<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน  ... ทำไมถึงควรสนับสนุนการฟื้นฟูการบินไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 พ.ค. 2564 นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)บัวหลวง จำกัด ออกมาโฟสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม2564 ข้อความว่า
ด่วนมาก ... ทำไมถึงควรสนับสนุนการฟื้นฟูการบินไทย
&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;
อีก 2-3 วันก็จะถึงวันประชุมเจ้าหนี้การบินไทย คือในวันที่ 12 พค 64 จะเป็นวันชี้ชะตาว่าการบินไทยจะมีทางรอดหรือไม่ หลังจากวันที่ 19 พ.ค. 63 ซึ่ง ครม. ได้มีมติให้การบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ และให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แผนฟื้นฟูเดินทางมาได้มากแล้ว แต่นานาประเทศยังไม่ยอมปลดข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การบินไทยแทบขึ้นบินไม่ได้ แม้จะลดค่าใช้จ่ายต่อปีไปได้เกิน 30,000 ล้านบาทแล้ว และต้องการสภาพคล่องในช่วงที่ยังเผชิญโควิทในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้อีก 50,000 ล้านบาท ก่อนที่จะกลับมาทำกำไรได้ในปี 2566 ที่คาดว่าโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มีการถกเถียงแนวทางการฟื้นฟูจากกูรูหลายท่านว่าควรขายทิ้งการบินไทยให้เอกชนหรือต่างชาติไปเลย รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้าพเจ้าเห็นต่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายการบินแห่งชาติเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ
&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;
การดำรงอยู่ของสายการบินแห่งชาติ เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศไทย โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP และการบินไทยก็เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูในวันที่ 12 พค นี้ การบินไทยก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไป และสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแรกภายหลังธุรกิจการบินกลับมาเป็นปกติคือ ประเทศไทยจะไม่มีสายการบินแห่งชาติไว้รองรับความต้องการของผู้โดยสาร ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารของการบินไทยในปี 2562 จะพบว่าสูงกว่า 24 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีความจำเป็นอะไรที่แก้ไขไม่ได้เลยหรือ ถึงจะทำให้เราต้องยอมสูญเสียผู้โดยสารเหล่านี้ให้แก่สายการบินอื่นๆ &amp;nbsp;อีกทั้งผู้โดยสารชาวไทยก็ต้องไปอาศัยสายการบินอื่นๆ ในการเดินทาง &amp;nbsp;เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ เวียดเจ็ท หรือ ไทยไลอ้อนแอร์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากปัญหาเกิดจากข้าราชการหรือนักการเมืองฉ้อฉลในการบินไทย หากเกิดจากบอร์ดหรือผู้บริหารและพนักงานการบินไทยไม่ได้คุณภาพ ก็จัดการเข่าสิ ทำไมต้องถึงกับเลิกสายการบินแห่งชาติที่เป้นของคนไทยทั้งมวล แล้วนำของดีไปขายให้คนอื่นยามนี้ในราคาถูกแสนถูก เช่นลดราคาไปตั้ง 70%-80% ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือจะทำเหมือนยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ที่นำสินเชื่อที่อยู่อาศัย 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปเร่งประมูลขายเพียง 190,000 ล้าน ด้วยหลักเกณฑ์เอื้อประโยชน์มากมายให้ผู้ซื้อ ... ลดราคาไปตั้ง 77% ให้คนรับซื้อทั้งไทยและเทศได้ประโยชน์ยิ่งกว่าส้มหล่น &amp;nbsp; ในขณะที่สายการบินแห่งชาติของประเทศอื่นๆ ที่ต่างประสบปัญหาเช่นเดียวกันเขายังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่มอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นความสำคัญของสายการบินต่อเศรษฐกิจ การจ้างงานในประเทศ และการฟื้นตัวหลังวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น บางรัฐบาลยังพร้อมจะสนับสนุนให้สายการบินสามารถแย่งชิงตลาดและขยายตัวได้เมื่อสถานการณ์ฟื้นกลับมาอีกด้วย ... อย่าสายตาสั้น ! &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าห่วงจริงๆ ว่าหากเจ้าหนี้ไม่ผ่านแผนฟื้นฟูในวันที่ 12 พค นี้ แล้วทำให้การบินไทยถูกกระชากสินทรัพย์ดีๆ ไปเร่ขายในราคาถูกแสนถูกเหมือนยุค ปรส. รายได้จากการท่องเที่ยวที่มีผู้โดยสารเดินทางด้วยการบินไทยจะหลุดไปจากประเทศ เพราะการบินไทยมีผู้ถือหุ้นเกือบ 48% เป็นกระทรวงการคลัง กว่า 17% เป็นกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง กับอีก กว่า 2% เป็นธนาคารออมสิน ... ผลประโยชน์เหล่านี้จะกลายไปเป็นของสายการบินอื่นทั้งไทยและเทศ ไม่ใช่ของประชาชนโดยผ่านการถือหุ้นของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าการบินไทยต้องเลิกกิจการ แล้วออกจาก ก.คลัง ไปอยู่ในมือของ ก.คมนาคม ในยุคนี้ เพื่อนำไปแบ่งส่วนขายเป็นชิ้นๆ ... โอ้โห ... ไม่กล้าคิดต่อแล้ว
ยอมไหม ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิทธิการบินและเส้นทางการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ
&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;
อีกประเด็นสำคัญคืออย่าลิมว่าการบินไทยเป็นหนึ่งในเฟืองจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจท่องเที่ยวในฐานะสายการบินแห่งชาติมากว่า 60 ปี ... การไม่ดำรงอยู่ของการบินไทยจะส่งผลต่อ &amp;ldquo;สิทธิการบินและเส้นทางการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ&amp;rdquo; เป็นอย่างมาก เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การขนส่งผู้แสวงบุญชาวไทยไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ต้องดำเนินการโดยสายการบินแห่งชาติเท่านั้น (ตามข้อกำหนดของสหราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย) อ้อ ... ก็ต้องทิ้งส่วนดีนี้ให้สายการบินแห่งชาติอื่นสินะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- การบินไทยยังมีโอกาสได้รับใช้ประชาชนคนไทยตามภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนตามที่ภาครัฐร้องขอ เช่นการให้บริการขนย้ายผู้โดยสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp;หากการบินไทยไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ การบินไทยต้องเสียสิทธิในการเป็นพันธมิตรสายการบิน Star Alliance ซึ่งเป็นพันธมิตรสายการบินขนาดใหญ่ของโลกที่การบินไทยมีส่วนร่วมในการก่อตั้ง &amp;nbsp;และสมาชิกในกลุ่ม Star Alliance ก็มีการส่งต่อผู้โดยสารระหว่างกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางผ่านประเทศไทยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญถ้าไม่มีสายการบินแห่งชาตินี้ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp; ผลกระทบต่อคู่ค้ากว่า 2,000 ราย และผลกระทบต่อลูกจ้างกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ &amp;nbsp;อาจกระทบต่อการจ้างงานของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อเจ้าหนี้กว่า 13,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากการที่การบินไทยเคยเป็นรัฐวิสาหกิจ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการออกหุ้นกู้ มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาทขายให้แก่นักลงทุนทั่วไป โดยนักลงทุนซื้อเพราะเชื่อว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ (มีชุมนุมสหกรณ์ต่างๆ &amp;nbsp;ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 3 ล้านราย และเมื่อรวมกับครอบครัวสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่า 12 ล้านราย &amp;nbsp;นำเงินออมมาลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยรวมกันกว่า 40,000 ล้านบาท เป็นผู้ถือหุ้นกู้หลัก) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากการบินไทยล้มละลายหรือไม่สามารดำรงอยู่ได้ การบินไทยย่อมไม่สามารถชำระหนี้หุ้นกู้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้เหล่านี้ได้รับความเสียหายจำนวนมากและในวงกว้าง จนอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติสำหรับการลงทุนในตราสารทางการเงินของรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันในอนาคต&amp;nbsp;
.
