<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นาซาเผยดาวเสาร์จะไร้&#039;วงแหวน&#039;ที่กำลังหายไปอย่างช้าๆคาดว่าใช้เวลา300ล้านปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:www.nasa.gov&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค.61- เพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลดาราศาสตร์ ระบุว่า วงแหวนของดาวเสาร์กำลังหายไป !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาซาเผย &amp;ldquo;วงแหวนดาวเสาร์&amp;rdquo; กำลังหายไปอย่างช้า ๆ คาดว่าอีก 300 ล้านปี ดาวเสาร์จะไร้ซึ่งวงแหวน !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยครั้งนี้นำทีมโดย James O&amp;#39;Donoghue นักวิจัยจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด ของนาซา วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์เค็ก (Keck Telescope) เป็นกล้องคุณภาพสูงที่ติดตั้งอยู่บริเวณจุดสูงสุดของเมานาคี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร พบว่ามวลสารของวงแหวนกำลังตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ ในอัตรา 432 - 2870 กิโลกรัมต่อวินาที จึงคาดการณ์ว่าอีกประมาณ 300 ล้านปี วงแหวนของดาวเสาร์จะหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#เกิดอะไรขึ้นกับวงแหวนของดาวเสาร์ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงแหวนดาวเสาร์ประกอบด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ มีหลายขนาด โคจรอยู่รอบดาวเสาร์ที่ระยะห่างตั้งแต่ 60,000 ถึง 480,000 กิโลเมตร เมื่อพลาสมาในอวกาศและรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ปะทะเข้ากับน้ำแข็งในวงแหวน โมเลกุลน้ำจะแตกตัวเป็นอนุภาคมีประจุ สนามแม่เหล็กของดาวเสาร์จะทำให้อนุภาคเหล่านี้หลุดออกจากวงแหวนและพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ตามเส้นสนามแม่เหล็ก ชั้นบรรยากาศบริเวณนั้นจึงเปล่งแสงในช่วงคลื่นอินฟราเรดออกมา มีลักษณะคล้าย &amp;ldquo;ฝนที่ตกลงมาจากวงแหวนของดาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษาครั้งนี้คำนวณได้ว่า #วงแหวนดาวเสาร์ ก่อตัวขึ้นมาประมาณ 100 ล้านปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในหลักฐานที่บ่งชี้ว่า วงแหวนของดาวเสาร์ไม่ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับดาวเสาร์ (ดาวเสาร์มีอายุประมาณ 3,000 ล้านปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดอื่นที่ไม่ได้เกิดจากน้ำแข็งของวงแหวน คือ อนุภาคมีประจุที่พ่นออกมาจากน้ำพุบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) แล้วถูกสนามแม่เหล็กดาวเสาร์ดึงดูดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของตัวดาวเช่นเดียวกับฝนจากวงแหวน แต่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศในตำแหน่งที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นนี้วิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และเมื่อนำข้อมูลที่ได้จากยานอวกาศแคสสินีมาวิเคราะห์เพิ่มเติมก็พบว่าวงแหวนของดาวเสาร์อาจจะมีอายุไม่ถึง 100 ล้านปี นับเป็นความโชคดีของมนุษย์ในยุคนี้ที่ยังได้เห็นความสวยงามของดาวเสาร์ ดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็น #ราชาแห่งวงแหวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง :
[1] https://www.nasa.gov/press-release/goddard/2018/ring-rain
[2] https://www.sciencedirect.com/&amp;hellip;/arti&amp;hellip;/pii/S0019103518302999&amp;hellip;
[3] https://nssdc.gsfc.nasa.gov/plan&amp;hellip;/factsheet/satringfact.html&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24742</URL_LINK>
                <HASHTAG>300 ล้านปี, นาซ่า, วงแหวนดาวเสาร์กำลังหายไป, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1c693f235fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
