<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์&#039;ยันรักษาผลประโยชน์อสมทย้ำพร้อมอุทธรณ์ตัวเลขเงินเยียวยาหากได้รับแค่ 3,200 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.2563 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจง กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ให้ บมจ.อสมท ในการเยียวยาการเรียกคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ตามที่ปรากฎเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo; 1)ผมได้รับการเห็นชอบจากมติคณะกรรมการมาตั้งแต่ต้นนับจากถูกเรียกคืนคลื่น และทำตามมติอย่างเคร่งครัดในการเจรจากับ กสทช และคู่สัญญา พร้อมรายงานให้บอร์ดรับทราบมาต่อเนื่องในการเจรจาเพื่อให้อสมทได้ผลประโยชน์มากที่สุด

2)ในระหว่างการเจรจากับกสทช ได้ทราบว่า มีแนวทางเลือกเพียง2 ทาง คือ แนวทางศึกษาของคณะอนุกรรมการเยียวยา ที่กำหนดในสัดส่วนที่เท่าๆกัน และแนวทางของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กำหนดให้ อสมทได้น้อยกว่าคู่สัญญา ในนามของฝ่ายบริหาร จึงต้องเลือกแนวทางที่ดีที่สุดซึ่งอสมทได้ประโยชน์มากกว่า โดยได้นำหลักอ้างอิงมาจากคณะอนุกรรมการเยียวยา ไปร้องขอให้กสทช เร่งพิจารณาดังกล่าว การที่มีกรรมการบางคนและผู้นำพนักงานออกมาทักท้วง โดยไม่เข้าใจกระบวนการของ กสทช จึงเป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อน ส่งผลความเสียหายต่อภาพลักษณ์บริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่เคยยอมรับจำนวนเงินเยียวยากว่า 3,200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ซึ่งที่ผ่านมา อสมท ได้ทำการประมาณรายได้และค่าเสียโอกาสส่งให้กสทช. โดยมูลค่าที่ได้ส่งไปคือ 50,000 ล้านบาท บนระยะเวลาถือครองคลื่นความถี่ 15 ปี ซึ่งผมได้มีการไปชี้แจงกับสำนักงาน กสทช. หลายครั้ง และได้ยืนยันมูลค่าเสียโอกาส โดยมูลค่าที่เหมาะสมที่ อสมท ควรจะได้รับคือ การชดใช้และค่าตอบแทนในการเสียโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการคำนวณจำนวนมูลค่าของเงินต้องขึ้นอยู่กับอายุที่เหลือของคลื่นด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กสทช. ควรระบุจำนวนเงินเยียวยาให้ชัดว่า อสมท ควรได้รับเงินเยียวยาในสัดส่วนเท่าใด โดยไม่ใช่การแบ่งเงินกับคู่สัญญา ทั้งนี้ บมจ.อสมทได้ส่งประเมินรายได้รวมในการประกอบกิจการเป็นเวลา 15 ปี ให้กับ กสทช แล้ว และในการเข้าไปชี้แจงกับสำนักงานกสทช. และอนุกรรมการเยียวยาฯ ของ กสทช. นั้น ตนไม่เคยทราบเลยว่าจะได้ค่าชดเชยมูลค่าเท่าใด จนสุดท้ายในการพิจารณาของกรรมการกสทช. ตนก็ได้ไปชี้แจง แต่กรรมการ กสทช.มีความเห็นว่าการชี้แจงยังไม่ชัดเจน ขอให้ทำหนังสือชี้แจงกลับมา 2 ประเด็น คือ อำนาจของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ในการชี้แจง และการจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับคู่สัญญา ซึ่งได้เรียนชี้แจงไปแล้ว

นายเขมทัตต์ กล่าวย้ำว่า จุดยืนของเรื่องนี้ คือ กสทช. ต้องมีหน้าที่เยียวยาคืนคลื่นความถี่ โดยแบ่งการเยียวยาออกเป็นสามส่วนคือ มูลค่าที่ต้องทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทน ผมขอให้กสทช.เร่งพิจารณาตามสัดส่วนที่เป็นธรรมตามที่คณะอนุกรรมการเยียวยาฯ มีความเห็นอสมท จะเรียกร้องในส่วนที่ อสมท จ ะต้องได้ ขอย้ำว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยทราบวงเงินเลยว่าจะได้รับเงินเยียวยาเท่าใด หาก กสทช. ได้ส่งหนังสือมีมติเป็นทางการ และอสมท พิจารณาแล้วว่า วงเงินและวิธีการการแบ่งสัดส่วนไม่เหมาะสม หรือ เป็นธรรม ก็จะเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการโต้แย้งต่อไป&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69102</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.อสมท, วงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz, เขมทัตต์  พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecdff1616446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช.เคาะเยียวยาคลื่น 2600 ของ อสมท วงเงิน 3,235 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2563 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 มิ.ย. 2563 ที่ประชุม กสทช. ได้พิจารณาเรื่องการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2500 &amp;ndash; 2690 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยที่ประชุม กสทช. มีมติดังนี้

