<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มมทร.อย่าเพิ่งตกใจ &quot;หมอธี&quot;ชี้ประกาศ วท.เพิ่มเติมชื่อหน่วยงานรับทุนได้ภายหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11เม.ย.62-ตามที่กลุ่มที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เรื่อง กำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร โดยในประกาศฉบับนี้มีการกำหนดหน่วยงาน 46 หน่วยงานอยู่ในกำกับประกาศฉบับนี้ แต่ไม่มีรายชื่อของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม มทร.และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า กลุ่ม มทร.และ มรภ.จะหมดสิทธิที่จะของบประมาณการวิจัยโดยตรงจาก วท. เพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่าการประกาศดังกล่าว คงมีอีกหลายหน่วยงานที่ไม่ได้ปรากฎรายชื่อในประกาศฉบับนี้ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นต้น และเรื่องนี้เป็นอำนาจของทาง วท.ที่จะพิจารณา ดังนั้น ตนจึงไม่ทราบถึงเหตุในการพิจารณากำหนดหน่วยงานในประกาศฉบับนั้น เพราะ ส่วนตัวตนเองเมื่อได้เห็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีชื่ออยู่ในประกาศดังกล่าวด้วยก็ยังรู้สึกแปลกใจ แต่ตนคิดว่าอย่าไปวิตกกังวลในเรื่องนี้ เพราะการออกประกาศกระทรวงฯ สามารถมีการประกาศกำหนดหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมได้ ดังนั้นหากมีการตกหล่นหรืออย่างไร ทาง วท.ก็อาจจะพิจารณาเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มมทร., ทุนวิจัยนวัตกรรม, น.พ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, ประกาศวท., วท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77de1180b07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2019 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2019 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9มทร.งง !ไม่มีชื่อได้รับสิทธิ์ของบฯโดยตรงจาก วท.เพื่อสร้างนวัตกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10เม.ย.62-นายวิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง กำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร &amp;nbsp;ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐ พ.ศ.2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงออกประกาศไว้ &amp;nbsp;ซึ่งจะมี 46 หน่วยงานอยู่ในกำกับฉบับดังกล่าว ว่า ในประกาศฉบับนี้ไม่มีรายชื่อของมหาวิทยาลัยในกลุ่ม มทร.และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เช่นกัน ทำให้เกิดการตีความได้ว่า กลุ่ม มทร.และ มรภ.จะหมดสิทธิที่จะของบประมาณโดยตรงจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ (วท.) เพื่อสร้างนวัตกรรมใช่หรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ชาว มทร. รู้สึกสงสัยมากว่าทำไมจึงไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวทั้งที่กลุ่ม มทร. ทั้ง 9 แห่งก็สร้างผลงานและนวัตกรรม ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้แก่ประเทศก็มาก รวมทั้งผลงานบางชิ้นก็ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศก็มี อย่างไรก็ตาม ตนได้สอบถามไปยัง วท. ถึงเหตุผลที่ไม่มีชื่อของ มทร.อยู่ในประกาศดังกล่าว ซึ่งทางวท.ชี้แจ้งว่าหน่วยงานที่อยู่ในบัญชีทั้งหมดเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และเรื่องนี้เป็นนโยบายของนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.วท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33369</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ทุนนวัตกรรม, มทร.อีสาน, วท., วิโรจน์ ลิ้มไขแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cadb6d9b5b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมออุดม&quot;เชิญสกอ. วท.,ก.พ.ร.และสภาพัฒน์ฯ หารือขับเคลื่อนก่อร่างกระทรวงอุดมฯ หลังพ.ร.บ.ประกาศใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มี.ค.62-นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในวาระ 3 แล้วนั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเสนอโปรดเกล้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยในส่วนคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมนั้น ได้มีการตั้งแต่งให้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้สำหรับโครงการภายในของกระทรวงใหม่นั้น ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้มีการเตรียมการในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งจะยึดภารกิจของกระทรวงอุดมฯ เป็นหลัก ส่วนในรายละเอียดว่าจะต้องมีการปรับลดหน่วยงานใด หรือรวมหน่วยงานไหนให้ทำงานด้วยกัน จะมีการหารือในภายหลัง เพราะคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมฯ จะเป็นผู้ที่กำหนดว่าโครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ผมได้เชิญตัวแทนจาก