<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนเวียงสายังลอยคอ สุโขทัยขนของหนีน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เร่งระบายน้ำจากอำเภอเวียงสากู้บ้านอีก 300 หลังพ้นจมน้ำ ภาวนาใน 5 วันถ้าไม่มีฝนตกซ้ำจะคลี่คลาย สุโขทัยก็ยังอ่วม ชลประทานประกาศเตือนผู้ที่อยู่ริมน้ำยมขนของไว้ที่สูง สวรรคโลกถนนขาด ชาวพรหมพิรามต้องพายเรือเกี่ยวข้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือในขณะนี้ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำอยู่ในทุกพื้นที่ พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมยืนยันว่าแหล่งน้ำในประเทศยังมีเพียงพอต่อการกักเก็บน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.เวียงสา จ.น่าน หลังมีการเปิดประตูน้ำ 2 บานที่ผนังกั้นน้ำสา ทำให้เช้าวันจันทร์ ระดับน้ำที่ท่วม 7 หมู่บ้านในตำบลเวียงสาและกลางเวียง ลดลงจนเกือบแห้ง แต่ยังคงเหลืออีกกว่า 300 หลังคาเรือน ที่บ้านต้นหนุน และบ้านดอนแท่น หมู่ 2 ตำบลกลางเวียง ยังมีน้ำท่วมขังระดับสูง 1 เมตรขึ้นไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ระดมเครื่องสูบน้ำเร่งสูบน้ำระบายออกแม่น้ำน่านและแม่น้ำสา เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นวันที่ 4 แล้ว และเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรกิตติ ศรีทิพากร ผวจ.น่าน กล่าวว่า ได้ให้สำนักงานชลประทานจังหวัดน่านประสานไปยังส่วนกลางให้ส่งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 6 เครื่อง มาสูบน้ำออกจากพื้นที่อำเภอเวียงสา เพิ่มเติมจากในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว 3 เครื่อง ในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่าน คาดว่าภายใน 5 วันนี้หากไม่มีน้ำเหนือไหลมาสมทบหรือฝนตกหนักอีก สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย ขณะเดียวกันมอบหมายให้เกษตรจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่การเกษตร เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วนและเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุโขทัย น้ำยมยังคงไหลทะลักจากพนังกั้นน้ำที่พังทลายแตกเป็นช่องตั้งแต่เช้ามืดวันอาทิตย์ เข้าท่วมบ้านเรือนท้องที่หมู่ 1 และหมู่ 7 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย อย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตร ถึง 2 เมตรในบางจุด นาข้าว ไร่ข้าวโพดจมอยู่ใต้น้ำเป็นวงกว้าง ถนนสาย 1195 สุโขทัย-แยกเตว็ด ต้องปิดการจราจร รถเล็กยังผ่านไม่ได้ นอกจากนี้พนังกั้นน้ำในพื้นที่ที่บ้านวังดุ้ง บ้านลัดทรายมูล ต.ปากพระ อ.เมืองสุโขทัย พังเสียหายเช่นกัน ทำให้น้ำจากแม่น้ำยมไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นาชาวบ้าน รวมถึงถนนสุโขทัย-ปากพระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดปริมาณน้ำยมเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ณ สถานีวัดน้ำ Y.14A อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,416 ลบ.ม./วินาที ทำให้ชลประทานต้องเร่งหน่วง-ควบคุมปริมาณน้ำให้ผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ไม่เกิน 800 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งต้องควบคุมปริมาณน้ำผ่านจุด Y.4 หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านไม่เกิน 550 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาตัวเมืองย่านเศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยให้รอดพ้นน้ำท่วม ขณะที่กรมชลประทานได้ประกาศเตือนให้คนสุโขทัยที่อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำยมสายหลัก และริมตลิ่งแม่น้ำยมสายเก่า-คลองเมม-คลองบางแก้ว ขนของขึ้นที่สูง เนื่องจากจะเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ยังคงถูกน้ำท่วมต่อเนื่อง น้ำจากแม่น้ำยมไหลเข้าท่วมบ้านเรือนริมตลิ่งบริเวณหมู่ 5 ต.วัดเกาะ และทะลักเข้าตัว อ.ศรีสำโรง นอกจากนี้มีรายงานด้วยว่า น้ำจากแม่น้ำยมได้กัดเซาะถนนพื้นที่ ม.7 ต.ท่าทอง อ.