<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไล่หวัดด้วยการออกกำลัง วันละนิดช่วยสุขภาพสูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุออกกำลังกายด้วยการเดินย่ำขาขึ้นลงอยู่กับที่ หรือสามารถพลิกแพลงโดยการเดินขึ้นและเดินลงบันไดเป็นเวลา 5-10 นาที ก็ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายรักษาอุณหภูมิให้คงที่ นับเป็นวิธีป้องกันโรคไข้หวัดได้ทางหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ออกกำลังกายเบาๆ&amp;rdquo; ก็ช่วยป้องกันโรคหวัดได้ โดยเฉพาะคุณตาคุณยายท่านไหนที่เมื่อได้รับละอองฝนเพียงเล็กน้อย ก็เกิดปัญหาไอหรือจามและมีน้ำมูกไหลได้แบบอัตโนมัติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงอายุที่เจ็บป่วยได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อให้สามารถรับมือกับความเจ็บป่วยได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยเซฟทั้งสุขภาพ และประหยัดค่าใช้จ่ายไปด้วยในตัว นักกายภาพบำบัดหนุ่ม จากศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; อย่าง &amp;ldquo;วรฉัตร เปลี่ยนคารม&amp;rdquo; มีคำแนะนำเกี่ยวกับ &amp;ldquo;ท่าออกกำลังกายไล่หวัด&amp;rdquo; ที่คนหลัก 5 หลัก 6 ทำอยู่ในบ้านได้อย่างง่ายๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วรฉัตร เปลี่ยนคารม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฉัตร นักกายภาพบำบัด แนะนำว่า &amp;ldquo;แนะนำว่าท่าออกกำลังกายสำหรับคนหลัก 5 หลัก 6 นั้น ควรจะต้องเคลื่อนไหวอย่างเบาๆ ช้าๆ และนานๆ เพื่อให้เหมาะสมลักษณะกายภาพของคนวัยนี้ เพราะการเอกเซอร์ไซส์ด้วยท่าที่เร็วเกินไป อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อได้ สำหรับท่ากายบริหารไล่หวัดท่าแรกนั้น ได้แก่ &amp;ldquo;การยืนแกว่งแขน&amp;rdquo; ผู้สูงอายุสามารถทำในขณะที่กำลังดูทีวี หรือเปิดเพลงฟังเบาๆ ขณะที่ลูกหลานออกไปทำงานนอกบ้าน โดยแนะนำให้ยืนแกว่งแขนเซตละ 10 ครั้ง จากนั้นหยุดพักสักครู่ และจึงกลับมาทำซ้ำอีก 10 ครั้ง หยุดพักและกลับมาทำซ้ำ โดยให้ผู้สูงอายุประเมินตัวเองว่า สามารถที่จะทำครั้งต่อไปๆ ได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หักโหมมากเกินไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ออกกำลังกายด้วยการยกมือขึ้นเหนือศีรษะ และวาดเป็นวงกลมเข้าหาลำตัว ทำบ่อยๆ ช่วยสุขภาพดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนท่าที่สอง ได้แก่ &amp;ldquo;ยกมือขึ้นเหนือศีรษะวาดเป็นวงกลมเข้าหาลำตัว&amp;rdquo; โดยให้ทำ 10 ครั้ง จากนั้นก็หยุดพักสักครู่ และทำต่ออีก 10 ครั้ง ส่วนท่าที่สาม ได้แก่ &amp;ldquo;ย่ำขาขึ้นลงอยู่กับที่&amp;rdquo; สำหรับท่านี้แนะนำให้ทำประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากเป็นท่าที่ค่อนข้างเบา และใช้พลังงานน้อย จึงจำเป็นต้องทำอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง ที่สำคัญมากที่สุดเวลาที่ผู้สูงอายุออกกำลังกายนั้น ไม่ควรซีเรียสหรือเน้นการออกกำลังอย่างหักโหม แต่ควรบริหารร่างกายเท่าที่แต่ละท่านทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ยืนแกว่งแขน&amp;rdquo; การออกกำลังกายที่ทำได้อย่างง่าย เพิ่มการไหลเวียนโลหิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประโยชน์สำคัญของการออกกำลังกายทั้ง 3 ท่านั้น คือการที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้เคลื่อนไหว เมื่ออวัยวะในร่างกายได้ขยับเขยื้อน ก็จะสามารถควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกายได้ดีขึ้น และทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีเช่นกัน เพราะสาเหตุของการป่วยเป็นโรคหวัดในช่วงหน้าฝนนั้น