวยอร์ก ผู้แทนของสหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, คูเวต, เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ต่างประสานเสียงเรียกร้องให้นำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; มาดำเนินคดี และขอให้ตั้งกลไกเพื่อรวบรวมและรักษาหลักฐานของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่จีนและรัสเซีย ซึ่งมีอำนาจยับยั้งข้อมติ กล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนการหาทางออกผ่านการ &amp;quot;สานเสวนา&amp;quot; กับพวกผู้นำพม่ามากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคต บลังเชตต์ นักแสดงหญิงชาวออสเตรเลียและทูตสันถวไมตรีของยูเอ็นเอชซีอาร์ ฟังการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในพม่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ประชุมครั้งนี้ เคต บลังเชตต์ ทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้กล่าวต่อที่ประชุมด้วย โดยเธอบรรยายถึงภาพที่พบเห็นจากการไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า เธอไม่มีวันลืมเรื่อวราวประสบการณ์ที่ชาวโรฮีนจาประสบมา ในฐานะที่เป็นแม่คน เธอเห็นลูกๆ ของเธอผ่านนัยน์ตาของเด็กโรฮีนจาทุกคนที่ได้พบเจอ และเธอเห็นตัวเธอเองผ่านสายตาของแม่ชาวโรฮีนจาทุกคนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนเป็นแม่จะทนทานกับการเห็นลูกของตนถูกโยนเข้ากองไฟได้อย่างไร? ประสบการณ์ของพวกเธอจะไม่มีวันเลือนหายไปจากใจฉัน&amp;quot; นักแสดงหญิงชาวออสเตรเลียกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านฮอ โด ซวน เอกอัครราชทูตพม่าประจำยูเอ็น ปฏิเสธรายงานของยูเอ็น พร้อมกับย้ำว่า พม่าไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ เนื่องจากพม่ากังวลเกี่ยวกับความเป็นกลางของคณะกรรมการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16458</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะมนตรีความมั่นคง, พม่า, รายงานยูเอ็น, ล้างเผ่าพันธุ์, เคต บลังเชตต์, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86b5fab6271.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 21:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กก.ยูเอ็นเรียกร้องดำเนินคดี ผบ.สส.พม่า ฐานล้างเผ่าพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมการสอบสวนของยูเอ็นเรียกร้องให้พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.ของพม่าลาออกจากตำแหน่ง และให้นำตัวนายพลผู้นี้พร้อมกับนายทหารอีก 5 นายของพม่า ดำเนินคดีในศาลระหว่างประเทศในความผิดฐานล้างเผ่าพันธุ์, ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและก่ออาชญากรรมสงคราม ขณะเฟซบุ๊กสั่งแบน 20 แอคเคาต์ซึ่งรวมถึงของนายพลผู้นี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.พม่า ร่วมพิธีตรวจแถวสวนสนามวันวีรชน ที่นครย่างกุ้ง เมื่อ 19 ก.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 ว่าคณะกรรมการค้นหาความจริงที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2560 เพื่อสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า เปิดแถลงข่าวที่นครเจนีวาในวันเดียวกัน ระบุว่า นายพลพม่าหลายนายซึ่งรวมถึงพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า ต้องถูกสอบสวนและดำเนินคดีฐานล้างเผ่าพันธุ์ในภาคเหนือของรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาที่ยกกำลังหลายร้อยคนโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงในรัฐยะไข่ และสังหารตำรวจกว่า 10 นายเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ผลักดันให้ชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐนี้ราว 700,000 คนอพยพหนีข้ามแดนเข้าสู่บังกลาเทศ พร้อมกับคำบอกเล่าถึงความเหี้ยมโหดของทหารและม็อบชาวพุทธยะไข่ ที่วางเพลิง, เข่นฆ่า และข่มขืน ซึ่งทำให้ยูเอ็นระบุว่า เทียบได้กับการล้างเผ่าพันธุ์ ทางการพม่าปฏิเสธคำกล่าวหานี้ โดยยืนกรานว่าปฏิบัติการของกองทัพเพื่อปราบปรามกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานผลการสอบสวนระบุว่า พวกนายทหารพม่าต้องถูกสอบสวนและดำเนินคดีฐาน &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและก่ออาชญากรรมสงคราม&amp;quot; ต่อชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ รวมถึงต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์อื่นๆ ในรัฐกะฉิ่นและรัฐชานทางเหนือของพม่า นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า กลยุทธ์ของกองทัพนั้นไม่สอดคล้องและไม่สมส่วนอย่างยิ่งต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีอยู่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการสรุปไว้ในรายงานว่า มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนการสอบสวนและดำเนินคดีกับพวกนายทหารในกองทัพพม่า พร้อมกับระบุชื่อนายทหารพม่า 6 นาย ซึ่งรวมถึง ผบ.สส. ที่อยู่ในสายบังคับบัญชา และยังมีรายนามทหารพม่าอีกจำนวนมากที่คณะกรรมการพร้อมจะแบ่งปันให้แก่องค์กรที่มีศักยภาพและน่าเชื่อถือเพื่อนำตัวบุคคลเหล่านี้มาดำเนินคดีตามบรรทัดฐานและมาตรฐานระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาร์ซูกิ ดารุสมาน ประธานคณะกรรมการอิสระระหว่างประเทศค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพม่า แถลงที่เจนีวาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ซูกิ ดารุสมาน ประธานคณะกรรมการชุดนี้ ยืนกรานระหว่างการแถลงข่าวที่เจนีวาด้วยว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ควรลาออกจากตำแหน่งทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานได้กล่าวโจมตีนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐ ด้วยว่า เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพรายนี้ไม่ได้ใช้สถานะของการเป็นผู้นำรัฐบาลโดยพฤตินัย หรืออำนาจเชิงศีลธรรมของนาง เพื่อยับยั้งหรือป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสอบสวนภายในพม่า พวกเขาจึงอ้างอิงผลการสอบสวนจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เหยื่อและพยาน 875 ราย รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียม และภาพถ่าย วิดีโอและเอกสารที่น่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานบรรยายรายละเอียดความโหดร้ายที่กระทำต่อชาวโรฮีนจา ทั้งการฆาตกรรม, บังคับให้สูญหาย, ทารุณ และใช้ความรุนแรงทางเพศ ทั้งการข่มขืน และรุมโทรม โดยพวกทหารที่กระทำในวงกว้าง ภายในหมู่บ้านอย่างน้อย 10 แห่ง ซึ่งบางกรณีมีผู้หญิงและเด็กหญิง 40 คน โดนกระทำในคราวเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการยังกล่าวถึงบทบาทของเฟซบุ๊กด้วย โดยชี้ว่าสื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้เป็นเครื่องมือเผยแพร่ความเกลียดชังอย่างได้ผลในพม่า ซึ่งทำให้เฟซบุ๊กประกาศทันทีหลังจากนั้นว่า พวกเขาได้แบนบัญชีของบุคคลและองค์กรชาวพม่า 20 บัญชีจากการใช้เฟซบุ๊ก รวมถึงบัญชีของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16280</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.สส.พม่า, พม่า, มิน อ่อง หล่าย, ยูเอ็น, ล้างเผ่าพันธุ์, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b84075e11bec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวถอดรางวัล &#039;อองซาน ซูจี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โดนถอดอีกหนึ่ง พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวแห่งสหรัฐประกาศเพิกถอนรางวัลเชิดชูเกียรติด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยมอบให้แก่นางอองซาน ซูจี เมื่อปี 6 ปีก่อน ตำหนิสตรีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยพม่ารายนี้่ว่าแทบไม่ทำอะไรเลยเพื่อยุติการล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญาในพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;นางอองซาน ซูจี กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเนื่องในวันสตรีสากล ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2561 ว่าพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวแห่งสหรัฐมอบรางวัลเอลี วีเซล แก่นางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2555 เนื่องจากความเป็นผู้นำที่กล้าหาญและการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ของเธอในการขัดขืนทรราชย์ และการขับเคลื่อนเสรีภาพและศักดิ์ศรีของชาวพม่า แต่ล่าสุด พิพิธภัณฑ์ได้แจ้งต่อนางซูจีว่าต้องการเพิกถอนรางวัลที่เคยมอบให้นาง เพราะนางวางเฉยต่อหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากองทัพพม่ากำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พลเรือนจากชุมชนชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจดหมายที่พิพิธภัณฑ์ส่งถึงนางซูจี มนตรีแห่งรัฐซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลพม่าโดยพฤตินัย กล่าวไว้ว่า ในช่วงยามที่การณ์เริ่มปรากฏให้เห็นว่ากองทัพพม่าโจมตีโรฮิงญาช่วงปี 