<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอนก&quot;ระดมกลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ กทม. อย่างใกล้ชิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เอนก เหล่าธรรมทัศน์&amp;rdquo; รมว.อว. ระดมกลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ กทม. อย่างใกล้ชิด ปรับ รพ.สนามให้พร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเหลือง และขยายห้องปฏิบัติการร่วมตรวจคัดกรองและค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน&amp;nbsp;ด้าน ปลัด อว.ให้จิสด้าใช้ข้อมูลดาวเทียมสำรวจพื้นที่และจุดเสี่ยงพร้อมปรับงบประมาณสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ช่วยหมอแนวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ อว.ได้สนับสนุนโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด - 19 ระลอก 3 ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น อว.จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ โดยจะขยายกำลังมาดูแลผู้ป่วยกลุ่มเหลือง ส้ม แดง ได้ มากขึ้น จากเดิมที่ดูแลกลุ่มเขียวเป็นหลักด้วย รพ.สนาม&amp;nbsp; ทั้งนี้ได้ให้กลุ่มโรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์ UHosNet มาทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและ กทม. อย่างใกล้ชิดในการรับผู้ป่วยกลุ่มสีแดง ส้ม และเหลืองแก่&amp;nbsp; ส่วน รพ.สนามที่ อว.เปิดดำเนินการอยู่แล้ว จะปรับเพิ่มเติมให้พร้อมรับผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม ส้ม ตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อว.จะเตรียมความพร้อมทางอาคาร สถานที่และนวัตกรรม ในกรณีที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น รพ.สนามสำหรับสีเหลืองส้ม ICU สนาม เพื่อเป็นกำลังหนุน โดยขอให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหน่วยงานอื่นๆ เข้าช่วย โดยประสานร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย รวมทั้งสนับสนุนห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรองและการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน โดยคณะเทคนิคการแพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวเพิ่มติมว่า ที่สำคัญ อว.จะสนับสนุนข้อมูลและระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำรวจพื้นที่และจุดเสี่ยง โดยอาศัยประสบการณ์ที่เคยทำมาแล้วที่ จ.สมุทรสาคร นอกจากนี้ อว.ได้ปรับงบประมาณที่มีอยู่มาสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรแนวหน้า โดยเฉพาะอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น หน้ากาก N95, ชุดหมี PPE, หน้ากากความดันบวกสำหรับบุคลากรการแพทย์ PAPR, High Flow Oxygen system, เครื่องวัด Pulse oximeter, ระบบเอกซเรย์ภาคสนามเคลื่อนที่ เป็นต้น โดยให้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนนวัตกรรมที่ใช้งานได้และมีสายการผลิตแล้ว มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งทำงานร่วมกับเอกชน ทั้งนี้หน่วยงานที่มีนวัตกรรม และบริหารจัดการข้อมูล เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ศบค. ซึ่งมี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101603</URL_LINK>
                <HASHTAG>NIA, TCELS, UHosNet, กทม., กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, จิสด้า, วช., ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, ศบค., ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, อว., โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลหลักของโรงเรียนแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f974189a48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยอนุรักษ์เอกลักษณ์พันธุกรรม&#039;ปลากัดไทย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลากัดสวยงาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลากัด (Betta splendens) นับว่าเป็นปลาพื้นเมืองของไทย พบในแหล่งน้ำทั่วทุกภาค เป็นสัตว์น้ำยอดนิยมที่คนเพาะเลี้ยงไว้ดูเล่นมากที่สุดและเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้เพื่อแข่งขัน ที่เรียกว่าแข่งขัน &amp;quot;ปลากัด&amp;quot; ซึ่งเป็นการละเล่นสืบทอดมาตั้งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปัจจุบัน &amp;quot;ปลากัดไทย&amp;quot; จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ด้วยการพัฒนาของบ้านเมืองที่เจริญขึ้น