สวรรคโลกขาดลงแล้ว แม้ชาวบ้านจะนำกระสอบทราบมาวางเรียงป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถทานกระแสน้ำได้ ทำให้น้ำไหลเข้าร่วมบ้านเรือนประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิษณุโลก นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผวจ.พิษณุโลก แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมใน อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ เฝ้าระวังสถานการณ์และเตรียมขนของขึ้นที่สูงพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วม หลังมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่กรมชลประทานเร่งผันน้ำผ่านประตูระบายน้ำคลองหกบาทผ่านแม่น้ำยมสายเก่า และผันไปยังคลองยม-น่าน ผ่านประตูระบายน้ำคลองกล้วย และประตูระบายน้ำคลองรุม ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 3 (จังหวัดพิษณุโลก) จะดำเนินการรับน้ำต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์แม่น้ำยมสายเก่าที่รับน้ำมาจากจังหวัดสุโขทัย ผ่านคลองเมม ต.ท่าโช้ง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ล่าสุด นายชำนาญ ชูเที่ยง ชลประทานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบล่าสุด ปริมาณน้ำยังมีมากอย่างต่อเนื่อง หากน้ำมีมากขนาดนี้ก็จะทำให้ไหลเข้าสู่แม่น้ำยมสายเก่ามากเช่นกัน ซึ่งคาดว่าอาจมีน้ำจากจังหวัดสุโขทัยเข้ามาสูงแม่น้ำยมสายเก่าถึง 300 ล้าน ลบ.ม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลกระทบต่อมวลน้ำที่เริ่มเข้าสู่แม่น้ำยมสายเก่า ชาวบ้านบ้านใหม่สำราญ หมู่ 12 ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำที่จะเข้ามาระลอกนี้ เช่นนายสุรินทร์ กลิ่นชื่น ชาวบ้านบ้านใหม่สำราญ ที่มีนาข้าว 15 ไร่ ได้เกี่ยวข้าวไปแล้วกว่า 13 ไร่ เหลืออีก 2 ไร่เศษถูก น้ำท่วมนาข้าว ต้องพายเรือไปเกี่ยวข้าวที่เหลือขึ้นมาตากแห้งที่สูง ขณะที่ชาวนาหลายรายเริ่มนำกระสอบทรายไปอุดท่อน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำยมสายเก่า ป้องกันล้นตลิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำปาง หลังมีผู้สูญหาย 2 คนข้างฝายน้ำล้นลำน้ำแม่ตุ๋ย ฝั่งบ้านทุ่งม่านพัฒนา ม.11 ต.บ้านเป้า อ.เมือง ทหารได้พบร่างแล้ว 1 ศพ คือนายประจวบ เทพปินตา อายุ 51 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุ่งม่านพัฒนา ส่วนนายอนันต์ แก้วมณีวรรณ อายุ 56 ปี เป็นคนดูแลประปาหมู่บ้าน ขณะนี้ยังไม่พบร่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวลา 09.30 น. วันที่ 24 ส.ค.นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ จ.ระยอง ร่วมรับฟังการบริหารราชการและติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก ณ ศาลากลางจังหวัดระยอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการนี้ พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคเหนือว่า ได้รับรายงาน ที่จังหวัดสุโขทัยเกิดพนังกั้นน้ำแตก ซึ่งขณะนี้กำลังแก้ไขอยู่ คาดว่าจะระบายน้ำเสร็จภายในวันเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ได้ให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยทหารพัฒนาไปดูแลเพื่อช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือ 10 จังหวัด รวม 41 อำเภอ 135 ตำบล 553 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,830 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย ผู้สูญหาย 2 ราย ได้แก่ น่าน &amp;nbsp;แพร่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย ตาก และดินสไลด์ในพื้นที่ภาคเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมทางหลวง (ทล.) แจ้งว่า วันที่ 24 ส.ค.63 เวลา 15.00 น. พบน้ำท่วม 3 จังหวัด รวม 12 แห่ง ได้แก่ 1.น่าน (1 แห่ง) การจราจรผ่านได้ 1 แห่ง 2.แพร่ (3 แห่ง) การจราจรผ่านได้ 2 แห่ง 3.สุโขทัย (8 แห่ง) การจราจรผ่านได้ 5 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่​ จ.