2559-2560 พิพิธภัณฑ์หวังในตอนนั้นว่า นางซูจี ในฐานะที่เป็นบุคคลที่พวกตนและผู้คนอีกจำนวนมากยกย่องในความทุ่มเทเพื่อศักดิ์ศรีความมนุษย์และสิทธิมนุษยชนสากล จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อประณามและหยุดยั้งการรณรงค์อันโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพ และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชากรชาวโรฮิงญาที่ตกเป็นเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซูจี กลับปฏิเสธจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสอบสวนขององค์การสหประชาชาติ และยังส่งเสริมคารมโวหารต่อต้านโรฮิงญา เอ็นแอลดียังขัดขวางผู้สื่อข่าวที่พยายามรายงานข่าวการสังหารหมู่และการขับไล่ชาวโรฮิงญาไปยังบังกลาเทศอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพิธภัณฑ์กล่าวต่อว่า การก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญาโดยกองทัพพม่า และการกระทำรุนแรงอันโหดร้ายป่าเถื่อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เรียกร้องให้นางซูจีใช้อำนาจทางศีลธรรมแก้ไขสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2534 จากการอุทิศตัวต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่าอย่างยาวนาน ส่วนรางวัลที่นางซูจีได้รับจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งชื่อตามเอลี วีเซล ชาวยิวผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซีเยอรมัน ซึ่งตัวเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ เมื่อปี 2529 จากการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์นี้ร่วมกับฟอร์ติฟายไรต์ องค์กรจับตาสิทธิมนุษยชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งที่ได้จากปากคำชาวโรฮิงญา กล่าวว่ามีการโจมตีพลเรือนชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางซูจีตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ปฏิเสธจะต่อสู้เพื่อชาวโรฮิงญา องค์กรหลายแห่งที่เคยมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้นาง ต่างเพิกถอนรางวัลกลับคืน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บิล ริชาร์ดสัน นักการทูตชาวอเมริกัน ก็ประกาศลาออกจากคณะกรรมการที่นางตั้งขึ้นเพื่อหาทางออกให้แก่วิกฤติในรัฐยะไข่ เขาอ้างเหตุผลว่า นางซูจี &amp;quot;ขาดซึ่งความเป็นผู้นำทางศีลธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ที่รัฐบาลพม่าเผยแพร่เมื่อวันพุธ กล่าวว่า สถานทูตพม่าในกรุงวอชิงตันได้แสดงความเสียใจ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดนผู้ที่มองไม่เห็นสถานการณ์ที่แท้จริง ใช้ประโยชน์และชักนำให้หลงผิด การตัดสินใจดังกล่าวไม่มีผลต่อการสนับสนุนที่ชาวพม่ามีต่อนางซูจี แต่จะยิ่งเพิ่มความพยายามของพม่าในการหาทางออกที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นครเจนีวาวันเดียวกันนั้น เซอิด ราอัด อัลฮุสเซน ข้าหลวงสิทธิมนุษยชนยูเอ็น เรียกร้องให้ตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมการยื่นฟ้องคดีอาญาต่อพม่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4577</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถอดรางวัล, พิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ล้างเผ่าพันธุ์, สิทธิมนุษยชน, อองซาน ซุจี, เอลี วีเซล, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa13981e0c8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเอ็นชี้ พม่ายังเดินหน้าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทูตสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติยืนยันเมื่อวันอังคารว่า พม่ายังคงเดินหน้า &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวโรฮิงญาอยู่อย่างต่อเนื่อง นับแต่กองทัพเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเมื่อ 6 เดือนก่อน ด้วยการรณรงค์สร้างความหวาดกลัวและการบีบบังคับให้อดอยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาเดินเท้าข้ามแม่น้ำนาฟจากพม่าเข้าบังกลาเทศเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 แฟ้มภาพ FRED DUFOUR / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 อ้างคำแถลงของแอนดรูว์ กิลเมอร์ ผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านสิทธิมนุษยชน ที่ยืนยันภายหลังได้พูดคุยกับชาวโรฮิงญาที่เพิ่งเดินทางมาถึงค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ว่า &amp;quot;การล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวโรฮิงญาจากพม่ายังคงดำเนินอยู่ และเขาไม่คิดว่าสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินที่คอกซ์บาซาร์จะสามารถสรุปเป็นอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวในแถลงการณ์ว่า ธรรมชาติของความรุนแรงในพม่าเปลี่ยนแปลงจากการล้างเลือดอย่างบ้าคลั่งและการข่มขืนหมู่เมื่อปีที่แล้ว มาเป็นการรณรงค์สร้างความหวาดกลัวและบีบบังคับให้อดอยากในระดับที่รุนแรงน้อยกว่า ซึ่งดูเหมือนมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันชาวโรฮิงญาที่หลงเหลืออยู่ ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาเข้าสู่บังกลาเทศ ชาวโรฮิงญาที่เข้ามาใหม่นี้เดินทางมาจากเมืองชั้นในของรัฐยะไข่ที่ไกลจากชายแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับแต่กองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการกวาดล้างในรัฐยะไข่ เพื่อตอบโต้ที่กองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคง 30 จุดพร้อมกันเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2561 สังหารตำรวจกว่า 10 นาย ชาวโรฮิงญาราว 700,000 คนพากันอพยพออกจากพื้นที่ พร้อมกับคำบอกเล่าความโหดร้ายป่าเถื่อน การเข่นฆ่า ข่มขืน และวางเพลิง โดยฝีมือของทหารและม็อบชาวยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ของทูตยูเอ็นผู้นี้กล่าวด้วยว่า คงเป็นเรื่อง &amp;quot;เหลือเชื่อ&amp;quot; ถ้าชาวโรฮิงญาจะสามารถกลับคืนพม่าได้ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้ว่าพม่าได้ให้คำมั่นไว้ว่าจะเริ่มรับผู้ลี้ภัยบางส่วนกลับคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลพม่าง่วนกับการบอกต่อชาวโลกว่าพม่าพร้อมจะรับชาวโรฮิงญากลับคืน แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพพม่าก็กำลังผลักดันพวกเขาเข้าสู่บังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง&amp;quot; กิลเมอร์กล่าว &amp;quot;การกลับคืนถิ่นอย่างปลอดภัย มีศักดิ์สรี และยั่งยืน นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พม่าไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าว, นักการทูต และองค์กรบรรเทาทุกข์เกือบทั้งหมด เข้าถึงพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่ ยกเว้นการเยือนช่วงสั้นๆ ที่มีทหารติดตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพพม่าอ้างว่าการปราบปรามของพวกเขาเป็นปฏิบัติการที่ชอบด้วยเหตุผลเพื่อกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาที่โจมตีสังหารตำรวจ 12 นายเมื่อปีทีแล้ว แต่ยูเอ็น, กลุ่มสิทธิ และชาติมหาอำนาจจากตะวันตกกล่าวหากองทัพพม่าว่า ใช้การปฏิบัติการกวาดล้างเป็นข้ออ้างเพื่อขับไล่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ออกจากพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) ประเมินว่า มีโรฮิงญาอย่างน้อย 6,700 คนโดนฆ่าในเดือนแรกของการปราบปราม รายงานข่าวและข้อมูลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าหมู่บ้านชาวโรฮิงญาหลายร้อยแห่งโดนวางเพลิง และมีอย่างน้อย 55 แห่งที่โดนไถปราบ กำจัดร่องรอยที่เคยเป็นบ้านเรือน บ่อน้ำและแปลงเกษตรไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4412</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังกลาเทศ, พม่า, ยูเอ็น, ล้างเผ่าพันธุ์, เมียนมา, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e8047824dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2018 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2018 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉพม่าไถปราบหมู่บ้านโรฮิงญา 55 แห่ง ทำลายหลักฐานล้างเผ่าพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างภาพถ่ายดาวเทียม กล่าวโจมตีทางการพม่าว่าใช้เครื่องจักรกลหนักไถปราบหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาอย่างน้อย 55 แห่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ถือเป็นการทำลายหลักฐานที่พิสูจน์ความโหดร้ายป่าเถื่อนของทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพดาวเทียมจากดิจิทัลโกลบ วันที่ 19 ก.