วท. สกอ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาประชุมอย่างไม่เป็นทางการเพื่อชี้แจงสิ่งที่เราได้คิดไว้สำหรับกระทรวงใหม่ในส่วนของ ศธ. และจากนั้นก็จะฟังทาง วท. เพื่อที่จะหาข้อสรุปในการบูรณาการการทำงาน ภารกิจใหม่ และโครงสร้างภายในของกระทรวงใหม่ เตรียมความพร้อมให้ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมฯ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและสามารถขับเคลื่อนงานไปได้อย่างเร็วขึ้น&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า การที่รวม วท. สกอ. และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องงานวิจัยเข้าด้วยกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน และทุกอย่างจะขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน การพัฒนาสร้างคนที่มีคุณภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะเป้าหมายสำคัญของกระทรวงใหม่นี้ คือ การเป็นหัวรถจักรในการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจของประเทศ เพราะอุดมศึกษาถือเป็นฐานในการผลิตคนที่มีคุณภาพ และต้องทำงานวิจัยและนวัตกรรมด้วย ทั้งนี้ วท.ก็เป็นหน่วยงานที่สำคัญ ที่จะต้องนำงานวิจัยแนะนวัตกรรมต่างๆ มาเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม และในหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยก็เข้ามาร่วมตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพเดียวกันไม่ใช่ต่างคนต่างคิด และจะทำให้การทำงานเกิดการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31232</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ.ร., กระทรวงอุดมศึกษาฯ, นพ.อุดม คชินทร, วท., สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a7e93c624a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอด&quot;กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมฯ&quot;ในรัฐบาลนี้/หารือมหา&#039;ลัยสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เตรียมหารือกลุ่มมหา&amp;rsquo;ลัยสัปดาห์หน้า &amp;ldquo;สุวิทย์&amp;rdquo; ชี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เรื่องชื่อกระทรวงใหม่ เผยถ้าจัดตั้งกระทรวง จะมีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุน สนับสนุนงานวิจัยให้ตรงประเภท เพื่อไม่ให้เป็นเบี้ยหัวแตก &amp;ldquo;กอบศักดิ์&amp;rdquo; เร่งขับเคลื่อนกม.3 ฉบับ &amp;nbsp;พ.ร.บ.อุดมศึกษา ,พ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม สามารถเสนอ ครม. พิจารณา ภายใน 3 เดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารพระจอมเกล้าฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) - มีการจัดการประชุมหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการควบรวม วท. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ วท. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิประเทศ พร้อมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เข้าร่วม โดยนายสุวิทย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การควบรวม วท.และ สกอ. มีจุดมุ่งเน้นที่จะยกระดับนวัตกรรมและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมศาสตร์จะหายไป เพราะการวิจัยในสายสังคมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนการวิจัยและพัฒนาสังคมพื้นที่ ซึ่งจะทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยทางด้านสังคมโดยตรง&amp;nbsp;
อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่าควรจะจัดตั้งกระทรวงใหม่ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลนี้ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการนัดหารือร่วมกับนพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทปอ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ ทปอ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้งนี้เมื่อมีการจัดตั้งกระทรวงเรียบร้อยแล้วจะมีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุน 1.กองทุนพัฒนาการอุดมศึกษาและผลงานวิจัย ทำหน้าที่สนับสนุนกลุ่มกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย 2.กองทุนการวิจัยและพัฒนาสังคมพื้นที่ สนับสนุนกลุ่มมหาวิทยาลัยท้องถิ่นและงานวิจัยด้านสังคม 3.กองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและการแข่งขัน เน้นส่งเสริมภาคอุตหกรรมและสตาร์อัพ ซึ่งทั้ง 3 กองทุนนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะได้รับเงินสนับสนุนจากอะไร เพราะการดำเนินการในปัจจุบันเป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการกำหนดชื่อของกระทรวงใหม่นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปคงต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินการควบรวม วท.