คือการที่ร่างกายของเราไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ทันที จึงทำให้เชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้การเลือกกินอาหารที่วิตามินซีสูง อย่างอาหารที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศ หรือกินฝรั่ง ส้ม ก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งป้องกันโรคหวัดได้ดี รวมถึงในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ การที่ผู้สูงอายุจะออกไปทำธุระนอกบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดต้องเตรียมตัวให้พร้อม เช่น อย่าลืมพกร่ม หรือเสื้อกันฝน กระทั่งรองเท้าบู๊ตต่างๆ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษกัดขณะเดินลุยน้ำท่วมขัง หรือถ้าเป็นไปได้ควรโดยสารโดยรถแท็กซี่จะปลอดภัยกว่ารถมอเตอร์ไซค์ ที่เสี่ยงการบาดเจ็บหกล้ม หรือโดนฝนเปียก ซึ่งทำให้เป็นหวัดได้ในที่สุด ดังนั้นปัจจัยที่กล่าวมาควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกันครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39806</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, วรฉัตร เปลี่ยนคารม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18aed08f66a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พึ่งพาตนเองลดความปวดเมื่อย &quot;บริหารต้นคอ”กระตุ้นร่างกาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กายบริหารลดอาการปวดเมื่อยไหล่และบ่า &amp;ldquo;ท่าดัดคอ&amp;rdquo; และการฝึกท่านี้เป็นประจำยังช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการที่บ่า ไหล่ตึง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาปวดเมื่อยของคนวัยเกษียณนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ หากปล่อยเอาไว้เนิ่นนานอาจลุกลามส่งผลร้ายต่อสุขภาพคุณภาพชีวิต เพราะนอกจากอาการลุกก็โอย!! นั่งก็โอย!! แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นว่าคนสูงวัยส่วนใหญ่มักจะขาดการออกกำลังกาย เพราะคนวัยนี้มักจะเคลื่อนไหวน้อยลงตามไลฟ์สไตล์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้หันมาแอคทีฟและหมั่นขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย ย่อมถือเป็นการป้องกันอาการปวดเมื่อยหลังและไหล่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือตัวเองก่อนที่จะต้องไปพึ่งพาหมออีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วรฉัตร เปลี่ยนคารม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฉัตร เปลี่ยนคารม นักกายภาพบำบัดจาก &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; ศูนย์ชะลอวัยครบวงจรสำหรับผู้สูงวัยและคนรักสุขภาพ ให้คำแนะนำถึงการปรับไลฟ์สไตล์ โดยการหันมาออกกำลังกาย พร้อมกับท่าบริหารอย่างง่าย เพื่อคลายอาการปวดเมื่อในคนสูงวัยว่า &amp;ldquo;สำหรับผู้สูงอายุแล้วมองว่าอาการปวดเมื่อยไหล่เป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ก็จะมีโรคประจำตัวเยอะ ก็มักจะไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพตัวเองเยอะ ถ้าจะให้ดีที่สุดขอแนะนำว่าอยากให้ผู้สูงอายุทำเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น การไปออกกำลังกายให้มากขึ้น เพราะการเอกเซอร์ไซส์จะทำให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงไปหมด ซึ่งอาการปวดเมื่อยส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากการรับแรงไม่ไหวและร่างกายไม่แข็งแรงพอ เมื่อร่างกายเราแข็งแรงมากขึ้นก็จะทำให้ระบบกล้ามเนื้อ ปอดแข็งแรง มันก็จะสามารถรับมือกับอาการปวดเมื่อยต่างๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ ท่ากายบริหารพื้นฐานที่คนรักสุขภาพส่วนใหญ่นิยมและก็ค่อนข้างลดอาการปวดเมื่อยได้ดี และเหมาะกับลักษณะทางกายภาพของผู้สูงวัย คือ &amp;ldquo;ท่าดัดคอ&amp;rdquo; ที่เริ่มจากขั้นตอนที่ 1 คือยืนตรง หน้ามองตรง ถ้าจะยืดคอด้านซ้ายที่ปวดเมื่อย ก็ให้ผู้ฝึกยืนเอียงคอไปทางด้านขวา 2.