พ. 2561 ที่ฮิวแมนไรต์วอตช์เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ อ้างว่าเป็นภาพการทำลายล้างหมู่บ้านชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ภาพ DIGITALGLOBE / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ว่า การทำลายล้างหมู่บ้านชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ทางเหนือของพม่านั้น อาจทำลายหลักฐานความโหดร้ายป่าเถื่อนของทหารพม่า ที่เปิดปฏิบัติการปราบปรามตามหมู่บ้านต่างๆ ตอบโต้ที่กองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาโจมตีที่ตั้งของตำรวจตระเวนชายแดน 30 แห่งในรัฐยะไข่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิบัติการของกองทัพพม่าในคราวนั้นบีบให้ชาวโรฮิงญา 688,000 คนหนีข้ามพรมแดนเข้าบังกลาเทศ โรฮิงญาหลายคนบอกเล่าถึงพฤติกรรมโหดร้ายป่าเถื่อนของทหารและตำรวจพม่า ทั้งการเข่นฆ่า ข่มขืนและวางเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอยเตอร์รายงานว่า การค้นพบขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้เผยแพร่ภายหลังรัฐบาลพม่าบรรลุข้อตกลงกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และญี่ปุ่น เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างพม่ากับยูเอ็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยูเอ็นเคยระงับการดำเนินการในรัฐยะไข่และอพยพเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีกิจสำคัญออกจากพื้นที่ ภายหลังรัฐบาลพม่ากล่าวหาว่า ยูเอ็นสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธโรฮิงญาเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยูเอ็นและรัฐบาลสหรัฐยังเคยกล่าวถึงการปราบปรามทำลายล้างในรัฐยะไข่ว่าเป็นการล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา แต่รัฐบาลของนางอองซาน ซูจี ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ขัดขวางไม่ให้คณะสอบสวนข้อเท็จจริงของยูเอ็นและผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปภายในพื้นที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางการพม่าอ้างเหตุผลว่า ปฏิบัติการของกองทัพมีความชอบด้วยกฎหมายเพื่อปราบปราม &amp;quot;ผู้ก่อการร้าย&amp;quot; มุสลิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรสิทธิแห่งนี้กล่าวด้วยว่า มีหมู่บ้าน 362 แห่งถูกทำลายบางส่วนหรือถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงนับแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านบางแห่งในจำนวนนี้ และอีกอย่างน้อย 2 แห่งที่ไม่ได้รับผลกระทบ กลับถูกทำลายอย่างราบคาบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า หมู่บ้านหลายแห่งเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อน และควรรักษาสภาพไว้ เพื่อที่ผู้เชี่ยวชาญที่ยูเอ็นมอบหมายให้เก็บรวบรวมเอกสารข้อมูลการกระทำผิด จะสามารถประเมินหลักฐานได้อย่างเหมาะสมและระบุตัวผู้ที่รับผิดชอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การไถปราบพื้นที่เหล่านี้ เสี่ยงที่จะทำลายทั้งความทรงจำ และการอ้างสิทธิตามกฎหมายของชาวโรฮิงญาที่เคยอาศัยที่นั่น&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวด้วยว่า ภาพถ่ายหลายภาพจากดาวเทียม เผยให้เห็นหมู่บ้าน 2 แห่งในเขตมยินลุต ซึ่งไม่ได้โดนไฟไหม้เสียหาย และน่าจะไม่มีคนอาศัยอยู่ โดนเครื่องจักรกลทำลายจากราบคาบ ระหว่างวันที่ 9 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่พม่าพากันกล่าวอ้างว่า รัฐบาลกำลังเตรียมที่ทางเพื่อรับผู้ลี้ภัยที่จะเดินทางกลับ ตามข้อตกลงส่งตัวกลับ ที่พม่าลงนามไว้กับบังกลาเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สื่อของทางการพม่ารายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า มีรถขุดดิน 8 คัน และรถปราบดิน 4 คันกำลังทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ทางการพม่ายังได้จัดตั้งศูนย์รับรอง 2 แห่ง และค่าย 1 แห่งสำหรับผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับ สถานที่เหล่านี้เป็นเพียงที่รองรับชั่วคราว และผู้อพยพจะสามารถเดินทางกลับถิ่นที่อยู่เดิมของพวกเขาหรือพื้นที่ใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิน มยัตอาย รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนางซูจีให้รับผิดชอบงานฟื้นฟูบูรณะรัฐยะไข่ กล่าวไว้เมื่อเดือนกันยายนว่า ที่ดินที่โดนเพลิงไหม้เสียหายจะกลายเป็นที่ดินที่รัฐบาลบริหารจัดการตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3771</URL_LINK>
                <HASHTAG>พม่า, ภาพถ่ายดาวเทียม, ยะไข่, ยูเอ็น, ล้างเผ่าพันธุ์, ฮิวแมนไรท์วอทช์, เมียนมาร์, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a9014ef9fcb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