1.การกำหนดระยะเวลาการถือครองคลื่นความถี่ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้กำหนดค่าทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ให้นับเอาระยะเวลาตั้งแต่วันที่ กสทช. มีมติให้คืนคลื่นความถี่จนถึงวันที่ 3 เม.ย. 2565 เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี รวมกับระยะเวลาการพิจารณาสิทธิในการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าวที่ทำให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ขาดความชัดเจนในสิทธิการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว โดยเป็นห้วงเวลาตั้งแต่วันที่แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่มีผลบังคับใช้ (20 เม.ย. 2555) ถึงวันที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้รับทราบสิทธิการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว (23 ก.ย. 2558) เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน รวมทั้งสองช่วงเวลาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปี 5 เดือน มูลค่าของการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 3,235,836,754.93 บาท

2.รับทราบและให้ อสมท ปฏิบัติตามหนังสือของ อสมท ที่ นร 6100/1250 ลงวันที่ 4 มิ.ย. พ.ศ. 2563 ต่อไป

3.มอบหมายให้สำนักงานฯ ดำเนินการจ่ายเงินให้กับ อสมท ตามข้อ 2 และตามเงื่อนไขของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้ศึกษาเรื่องนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., บมจ.อสมท, วงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee09dcaa3544.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์ &#039;ร่อนหนังสือแจงสหภาพฯกรณีวงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2563 จากกรณีที่ นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงาน บมจ.อสมท ออกแถลงการณ์ ในประเด็นที่ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ไม่รักษาผลประโยชน์ของ อสมท เกี่ยวกับวงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz และไม่นำเสนอให้คณะกรรมการ บมจ.อสมท ให้ทราบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ในฐานะที่ได้มอบหมายจากผู้ถือหุ้น ในการบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2561 อสมท ได้ต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถประกอบกิจการจริงได้ เนื่องจากได้รับอนุญาตในเรื่องต่างๆ จาก กสทช. ไม่ครบถ้วน จนกระทั่งเดือนมกราคม 2562 อสมท สามารถเริ่มทำการทดลองประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ได้ โดยมี AIS และ TRUE เป็นพันธมิตรให้บริการโครงข่ายแล้ว แต่ในเดือนเมษายน 2562 กสทช.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมายโดยมีมติเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ในกิจการโทรคมนาคมเพราะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมมากกว่าการใช้ในกิจการโทรทัศน์แบบเดิม&amp;nbsp;
ซึ่งในกระบวนการการเรียกคืนและการคำนวณมูลค่าชดเชยเยียวยา กสทช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ อันประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ 7 แห่ง ซึ่งมีความเป็นกลาง เป็นผู้พิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนการเรียกคืนคลื่นความถี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อสมท ได้จัดทำและจัดส่งข้อมูลต่างๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเข้าชี้แจงเพิ่มเติมเป็นจำนวนหลายครั้ง ทั้งในชั้นการพิจารณาของที่ปรึกษาของ กสทช.และในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งหลักฐาน ข้อเท็จจริง และความเห็นของ อสมท ที่ได้เคยนำเสนอและให้การไปแล้วทั้งหมดนั้น ได้รวมถึงสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ และมูลค่าความเสียหายและเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz โดยการจัดทำและนำเสนอข้อมูลต่างๆ ของ อสมท ต่อคณะอนุกรรมการฯ ถูกดำเนินการโดยบุคลากรของ อสมท ที่มีความชำนาญและเป็นผู้รับผิดชอบต่อโครงการโดยตรง และกระทำอยู่ภายใต้อำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจากคณะกรรมการ บมจ.อสมท ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในเรื่องมูลค่าและวิธีการชดเชยเยียวยานั้น กสทช. ยังไม่เคยแจ้งอย่างเป็นทางการให้ อสมท ทราบเลยว่า อสมท จะได้ค่าชดเชยเยียวยาเท่าใด จะมีเพียงข้อมูลตามข่าวซึ่งไม่สามารถยืนยันความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ ดังนั้น อสมท จึงยังไม่สามารถนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการ บมจ.อสมท ได้ อีกทั้งเรื่องมูลค่าการชดเชยเยียวยาดังกล่าวนั้น อสมท ไม่สามารถพิจารณาความเสียหายหรือเสียโอกาสในส่วนของคู่สัญญาแต่ละรายได้ เนื่องจากคู่สัญญาแต่ละรายมีค่าเสียหาย การลงทุน และการประเมินมูลค่าความเสียโอกาสที่เป็นของตนเอง อีกทั้งค่าชดเชยเยียวยาของ กสทช. ก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกข้อตกลงในสัญญา อสมท จึงไม่สามารถกำหนดข้อตกลงดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวเพราะจะทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายกับคู่สัญญาได้ อสมท จึงสามารถพิจารณาได้เฉพาะมูลค่าชดเชยเยียวยาในส่วนที่เป็นของ อสมท เท่านั้น ว่ามูลค่าการชดเชยเยียวยาที่ กสทช. จะจ่ายให้กับ อสมท มีความเหมาะสมและยุติธรรมหรือไม่ และหาก กสทช.พิจารณามูลค่าชดเชยเยียวยาในส่วนของ อสมท ไม่เหมาะสมยุติธรรม อสมท ก็จะสงวนสิทธิ์อุทธรณ์หรือดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในส่วนของ อสมท ต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สัญญาทางธุรกิจระหว่าง อสมท และคู่สัญญา เป็นสัญญาที่ กสทช. ได้ตรวจสอบและรับรองความชอบของสัญญาแล้ว และเป็นสัญญาที่ถึงแม้จะมีข้อตกลงห้ามเปิดเผยสัญญา แต่ตัวแทนสหภาพฯ และคณะกรรมการ บมจ.อสมท หลายท่าน ก็ได้ขอดูและตรวจสอบสัญญามาแล้วหลายครั้ง อีกทั้ง อสมท ยังได้ตกลงกับคู่สัญญาเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปรับปรุงให้เพิ่มผลประโยชน์ในส่วนของ อสมท ไปแล้วเมื่อปี 2559 ตามมติของคณะกรรมการ บมจ.อสมท ในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสัญญาได้ถูกเรียกคืนไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงต้องเป็นอันสิ้นสุดลง เพราะขาดองค์ประกอบที่สำคัญของสัญญา และสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการตกลงกับคู่สัญญาเพื่อชดเชยเยียวยาค่าเสียหายหรือค่าเสียโอกาสอันเกิดจากการสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. โดยตรง หาก อสมท ดำเนินการเอง จะก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวายและข้อพิพาทกับคู่สัญญาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. กรณีที่มีข่าวออกไปว่า อสมท ไม่ยอมกำหนด &amp;ldquo;แบ่ง&amp;rdquo; เงินชดเชยเยียวยานั้น เนื่องจาก อสมท ไม่มีเหตุผลใดให้ไปรอนสิทธิ์ของคู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่น &amp;ldquo;อสมท ต้องมุ่งไปที่การรักษาสิทธิ์ของตนเอง โดยการต่อสู้ให้มูลค่าชดเชยเยียวยาเฉพาะในส่วนของ อสมท มีความเหมาะสมและเป็นธรรมเท่านั้น&amp;rdquo; ซึ่งหาก กสทช. กำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยารวมของทั้ง อสมท และคู่สัญญา น้อยกว่าสิ่งที่ อสมท เพียงรายเดียวควรจะต้องได้ อสมท ก็จะต้องต่อสู้ให้ กสทช.เพิ่มมูลค่าดังกล่าวให้เพียงพอกับ อสมท ในขณะที่คู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่นก็ต้องไปดำเนินการต่อสู้กับ กสทช. ในส่วนของตนเองเช่นกัน ดังนั้นการแถลงการณ์ของประธานสหภาพแรงงาน บมจ.อสมท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องที่ว่า อสมท ไม่ยอมกำหนดส่วนแบ่ง&amp;rdquo; แล้วนำมาเป็นเหตุผลว่า อสมท &amp;ldquo;ยอมรับสิ่งที่ กสทช กำหนด&amp;rdquo; นั้น จึง &amp;ldquo;ไม่เป็นความจริง&amp;rdquo; เพราะข้อเท็จจริงคือ อสมท ไม่ได้ยอมรับตั้งแต่การที่ กสทช.กำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยาเป็นวงเงินรวมทั้งในส่วน อสมท และคู่สัญญา และให้ อสมท ไปกำหนดส่วนแบ่งกับคู่สัญญาเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่าง อสมท กับคู่สัญญาแล้ว สิ่งที่ อสมท &amp;ldquo;ร้องขอ กสทช. มาโดยตลอดคือ ขอให้ชดเชยเยียวยา อสมท อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม และขอให้ชดเชยเยียวยาคู่สัญญาและผู้ที่ได้รับผลกระทบแยกไปเลยโดยตรง เพราะจะได้ไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่าง อสมท และคู่สัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจึงขอยืนยันว่าทุกการกระทำของผมในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ทุกเรื่อง ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบอำนาจและความรับผิดชอบที่ถูกต้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักมาโดยตลอด ทั้งการพยายามลดค่าใช้จ่ายขององค์กร การปราบปรามทุจริตในองค์กร และการพยายามสร้างรายได้และกำไรเพิ่มให้องค์กรตลอดระยะเวลาที่รับภารกิจอยู่ รวมไปถึงการลดความเสี่ยงทางกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อย่างเช่น เรื่องการรักษาผลประโยชน์เฉพาะในส่วนของ อสมท โดยไม่ไปรอนสิทธิ์ของคู่สัญญาด้วยการยอมรับวิธีการกำหนดส่วนแบ่งของ กสทช. เพราะจะนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคตระหว่าง อสมท และคู่สัญญา ซึ่งจะทำให้ทั้ง อสมท และคู่สัญญาไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินชดเชยเยียวยาได้ ดังนั้นกรณีประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;การไม่กำหนดส่วนแบ่งค่าชดเชยเยียวยาจึงเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง และผิดหลักกฎหมายและการบริหารความเสี่ยง เพราะผมยืนยันเสมอว่า อสมท &amp;ldquo;ต้องได้รับการชดเชยเยียวยาเท่าที่เราเสียหาย/เสียโอกาสจริง&amp;rdquo; ส่วนคู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่น ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องไปเรียกร้องในส่วนของตัวเอง อสมท ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะไปกำหนดค่าชดเชยเยียวยาให้ผู้อื่น เพราะกฎหมายได้ให้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวแก่ กสทช.อยู่แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หากดูข้อมูลตามข่าวที่ระบุว่า กสทช. อาจกำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยาสำหรับคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz รวมทุกฝ่ายเพียงแค่ 6 พันล้านบาทนั้น ผมมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นมูลค่าที่ไม่พอแม้แต่จะเยียวยาแค่ อสมท เพียงฝ่ายเดียว ซึ่ง อสมท ต้องรอให้ กสทช. มีความชัดเจนและพิจารณาในเรื่องนี้เพราะอาจต้องไปต่อสู้กับ กสทช. ในเรื่องดังกล่าว แต่การที่สหภาพฯออกมากดดันให้ อสมท ต้องกำหนดส่วนแบ่งเงินชดเชยเยียวยาในวงเงินดังกล่าว เป็นการแสดงว่าสหภาพฯ คิดว่ามูลค่า 6 พันล้านบาท เหมาะสมแล้ว และต้องการให้ อสมท ไปต่อสู้เพื่อแบ่งแย่งผลประโยชน์กับคู่สัญญาเอง แทนที่จะให้ กสทช. ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชดเชยเยียวยาทุกฝ่ายให้เหมาะสมอยู่แล้ว เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหาก อสมท ดำเนินการตามที่สหภาพฯ แนะนำ โดยการยอมรับมูลค่าชดเชยเยียวยา ที่ กสทช. จะกำหนด&amp;rdquo; ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ามูลค่าจริงเป็นเท่าใด และยังไปกำหนดส่วนแบ่งให้คู่สัญญา อาจจะนำไปสู่การพิพาทกับคู่สัญญาจนส่งผลให้ อสมท ไม่สามารถนำเงินชดเชยเยียวยาไปใช้ทำประโยชน์ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อพนักงาน อสมท และผู้ถือหุ้นของอสมท ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67075</URL_LINK>
                <HASHTAG>วงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecdff1616446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