ใช้มือข้างเดียวกันค่อยดึงศีรษะข้างที่เอียงคอลงมาช้าๆ ทำค้างไว้พร้อมกับในใจ 1-10 จากนั้นให้พักโดยการคลายศีรษะกลับสู่ท่าเตรียม และทำซ้ำจนครบ 3 ครั้ง (ยืด, คลาย, ยืด, คลาย, ยืด, คลาย) ที่เท่ากับ 1 เซต ตรงนี้จะสังเกตได้ชัดเจนเลยว่า ขณะที่ผู้สูงอายุเอียงคอไปด้านใดด้านหนึ่งจะรู้สึกตึงมาก แต่เมื่อคลายศีรษะกลับสู่ท่าเตรียม จะรู้ว่ากล้ามเนื้อที่ปวดตึงนั้นผ่อนคลายและหายปวดเมื่อย ที่สำคัญต้องบริหารท่านี้อย่างถูกต้องและครบเซต เพราะถ้าทำผิดหรือฝึกมากเกินไปก็อาจยิ่งทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยคอและบ่าได้ ในส่วนของ &amp;ldquo;การยืดขา&amp;rdquo; นั้น สิ่งที่เหมาะกับคนสูงวัย คือการเดินครับ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง ซึ่งถือเป็นการขยับเขยื้อนอวัยวะดังกล่าวไปในตัวเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่กล้ามเนื้อขาแข็งแรง ไม่เพียงช่วยลดอาการปวดเมื่อยขา แต่ยังทำให้การยืนการเดิน และการทรงตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของ &amp;ldquo;อาการปวดหัวบ่อย&amp;rdquo; นักกายภาพบำบัดหนุ่ม บอกว่า แนะนำให้บริหารท่ากล้ามเนื้อคอด้วย &amp;ldquo;ท่าดัดคอ&amp;rdquo; ที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องทางกายภาพบำบัด มองว่าอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่กล้ามเนื้อไหล่และบ่าตึง หรืออาการปวดหัวไม่ได้มาจากศีรษะ แต่มีปัญหาที่คอและบ่า แต่ถ้าเราสามารถที่จะผ่อนคลายบริเวณคอและบ่าได้ อาการปวดก็จะหายไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับผู้สูงวัยที่มีปัญหาของการปวดศีรษะจากโรคไมเกรนนั้น ต้องบอกก่อนว่าโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองมีปัญหา จึงทำให้ปวดศีรษะ แต่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าไมเกรนที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ไม่ใช่อาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน เพราะอันที่จริงแล้วโรคนี้จะต้องรักษาด้วยยา แต่ว่าอาการปวดหัวดังกล่าว ทางกายภาพบำบัดมองว่า หากเรามีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง และยืดที่เหมาะสมจากภายนอก ก็จะทำให้อาการปวดศีรษะที่เกิดจากปัจจัยภายนอกหายไปเช่นเดียวกัน พูดง่ายๆ ว่าถ้าอาการปวดไมเกรนหายได้จากท่ากายบริหารคอและไหล่ ก็อาจจะไม่ใช่โรคไมเกรนจริงๆ แต่เป็นการปวดศีรษะที่เกิดจากอาการตึงกล้ามเนื้อบ่าไหล่มากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วรฉัตร ทิ้งท้ายว่า สำหรับการออกกำลังที่เหมาะกับคนสูงวัย ซึ่งไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงอย่าง เดิน หรือว่ายน้ำในสระเบาๆ ที่นอกจากสอดคล้องกายภาพของคนวัยเก๋าแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง รวมถึงการป้องกันการนั่งหรือนอนอยู่ในบ้าน เพราะการที่ผู้สูงอายุหรือแม้หนุ่มสาวออฟฟิศ ที่นั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน อาจทำให้เสียชีวิตได้สูงกว่าการได้รับอุบัติเหตุจากการถูกรถยนต์ชนเสียอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31348</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, วรฉัตร เปลี่ยนคารม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c8a4e45780ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