และอุดมศึกษา เพื่อให้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดนั้น หลักในการดำเนินงาน คือ เราจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย และตอนนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีความท้าทายอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ขับเคลื่อนประเทศ ที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในส่วนนี้เยอะพอสมควร จึงเป็นที่มาในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจุดนี้ &amp;nbsp;ที่เราจะต้องปฏิรูปอุดมศึกษาเพื่อสร้างคน ปฏิรูป วท. เพื่อสร้างนวัตกรรม ซึ่งหากทำได้ก็จะเกิดกำลังที่เข้มแข็ง เพราะเป็นสองหน่วยงานที่จะนำไปสู่การสร้างคนและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ เมื่อควบรวมได้ ตนเชื่อว่าเราจะสามารถขับเคลื่อนงานวิจัยที่พุ่งเป้าและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐมนตรีที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงใหม่นี้จะต้องดูใน 2 ส่วน คือ การจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ และดูแลคณะทำงานที่จะเข้ามาทำงานวิจัยที่ขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าและจะทำให้มหาวิทยาลัยเดินหน้าไปได้ ไม่ใช่ทำคนละทางแบบที่ผ่านมา อีกทั้งยังนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ด้วย ซึ่งกระทรวงใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็จะมาดูแลในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะล่าช้านั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้จะสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ อีกทั้งในขั้นตอนการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องจะมีพ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งในส่วนของพ.ร.บ.อุดมศึกษา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มีการยกร่างมาระยะหนึ่งแล้วเหลือเพียงการปรับในรายละเอียดเล็กน้อย และจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายใน 3 เดือน&amp;rdquo;รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการของหน่วยงานวิจัยต่างๆ จะถูกล้ม พ.ร.บ.และกลายเป็นส่วนราชการของกระทรวงใหม่หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า เรายังไม่ขยับในเชิงหน่วยงาน แต่ขยับในส่วนของ พ.ร.บ.ใหญ่ หน่วยงานวิจัยอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรืออย่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นต้น ก็ล้วนมี พ.ร.บ.ของตัวเองอยู่แล้ว ตรงนี้มองว่าหน่วยงานเหล่านี้ก็ยังเป็นองค์กรที่มี พ.ร.บ.เฉพาะเหมือนเดิม แต่เพียงมารวมกันอยู่ในการบริหารจัดการด้านที่ 2 ของกระทรวงใหม่ ตอนนี้ควรเริ่มจากภาพใหญ่ก่อน แล้วค่อยขยับในชั้นต่อมาภายหลัง ซึ่งงานนี้ยังอีกหลายระลอก เช่น การปรับแก้ พ.ร.บ.ของแต่ละหน่วยงานให้มาขึ้นตรงกับกระทรวงใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเห็นแตกแยกกรณีการควบรวม วท. สกอ. และหน่วยงานการวิจัยของประเทศว่า เรียกว่าเป็นความแตกต่างดีกว่า เพราะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากดูจากกระแสของคนที่ไม่เห็นด้วยมาจากหลายสาเหตุ แต่น่าจะทำความเข้าใจได้ สาเหตุหนึ่งที่เป็นห่วงกันคือ กลัวว่าจะพะรุงพะรังมาก หรือจะทำให้ช้า และในที่สุดจะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเรารับปากว่าสามารถทำให้เร็วได้จะหมดปัญหานี้ อีกส่วนคือ คนที่รู้สึกเหมือนตัวเองถูกรื้อบ้าน คำตอบคือ จะไม่ถูกรื้อบ้าน เคยอยู่อย่างไรในกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานการวิจัยจะอยู่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ หากเคยเจริญก้าวหน้าในหน้าที่อย่างไรจะเป็นแบบนั้น ดังนั้น ถ้าอธิบายได้ว่าจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาจะหายวิตก ส่วนข้อดีของการควบรวมนั้นมีอยู่ เนื่องจากจะทำให้ทุกส่วนเชื่อมโยงกันในลักษณะบูรณาการ โดยอาจมีการถ่ายโอนบุคลากรข้ามกรม กอง เพราะในอดีตจะจำกัดอยู่แต่ในหน่วยงานตัวเอง ขณะที่ต่อไปเรื่องการดูแลและการจัดงบประมาณจะสามารถจัดได้เป็นเรื่องเป็นราว หากหลายหน่วยงานมาอยู่รวมกันจะทำให้การดูแลง่ายขึ้น จะเห็นว่าในอดีตหากหน่วยงานไหนที่ใหญ่มากแล้วงบประมาณโปร่ง มันอันตรายทั้งนั้น แต่ถ้าแยกออกไปจะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นสายล่อฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กังวลว่ากระทรวงใหม่นี้จะให้ความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์มากไป นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งความกังวลของคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ว่าต้องให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ทั้งหมด เพราะถ้าพูดการวิจัยนวัตกรรมมันจะไปด้วยกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คนที่คัดค้านเป็นเพราะกลัวว่าถ้าตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาธรรมดาเล็กๆ จะไปได้เร็ว แต่พอเอาอะไรมารวมมากๆ จะดูอุ้ยอ้าย ถ้ารัฐบาลรับปากว่าจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว คงจะเป็นที่พอใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีไทม์ไลน์ที่จะเสร็จในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย ถ้าเห็นรูปร่างหน้าตาคงจะสามารถขับเคลื่อนให้เสร็จทันให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9992</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.