น่านและสุโขทัย ว่า วันนี้เราต้องแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ซ้ำแล้วซ้ำอีก สิ่งที่รัฐบาลทำคือ​ พยายามจะกักเก็บน้ำเหล่านี้ไว้ให้ได้ นอกจากการระบายทิ้ง ตนพูดทุกปี ดังนั้น​ สิ่งสำคัญที่สุดคือจะกักเก็บน้ำตรงนี้ไว้ให้ได้ ทั้งแก้มลิง การบริหารจัดการลุ่มน้ำยม ถ้าไม่ร่วมมือก็ทำกันไม่ได้ทั้งหมด จะต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การทำประชาพิจารณ์ บ้านเมืองของเราสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เราต้องคิดใหม่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถจะไปบังคับใครได้​ ดังนั้น ต้องร่วมมือกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75433</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, ประจวบ เทพปินตา, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พิพัฒน์ เอกภาพันธ์, วรกิตติ ศรีทิพากร, วราวุธ ศิลปอาชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนันต์ แก้วมณีวรรณ, เฉลิมชัย ศรีอ่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43b1c090c15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกศพเซ่นหนาว สาวใหญ่ชัยภูมิ ดวดเหล้า-นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนาวตายอีกราย สาวใหญ่ดวดเหล้าแล้วนอนไม่ห่มผ้า ซ้ำยังเปิดพัดลม ถึงเช้าตัวแข็ง น่านยังประกาศเขตภัยพิบัติไม่ได้ เปิดรับบริจาคช่วยประชาชน อุตุฯ เผยอุณหภูมิขยับขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังหนาวจัดในภาคเหนือและอีสาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ร.ต.อ.สุเมธ เสนากร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองชัยภูมิ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ว่ามีคนเสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 266 บ้านกุดเหม่ง หมู่ที่ 2 ต.ชีลอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จึงนำกำลังไปตรวจสอบพร้อมแพทย์โรงพยาบาลชัยภูมิ และหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในห้องนอนพบ น.ส.กุสน อ้อนชัยภูมิ อายุ 57 ปี นอนตัวแข็ง สวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงขาสั้น ภายในห้องนอนยังพบพัดลมเปิดอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพร อ้อนชัยภูมิ อายุ 70 ปี พี่สาวของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาผู้เสียชีวิตได้ดื่มสุราแล้วกินข้าว ก่อนเข้านอนเร็วกว่าทุกวัน เพราะไม่ได้ดูทีวี จนกระทั่งเช้าตนไม่เห็นน้องสาวตื่นขึ้นมาหุงข้าวจึงมาปลุก เมื่อเดินเข้าไปในห้องนอนดึงขาเพื่อปลุกให้ตื่น แต่ต้องตกใจเมื่อพบว่าน้องสาวเสียชีวิตไปนานแล้ว โดยที่ไม่ห่มผ้า อีกทั้งยังเปิดพัดลมอีกด้วย จึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้านใกล้เคียง และโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาวปีนี้ จังหวัดชัยภูมิมีผู้เสียชีวิตจากอากาศหนาวมาแล้ว 4 ราย ล่าสุด น.ส.กุสน เป็นรายที่ 5 ซึ่งเป็นสถิติการเสียชีวิตสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และสาเหตุส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมดื่มสุราแก้หนาวแล้วเข้านอนโดยไม่ห่มผ้า รวมทั้งเปิดพัดลมนอนในช่วงที่มีอากาศหนาวจัด ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนเกิดอาการชาเกร็งแข็งไปทั้งตัวก่อนช็อกเสียชีวิตฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ ยังคงเกิดเหมยขาบหรือน้ำค้างแข็งขาวโพลนปกคลุมบนดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่ 5 หลังอุณหภูมิต่ำสุดที่กิ่วแม่ปานวัดได้ 0 องศาเซลเซียส ส่วนที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์วัดได้ 4 องศาเซลเซียส และที่บริเวณยอดดอยอินททนท์วัดได้ 6 องศา นักท่องเที่ยวต่างพากันไปสัมผัสอากาศหนาวคับคั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำปาง นางสาวโซไรดา ซาลวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง อ.