<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติชี้เงินดอลล์อ่อนค่าหนักดันบาทแข็ง3.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากข่าวความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนและทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. เงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วประมาณ 3.5% ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ทำให้สกุลเงินภูมิภาคหลายประเทศปรับแข็งค่าขึ้นมาก อาทิ เงินหยวนแตะระดับแข็งค่าในรอบ 2 ปีครึ่ง เงินวอนเกาหลีใต้และเงินดอลลาร์สิงคโปร์แตะระดับแข็งค่าในรอบ 3 ปี เงินดอลลาร์ไต้หวันแตะระดับแข็งค่าในรอบ 23 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เงินบาทก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกัน โดยตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.5% เทียบกับเงินวอนเกาหลีใต้ที่ 4.5% และเงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่ 3.9% &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับต้นปี เงินบาทยังอ่อนค่าอยู่เล็กน้อย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและได้เข้าดูแลเพื่อชะลอความผันผวนที่จะกระทบต่อการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริง รวมถึงจะติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาทแข็ง, ธปท., วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd0b1d16c8e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ยันไม่บังคับสกุลเงินซื้อทองคำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 2563 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีความเข้าใจผิดว่า ภายในปีนี้จะไม่สามารถใช้เงินบาทซื้อทองคำได้อีกต่อไป โดยนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำจะต้องซื้อขายทองคำเป็นเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ธปท. ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากการปรับระบบนิเวศของการลงทุนในทองคำมีเป้าหมายเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจซื้อขายทองเพื่อการลงทุน เช่น เทรดทองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกชำระเป็นเงินบาท หรือ เงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ได้ โดยไม่ได้มีการบังคับให้ต้องเลือกใช้สกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งในการซื้อทองคำ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถซื้อขายทองแท่งและทองรูปประพรรณที่ร้านทองโดยใช้เงินบาทได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77044</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ลงทุนทองคำ, วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d2807d8344bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.”ยันพร้อมช่วยสภาพคล่องทุกกองทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.2563 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมทุกกอง ที่เป็นกองทุน Money Market Fund: MMFและกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิดทุกกอง ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของตลาดการเงิน โดยได้จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) ซึ่งกองทุนรวมทุกกองจะขอรับสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการกู้ยืมผ่านการธุรกรรม repo หรือการกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันและมีสัญญาว่าจะซื้อคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความช่วยเหลือจะสามารถกู้ยืมสภาพคล่องผ่านธุรกรรม repo จาก ธปท. ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย -0.5%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ สามารถรับซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตามเกณฑ์และสามารถใช้หน่วยลงทุนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมสภาพคล่องจาก ธปท. ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีธนาคารพาณิชย์ได้เริ่มทดลองใช้กลไกพิเศษดังกล่าว แต่ปริมาณการขอรับความช่วยเหลือมีจำนวนไม่มากซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากตลาดการเงินไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น สภาพคล่องของกองทุนรวมปรับดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังจากผู้ถือหน่วยลงทุนลดความตื่นตระหนก ได้ศึกษาทำความเข้าใจทรัพย์สินที่กองทุนรวมลงทุนมากขึ้น รวมถึงเข้าใจว่าการไถ่ถอนหน่วยลงทุนในภาวะที่ตลาดการเงินไม่ปกตินั้น อาจทำให้ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรโดยไม่จำเป็น&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60980</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนตราสารหนี้, วชิรา อารมย์ดี, เสริมสภาพคล่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d2807d8344bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์ชาติ” แก้เกมส่งมาตรการสกัดบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 62 - นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อลดทอนช่องทางในการเก็งกำไรค่าเงินบาท และเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การปรับหลักเกณฑ์มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ในส่วนของยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident : NR) ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน และบัญชี NRBA คือบัญชีที่เปิดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทั่วไป เช่น การชำระค่าสินค้าและบริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บัญชีเงินบาทข้างต้นในบางครั้งถูกใช้เป็นช่องทางพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อลดช่องทางดังกล่าว ธปท. จึงปรับเกณฑ์ยอดคงค้าง ณ สิ้นวันของบัญชี NRBS และ NRBA ให้ลดลง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาทต่อราย NR ต่อประเภทบัญชี โดยกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีบัญชีที่มียอดคงค้างเกินกว่า 200 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินดำเนินการให้ NR เจ้าของบัญชีปรับลดยอดคงค้างภายในกำหนดเวลาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ NR ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ที่มีการค้าการลงทุนกับคู่ค้าในประเทศไทยและมีการชำระหรือรับชำระกับคู่ค้าเป็นสกุลบาท สามารถยื่นขออนุญาต ธปท. เพื่อขอผ่อนผันยอดคงค้างในบัญชี NRBA ได้เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การยกระดับการรายงานข้อมูลการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owners) เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือน ก.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. จะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้เพิ่มเติม หากยังพบพฤติกรรมการเก็งกำไรค่าเงินบาทในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40772</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธปท., วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d2807d8344bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.จับตาเงินบาทแข็งผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2562 นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เงินบาทและเงินสกุลกลุ่มประเทศเกิดใหม่ผันผวนสูง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยหากแข็งค่าต่อเนื่องและเร็วขึ้นเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่ง อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและการปรับตัวของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. จะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ไม่พึงประสงค์&amp;rdquo; นางสาววชิรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะต่อไป ปัจจัยภายนอกจะยังคาดการณ์ได้ยากและจะส่งผลให้ค่าเงินสกุลประเทศเกิดใหม่ผันผวนได้ต่อเนื่อง ภาคเอกชนจึงควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้มีภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเป็นสกุลเงินต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจสามารถนำเข้าสินค้าและเครื่องจักร หรือเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศด้วยต้นทุนค่าเงินที่ถูกลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39044</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), วชิรา อารมย์ดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b60f3d64a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