วิจัย, กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมศึกษา, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, นวัตกรรม, นายวิษณุ เครืองาม, วท., สกอ., สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa685b3a992e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 01:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ควบ&quot;วท.-สกอ.-วิจัย&quot;เป็น&quot;กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมศึกษา&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;กอบศักดิ์&amp;rdquo; เผยเตรียมหารือ วท. เรื่องการควบรวมวท.กับกระทรวงอุดมฯ และหน่วยงานวิจัย &amp;nbsp;25 พ.ค.นี้ ชี้นายกฯ เคยสั่งการหากแค่เป็นอุดมศึกษาอย่างเดียวจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ พร้อมให้ชื่อ &amp;ldquo;กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและอุดมศึกษา&amp;rdquo; ชี้ต้องคิดทบทวนที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่ติดอันดับโลก &amp;nbsp;วิจัยสู้คนอื่นไม่ได้ &amp;nbsp;หากเชื่อมโยงจะทำให้เกิดพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกระแสต่อต้านของชาวอุดมศึกษาที่จะมีการควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และหน่วยงานวิจัยของประเทศมาเป็นกระทรวงใหม่ที่ชื่อ กระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษา ว่า อย่ากังวลใจ ตนคิดว่าเรื่องการปฏิรูประบบราชการเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจ และพี่น้องประชาชนอยากให้ราชการมีการปรับเปลี่ยนมานานแล้ว เป็นโอกาสที่จะได้ดำเนินการ ซึ่งวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ตนจะไปหารือกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการ วท. ถึงการควบรวมกระทรวงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยก็มีความตั้งใจที่จะทำเรื่องกระทรวงการอุดมศึกษา &amp;nbsp;กระทรวงวิทย์ฯ ก็มีความตั้งใจจะปฏิรูปกระทรวง &amp;nbsp;ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยสั่งมาแล้วว่าหากทำแค่อุดมศึกษาอย่างเดียวจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะอุดมศึกษาเป็นหัวหอกการวิจัย การพัฒนาประเทศไทยและสร้างนวัตกรรม ซึ่งนายกฯ ก็ให้ชื่อมาแล้วว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและอุดมศึกษา เพราะคิดว่านี่คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยต่อไป ก็อยากให้มองว่าอุดมศึกษาก็จะอยู่ในยวงหนึ่ง อีกยวงหนึ่งก็จะเป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งสองจะมาเชื่อมโยงภายใต้รัฐมนตรี เป็นการควบรวมโดยนำเอาของดีๆ มาประสานงานให้เกิดพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปฏิรูปเป็นเรื่องปกติที่มีคนต่อต้าน ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยน ตัวอย่างอยู่ๆ จะย้ายโต๊ะที่นั่งในห้องทำงานก็ทะเลาะกันแล้ว ผมจึงไม่ตื่นเต้น ผมทำเรื่องปฏิรูปมาตลอดชีวิต เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะเห็นเดี๋ยวมีม็อบตรงนั้นตรงโน้น แต่อย่าลืมว่า เราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ประโยชน์ของสำนักงานในกระทรวงเป็นที่ตั้ง หากเราทำได้ ผมคิดว่าทุกคนจะมีความสุขมากขึ้น ประเทศไทยก็จะใช้เงินเรื่องวิจัยกับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;quot;รมว.ประจำสำนักนายกฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเป็นไปได้อย่างไรที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ติดอันดับ หรือติดอันดับท้ายๆ เมื่อเทียบกับคนอื่น ทำไมวิจัยเราถึงสู้คนอื่นไม่ได้ &amp;nbsp;ปัจจุบันหากดูวิธีนี้จะเห็นชัดเจนว่า เรามีข้อที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ตรงนี้จึงเป็นโอกาส และอยากเปิดโอกาสหากไม่พอใจอย่างไรก็ขอเสนอมาได้ แม้ว่าจะมีการผลักดันการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา จนมีเป็นร่างพ.ร.บ.