ห้างฉัตร ให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิและสัตวแพทย์ที่ดูแลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง ช่วยกันนำสแลนล้อมรอบโรงเรือนเลี้ยงช้างป้องกันลม และก่อไฟบริเวณภายนอกโรงเรือนเลี้ยงช้างรวม 9 จุด นอกจากนี้ยังใช้ผ้าห่มห่มให้ช้างเล็กเพื่อเพิ่มความอบอุ่นด้วย เนื่องจากอากาศหนาวเป็นลำดับ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนและดึก อุณหภูมิจะลดลงเหลือประมาณ 7-8 องศา ประกอบกับบริเวณโรงเรือนเลี้ยงช้างอยู่กลางแจ้ง ทำให้ลมพัดตลอดเวลา ซึ่งหากปล่อยไว้ตามธรรมชาติ อากาศที่หนาวเหน็บอาจจะส่งผลให้ช้างใหญ่ปอดบวม ส่วนช้างเล็กจะตายได้ง่าย เพราะช้างเป็นสัตว์เลือดอุ่นเหมือนคน หากหนาวมากๆ แล้วไม่ได้รับความอบอุ่นจะมีอาการสั่นมากถึงขั้นเกร็ง และล้มได้ในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าน แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผอ.รพ.น่าน และชมรมจริยธรรม รพ.น่าน ได้จัดทำโครงการ &amp;ldquo;ไม่เอาอะไรนอกจากผ้าห่ม&amp;rdquo; เพื่อขอรับบริจาคผ้าห่มกันหนาว นำไปมอบให้กับผู้ป่วยและญาติที่มานอนเฝ้าไข้ ที่ต้องประสบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดและมีผ้าห่มกันหนาวไม่เพียงพอ โดยมีประชาชน หน่วยงานและภาคีเครือข่าย ร่วมกันนำผ้าห่มมาบริจาคที่โรงพยาบาลน่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายวรกิตติ ศรีทิพากร ผวจ.น่าน พร้อมด้วยนางเบ็ญจวรรณ ศรีทิพากร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน และหัวหน้าสำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ร่วมกันส่งมอบผ้าห่มกันหนาวเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นแก่ผู้ขาดแคลน โดยเฉพาะประชาชนบนพื้นที่สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรกิตติกล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้เร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนผ้าห่มกันหนาวทั้ง 15 อำเภอ โดยยังไม่สามารถประกาศภัยหนาวได้ เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่เข้าตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม &amp;ldquo;คลายหนาว ช่วยชาวน่านให้นอนอุ่น&amp;rdquo; รับบริจาคผ้าห่มและเครื่องกันหนาว เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความหนาวเย็นของประชาชนที่ยังขาดแคลน ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ เวลา 15.00 น. ณ ลานข่วงเมืองน่าน ผู้ใจบุญสามารถนำผ้าห่ม เสื้อกันหนาว เครื่องกันหนาว เช่น ถุงมือ ถุงเท้า นำมาร่วมบริจาคได้ หรือร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อจัดซื้อผ้าห่มและสิ่งของจำเป็น ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาน่าน ชื่อบัญชี คลายหนาว ช่วยชาวน่านให้นอนอุ่น เลขที่บัญชี 507 3237 528&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศในรอบสัปดาห์ ดังนี้ ในช่วงวันที่ 11-12 ธ.ค.62 ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกบางในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในบริเวณพื้นราบของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิต่ำสุด 8-16 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-8 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-24 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 ธ.ค.62 ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิต่ำสุด 10-21 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-13 องศาเซลเซียส สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 19-25 องศาเซลเซียส ภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 11-12 ธ.ค.62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น รวมถึงระมัดระวังในเรื่องอัคคีภัยเนื่องจากอากาศแห้งและลมแรงไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 ธ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่หมอกหนาไว้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52273</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร.ต.อ.สุเมธ เสนากร, วรกิตติ ศรีทิพากร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช, แพร อ้อนชัยภูมิ, โซไรดา ซาลวาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df0ef2519441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