ส่งผลให้แหล่งน้ำที่อยู่อาศัยของปลากัดได้รับผลกระทบ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อีกทั้งการเพาะพันธุ์ทำให้ปลากัดมีความหลากหลายจนยากที่จะรู้ได้ว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมหรือไม่ ดังนั้นการรักษาพันธุกรรมของปลากัดจึงมีความสำคัญอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมปลากัด แถลงข่าวจัดทำโครงการการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมปลากัดพื้นเมืองอย่างยั่งยืน และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางของความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีความสนใจในการทำงานวิจัยด้านปลากัด พร้อมศึกษา ค้นคว้า และจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้จัดการโครงการส่งเสริมกิจกรรมการให้ทุนวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) กล่าวว่า ด้วยจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมปลากัดพื้นเมืองอย่างยั่งยืน และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนี้ล้วนมีความสนใจในการทำงานวิจัยด้านปลากัด ทั้งการศึกษา ค้นคว้า และจัดทำฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อนุกรมวิธาน เอกลักษณ์ทางพันธุกรรม นิเวศวิทยา และการแพร่กระจายของปลากัดป่า ซึ่งอาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติของประเทศไทย และทำการเก็บรักษาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมของปลากัดด้วยเทคโนโลยีการแช่แข็งเซลล์และการโคลนนิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลากัดป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ อาจารย์ประจำภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานโครงการ กล่าวว่า ในโครงการวิจัยนี้ต้องการที่จะทำการวิจัยอย่างเจาะลึกถึงเอกลักษณ์ การเพาะพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัยของปลากัด จากที่มีการเพาะเลี้ยงทั่วไปตามวิถีชาวบ้าน เพื่อทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยการดำเนินการในเฟสแรกในระยะเวลา 3 ปี จะทำการศึกษาหลักๆ คือ 1.ทำการศึกษาสำรวจปลากัดทุกประเภท ทั้งปลากัดป่าที่อยู่ตามธรรมชาติ อาศัยอยู่ตรงแหล่งน้ำไหนบ้าง ซึ่งหากในระหว่างการสำรวจพบว่าแหล่งน้ำนี้ปลากัดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ก็จะต้องทำการอนุรักษ์ อย่างปลากัดมหาชัยในพื้นที่สมุทรสาครก็มีความเสี่ยง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ และมีบางจุดกลายเป็นชุมชนเมือง ดังนั้นเราอาจจะต้องวางกรอบแบบแผนในการอนุรักษ์ต่อไป&amp;nbsp;2.การศึกษาในระดับจีโนม เพื่อเก็บรักษาพันธุกรรมของปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งในขณะนี้มีการทำสำเร็จ 2 ชนิด ได้แก่ ปลากัดมหาชัย และปลากัดอมไข่กระบี่ หรือปลากัดหัวโม่งกระบี่ (Betta simplex)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมา 3.การพัฒนาเทคนิคการแช่แข็งเซลล์และวิธีการโคลนนิงต่างๆ เพื่อโคลนนิงปลากัดกลับมาอีกครั้ง เพราะในการพบปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมนั้นจะพบได้ แต่อาจจะมองยากมาก ดังนั้นการวิจัยนี้อาจจะเป็นช่องทางช่วยในการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานในการรู้ลักษณะของพันธุ์ดั้งเดิมเอาไว้ และนำไปสู่การส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาปลากัดอย่างเวียดนาม จีน มาเลเซีย และในแถบประเทศยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เราจึงต้องเร่งอนุรักษ์และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เพื่อไม่ให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับชนิดและสายพันธุ์ของปลากัดไทยในอนาคต&amp;quot; ประธานโครงการ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายโชค เพ็งดิษฐ์ นายกสมาคมปลากัด กล่าวว่า จากการสืบค้น ปลากัดมีการเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ เพราะจากหลักฐานพบบันทึกเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องการกัดปลาเหมือนกับการตีไก่ และมีการอ้างอิงจากภาพถ่ายที่มีการกัดปลาในเชิงการละเล่นและการพนัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเลี้ยงปลากัด ด้วยอุปนิสัยที่มีความดุ หวงถิ่นอาศัย ทำให้แม้จะเป็นพวกเดียวกันก็กัดกันเองโดยธรรมชาติ และปลากัดก็ยังสามารถพบได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป กินง่าย ทำให้คนเริ่มนำปลากัดมาเลี้ยงและกัดแข่งขันกัน ในส่วนของสายพันธุ์ปลากัด อาทิ ปลากัดหม้อ ปลากัดลูกผสม ปลากัดจีน ปลากัดเขมร ปลากัดทุ่ง และอื่นๆ อีกจำนวนมาก คาดว่ามีผู้เลี้ยงเพาะพันธุ์ในไทยไม่ต่ำกว่า 10,000 คน แต่ที่อยู่ในสมาคมอีกประมาณ 1,300 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การที่ปลากัดได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งมั่นอนุรักษ์ ซึ่งการร่วมมือโครงการในการเป็นธนาคารมอบตัวพันธุ์ปลากัดแท้ให้นำไปศึกษา สู่การพัฒนาเทคนิคในการเก็บรักษายีนต่างๆ ที่จะสามารถช่วยในการผสมพันธุ์ หรือทำให้เกิดสีปลาใหม่ๆ และยังสามารถสร้างมาตรฐานในการคัดเลือกปลากัดสวยงาม ในการมองดูว่าปลากัดตัวนี้เป็นพันธุ์แท้หรือไม่แท้อีกด้วย&amp;quot; นายกสมาคมปลากัด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71328</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลากัดสัตว์น้ำประจำชาติ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รักษาพันธุกรรมปลากัด, วช., สมาคมปลากัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c3e21982ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่20บาทก็พอ วช.จัด&quot;26ตำรับอาหารกลางวันเด็ก&quot;เน้นผัก  ลด หวาน มัน เค็ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจาก TCJAPRESS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26มิ.ย.61-วช. จัดทำ 26 ตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเด็กไทย &amp;nbsp;ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทำให้เด็กเติบโตสุขภาพดี ไม่เกินทุน20บาทต่อหัว &amp;nbsp;เน้นผัก ลด หวาน มัน เค็ม &amp;nbsp;เผยพบเด็กไทย 20% มีภาวะโภชนาการเกิน และ 10% มีภาวะโภชนาขาดอาหาร &amp;nbsp;เผยทดลอง 3เดือน เด็กกล้ามเนื้อเพิ่ม ไขมันลดลง มีพัฒนาการดี &amp;nbsp; เผยแพร่คู่มือสูตรอาหารกลางวันที่ดี ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่อาคารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 1 - วช. จัดการแถลงข่าวโครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน โดยมี นพ.สิริฤกษ์ &amp;nbsp;ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช. เป็นประธาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ วช.ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการจัดทำตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันสำหรับเด็กไทย &amp;nbsp;โดยได้ศึกษาประเมินภาวะทางโภชนาการ โดยใช้น้ำหนักเทียบกับอายุทั่วประเทศ พบว่า เด็กไทยร้อยละ 70 มีภาวะทางโภชนาการที่พอดี และมีเด็กที่ภาวะโภชนาการเกินร้อยละ 20 มีภาวะโภชนาการขาดอาหาร ร้อยละ 10 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการรับประทานของเด็กทั้งที่บ้าน และโรงเรียน อีกทั้งพ่อครัว แม่ครัวโดยเฉพาะในโรงเรียน จะทำอาหารตามความถนัด ความชำนาญของตนเอง ทำให้อาหารที่เด็กทาน มีทั้งหวาน มัน เค็ม มีผลต่อร่างกาย เด็กเป็นโรคอ้วน ไขมันสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่โรงเรียนจัดให้มีอาหารที่เพียงพอในมื้อกลางวัน เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเด็กประถม ดังนั้น โครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน มีความต้องการให้เด็กไทยเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และอาหารที่จัดทำสูตรขึ้นสามารถดำเนินการได้ภายในวงเงิน 20 บาทต่อมื้อกลางวัน &amp;nbsp;มีข้อมูลทางวิชาการ เหมาะสมเพียงพอต่อเด็ก ซึ่งทาง วช.ได้ร่วมมือกับศธ. กทม. จัดทำตำรับอาหารเหล่านี้ และจะมอบสูตรอาหาร และวิธีการทำอาหารเหล่านี้แก่โรงเรียนต่างๆหรือผู้สนใจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งในแผนงานโครงการครัวไทยสู่ตลาดโลก ที่ วช.ได้ให้การสนับสนุน ซึ่งครั้งนี้คณะวิจัยได้พัฒนาตำรับอาหารกลางวัน 26 รายการ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ผัดพริกแกงไก่ใส่ผักบุ้ง ผัดกะหล่ำปลีหมูใส่ไข่ ผัดแตงกวาหมูใส่ไข่ ผัดบวบหมูใส่ไข่ ผัดผักรวมมิตร ผัดโป้ยเซียน ต้มจืดไข่น้ำ ต้มข่าไก่ใส่เห็ดนางฟ้า เป็นต้น ซึ่งทั้ง 26 รายการ เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารเหมาะสม อีกทั้งทางคณะวิจัยได้มีการพัฒนาซอสปรุงรสสำเร็จรูป ที่โรงเรียนสามารถนำไปปรุงอาหารให้แก่เด็กได้ โดยใช้ต้นทุน งบประมาณที่โรงเรียนได้รับ เพื่อให้เด็กได้มีความสุขในการรับประทานอาหารอร่อยถูกปาก และมีการเติบโตที่เหมาะสม&amp;rdquo;เลขาฯ วช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทวีศักดิ์ เตชะเกรียงไกร นักวิจัยโครงการพัฒนาตำรับอาหารกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน กล่าวว่า คณะวิจัยได้ทำการศึกษาและพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวัน โดยศึกษาจากโรร.ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจังหวัดนครนายก จำนวน 131 โรงเรียน เด็กนักเรียนประถมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 7,459 คน พบว่า เด็กร้อยละ 33 มีภาวะทุพโภชนาการ แบ่งเป็น เด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน ร้อยละ 22 และ เด็กที่มีภาวะโภชนาการขาด ร้อยละ 11 อีกทั้งยังพบว่า แต่ละโรงเรียนแม้จะทำเมนูอาหารเหมือนกัน แต่การใช้ผัก ปรุงรสแตกต่างกัน ทำให้คุณค่าทางโภชนาการที่เด็กได้รับแตกต่างกันด้วย ตำรับอาหารกลางวัน ที่คณะวิจัยพัฒนาขึ้นจะลดความหวาน ความมัน และความเค็มลง และเพิ่มปริมาณผักเป็นส่วนประกอบอาหารให้มากขึ้น และคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จากการทดลองเปลี่ยนมื้ออาหารกลางวันตามที่พัฒนาขึ้น ระยะเวลา 3 เดือน พบว่า อาหารที่เด็กชอบทาน จะเป็นรสจัด เช่น แกงเทโพ หรือ จำพวกแกงต่างๆ และเมื่อแม่ครัว พ่อครัวปฏิบัติตามสูตรอาหารที่ให้ไป พบว่า เด็กมีภาวะโภชนาการ น้ำหนักกับส่วนสูงเหมาะสมตามการเติบโตพัฒนาการของเด็ก กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น แต่ไขมันลดลง ดังนั้น หากทุกโรงเรียนมีการจัดเตรียมมื้ออาหารกลางวันแก่เด็ก จะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกโรงเรียนมีตั้งใจดีต่อเด็กในการทำอาหารเพื่อให้เด็กทาน แต่อาจจะมีปัญหาที่ไม่รู้ว่าเด็กต้องการอะไร ดังนั้นหลักการของการทำตำรับอาหารครั้งนี้ จะเป็นการนำเมนูอาหารที่เด็ก โรงเรียนทำให้เด็กทานอยู่แล้ว มาปรับให้เหมาะสมทั้งคุณค่าทางอาหารที่เด็กได้รับ และบริบทแต่ละพื้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการกินของเด็กนั้น หากทุกฝ่ายร่วมกันในการปรับพฤติกรรมเด็ก ไม่ว่าจะเป็น บ้าน โรงเรียน ชุมชน ผมเชื่อว่าเด็กจะมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมกับช่วงวัย&amp;quot;นายทวีศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวนภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้บริหารจัดการโครงการวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก กล่าวว่า ขณะนี้โครงการฯ ได้จัดทำคู่มือตำรับอาหารกลางวันสำหรับเด็กวัยเรียน สำหรับ 100 ที่ 300 ที่ 500 ที่ และ 800 ที่ เพื่อใช้ในโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 100-800 คน อีกทั้งจะประสานให้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง วช.กับหน่วยงานที่จะนำตำรับอาหารกลางวันดังกล่าว ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น ศธ. กรุงเทพมหานคร รวมถึงจะประสานไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนเอกชนที่สนใจ และผู้สนใจ ประชาชนทั่วไปที่สนใจสูตรอาหารดังกล่าว โดยจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12166</URL_LINK>
                <HASHTAG>26เมนูอาหารกลางวันเด็กของวช., http://www.nrct.go.th/nrctschoollunch, นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล, นายทวีศักดิ์ เตชะเกรียงไกร, วช., สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, หลักโภชนาการเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b32433ae21c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 01:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1ว.+5ส.หวั่นรวมก.อุดมฯถูกยุบพรบ.ทิ้ง/อิสระหายเป็นแค่หน่วยงานราชการทั่วไป  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรวิจัย &amp;quot;1ว.-5ส&amp;quot;หวั่น ถูกยุบ พ.ร.บ.แต่ละหน่วยงานทิ้ง &amp;nbsp;หลังถูกกผนวกรวมเป็นกระทรวงอุดมฯ ง อีกทั้งความเป็นอิสระการทำงานหายไป &amp;nbsp;กลายเป็นหน่วยงานราชการทั่วไป ด้านรักษาการผอ.สวรส. ชี้อาจต้องแก้ไขพรบ.เพื่อให้รองรับกับกระทรวงที่เป็นต้นสังกัดใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้ากรณีการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาและวิจัยนั้น &amp;nbsp;ซึ่งจะมีการผนวกรวมหน่วยงานเกี่ยวกับการวิจัยทั้งหมดของประเทศคือ &amp;quot;1ว+5ส&amp;quot; เข้ามาอยู่ภายใต้กระทรวงอุดมฯ ด้วย ทำให้อาจต้องมีการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. ... ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขับเคลื่อนแค่เพียงการแยก สกอ.เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานวิจัยที่จะถูกควบรวมกับกระทรวงอุดมฯ ปัจจุบันแต่ละองค์กร ต่างมีมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เฉพาะของตัวเอง &amp;nbsp;ตามวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการขับเคลื่อนงานต่างๆ &amp;nbsp; และเพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการบริหารจัดการมากกว่าหน่วยงานราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม การจะนำ 1ว+5ส มารวมเป็นกระทรวงใหม่นั้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร และมีข้อกังวลว่า การมาอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงใหม่ &amp;nbsp;อาจทำให้ต้องยุบพ.ร.บ.เดิม หรือเลยเถิดไปถึงการยุบองค์กรเดิมทิ้งไปหรือไม่ &amp;nbsp;หรือหากไม่ยุบทิ้ง ก็ยังเกิดข้อกังวลว่า การบริหารงานจะไม่เป็นอิสระเหมือนเดิม เพราะจะกลายเป็นหน่วยงานราชการ นอกจากนี้ หน่วยงานเหล่านี้ต่างก็มีการประกาศยุทธศาสตร์และนโยบายที่ชัดเจนในการจะขับเคลื่อนงานแล้ว หากต้องมารวมกันจะต้องแบ่งหน้าที่และการดำเนินการอย่างไรและร่าง พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ศ. ... จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อรองรับเรื่องเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า เท่าที่ทราบจาก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ ระบบราชการจะต้องมีความคล่องตัว ให้อิสระแก่หน่วยงานภายในสังกัด จึงเข้าใจว่ากระทรวงใหม่ที่จะมาครอบคลุมดูแลหน่วยงานด้านวิจัยต่างๆ ก็คงจะยังเป็นองค์กรตาม พ.ร.บ.เหมือนเดิม มีอิสระในการให้ทุนวิจัยต่างๆ ได้เหมือนเดิม อาจจะเปลี่ยนผู้กำกับดูแลใหม่ อย่าง สวรส.อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ตรงนี้อาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ของหน่วยงานวิจัยใหม่ เพื่อให้รองรับและเข้าไปอยู่ในความดูแลของกระทรวงใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการหารือกันอีกมากในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยงานวิจัย 1ว+5ส นั้น หมายถึงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นตาม พ.ร.บ.สภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ.2499 &amp;nbsp;อยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนองค์กร 5 ส.นั้น คือ 1.สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) &amp;nbsp;อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;2.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดขึ้นตามเป็นองค์การมหาชนในกำกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) &amp;nbsp;3.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) &amp;nbsp;อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;4.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) &amp;nbsp;อยู่ในกำกับของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ 5.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ.2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ องค์กร 5 ส. ดังกล่าว ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการรวมตัวกันในกลุ่มที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทพอ.) ทั้งหมด 16 องค์กร เพื่อขับเคลื่อนงานใน 4 มิติคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา กองทุนสนับสนุน และสุขภาพ เพื่อความเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย สกว. สวทช. สวก. สวรส. สวทน. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานส่งเสริมวอสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) สำนังกานเลขาธิการคุรุสภา (คส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สถาบันอนุญาโตตุลาการ และสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9743</URL_LINK>
                <HASHTAG>1ว.+5ส., กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย, วช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0407dd3895e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