ออกมาแล้ว อย่ากังวลใจว่าจะไม่ทัน ก็เดินหน้าต่อไปได้ อย่ากังวลใจ ตนเองจะจัดการให้ &amp;nbsp; เพียงแค่ปรับนิดเดียว ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าจะไม่ช้าไปกว่าเดิม เพราะวิทยาศาสตร์ก็พร้อมแล้ว อุดมศึกษาก็พร้อมแล้ว แต่จะมาเชื่อมกันอย่างไรเท่านั้นเอง อย่ากลัวว่าจะช้า เป็นไปตามกำหนดเป้าหมายแน่นอน และท่านนายกฯ ก็สนับสนุนเต็มที่ จะเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำหากนายกฯ สนับสนุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9920</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวิทยาศาสตร์นวัตกรรมและอุดมศึกษา, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, วท., สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180116/image_big_5a5da89402bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2018 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมษาหน้าหนาว ก.วิทย์พยากรณ์ 6-7ลุ้นกทม.เย็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อากาศวิปริตหนัก ฝนชุกหน้าร้อนยังไม่พอ กระทรวงวิทย์พบความกดอากาศสูงจากจีนยังแผ่มาอีก ได้เจอ &amp;quot;เมษาหน้าหนาว&amp;quot; แน่ ลุ้นวันที่ 6-7 นี้ กทม.อุณหภูมิลดฮวบเหลือ 23 องศา มีพายุฤดูร้อนเป็นของแถม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 มีนาคม แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ตรวจสอบพบว่า ในวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน แล้วทำให้ลมตะวันออกเฉียงเหนือเกิดการปะทะกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบน ทำให้เกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลมตะวันออกยังคงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศสูงกำลังอ่อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน แล้วมาปะทะกับอากาศร้อนชื้นที่สะสมในพื้นที่ และจะเกิดยกตัวขึ้นเป็นฝน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดคล้ายกับเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งเกิดฝนตกหนักที่บริเวณรังสิต จนทำให้เกิดน้ำท่วมขังหลายจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วาฟแจ้งด้วยว่า หลังวันที่ 2 เมษายน ความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลง ปริมาณฝนก็จะลดลง และช่วงวันที่ 6 เมษายน พบว่ามีแนวโน้มบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวเป็นไปตามความคาดหมาย จะทำให้บริเวณความกดอากาศสูงค่อนข้างแรงดังกล่าวเกิดการปะทะกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรง และอาจจะเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บในบางพื้นที่ ประมาณวันที่ 6-7 เมษายน ปรากฏการณ์นี้จะเกิดไล่มาตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นประมาณวันที่ 8-9 เมษายน อุณหภูมิจะลดต่ำลง โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสอีกรอบ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ก็จะมีลุ้นว่าอาจจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส ดังนั้น ใช่วงวันที่ 6-7 เมษายน ขอเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไป เตรียมการตรวจสอบความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ใหญ่ เพื่อเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนในรอบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ที่เดือนเมษายนยังคงมีอากาศหนาวเย็นในบางช่วงอาจจะไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีมาบ้างแล้ว โดยช่วงเวลานี้ยังคงมีบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาอยู่ ซึ่งนอกจากส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิลดลงแล้ว ยังทำให้ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตกในบางพื้นที่อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับกรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์ว่า ในช่วงวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในช่วงวันที่ 2-4 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ เนื่องจากมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 5-6 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ใน กทม.และปริมณฑล ส่วนภูมิภาคอื่นมีฝนตกเช่นกัน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รายงานว่า เกิดฝนตกครั้งแรกในรอบปี 2561 บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ วัดปริมาณน้ำฝนได้ 6 มิลลิเมตร แม้จะไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กลงได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ อุณหภูมิบนยอดดอยอินทนนท์ยังคงหนาวเย็นวัดได้ 8-17 องศาเซลเซียส กิ่วแม่ปาน อุณหภูมิ 10-18 องศาเซลเซียส ส่วนที่ทำการอุทยานฯอุณหภูมิ 16-27 องศาเซลเซียส ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติเฉลี่ย 1,000 คนต่อวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6189</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุฝนฟ้าคะนอง, ฟ้าฝ่า ลมกระโชกแรง, วท., สสนก., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อากาศวิปริต, เมษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180331/image_big_5abf71959dc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