Brand Power
&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;
ธุรกิจการบินไทยยังมีพื้นฐานที่ดี มี Brand ที่แข็งแกร่ง และมีทรัพยากรที่สามารถดำเนินงานต่างๆ ต่อไปได้ทันที เช่นเดียวกับสายการบินชั้นนำของโลก แค่เพียงปรับโครงสร้างบริหารจัดการองค์กรตลอดจนหน่วยธุรกิจต่างๆ ให้เกิดความคล่องตัวและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาของการบินไทย &amp;nbsp;ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนเงินที่ขอให้ภาครัฐให้การสนับสนุนเพียง 25,000 ล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ให้การสนับสนุนสายการบินแห่งชาติของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อให้สามารถฟื้นฟูกิจการได้นั้น การบินไทยจะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในการประกอบธุรกิจการบินและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตลอดจนสิทธิประโยชน์จากสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องหรือต้องได้รับการอนุญาตจากภาครัฐ ไม่ด้อยกว่าก่อนการเข้าฟื้นฟูกิจการ จึงจะส่งผลดีต่อฟื้นตัวของการบินไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้การสนับสนุนของภาครัฐยังส่งผลต่อความต่อความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน และสร้างความภูมิใจให้แก่ประชาชนชาวไทย ที่ยังคงดำรงให้การบินไทยเป็น &amp;ldquo;สายการบินแห่งชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาการบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และสังคมส่วนรวม ทั้งในสถานการณ์วิกฤตและปกติ &amp;nbsp;มาโดยตลอด
ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา การบินไทยก็คือฑูตวัฒนธรรมที่ทำให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยในฐานะ &amp;ldquo;Thailand, the Land of Smile&amp;rdquo; จึงน่าเสียดายอย่างยิ่งหากการบินไทยไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ทั้งที่ยังมีโอกาสฟื้นฟูกิจการซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;หากปล่อยให้การบินไทยล่มสลาย ประเทศไทยจะไม่มีสายการบินแห่งชาติอีกต่อไป และการที่จะสร้างสายการบินแห่งชาติขึ้นใหม่ ก็ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอยู่ดี อีกทั้งอาจต้องเสียเวลาอีก 60 ปีในการสร้าง Brand Awareness ให้เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจจะสายเกินไป และจะทำให้โอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาเป็น Medical Health Tourism Hub of the Region ตามรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น
.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102372</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ฟื้นฟูการบินไทย, วรวรรณ ธาราภูมิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6e28db706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กกองทุนรวมบัวหลวง&#039;ออกบทความเตือนสติเกิดอะไรขึ้นกับกองทุนตราสารหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.2563 - นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ กองทุนบัวหลวง (BBLAM) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เกิดอะไรขึ้นกับกองทุนตราสารหนี้&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ที่ท่านผู้ว่า ธปท.แถลงร่วมกับท่านปลัดคลัง / ท่านเลขา ก.ล.ต. / ท่านนายกสมาคม บลจ. / ท่านประธานสมาคมธนาคารไทย / และ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ในบ่ายวันนี้ โดยจะยกเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกองทุนตราสารหนี้ที่คนสนใจมาขยายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้กองทุนตราสารหนี้ของทั้งอุตสาหกรรมกองทุน กำลังกลับมาเป็นประเด็นในตลาด แต่มีความต่างจากในอดีตทุกครั้ง เพราะในอดีตเกิดจากการ Default คือการที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย/คืนเงินต้น ได้ตามที่สัญญาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รอบนี้ไม่เกี่ยวกับ Default เลย (ไม่ใช่กรณีแบบตั๋วบีอีเน่า ฯลฯ) ... แต่เป็นเรื่องของความตื่นตระหนกของผู้ลงทุนจากความกังวลเรื่อง COVID-19 ล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพของตราสารที่กองทุนลงทุนแต่อย่างใด
ปกติแล้วกองทุนตราสารหนี้ที่เปิดให้ลูกค้าซื้อขายได้ทุกวันทำการมักจะสำรองเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องไว้เผื่อการถอนจำนวนหนึ่ง (เช่นกันเงินไว้ 5%-15% ของขนาดกองทุน เป็นต้น) เมื่อมีคนถอน ผู้จัดการกองทุนก็เอาเงินส่วนนี้ไปคืนลูกค้าได้ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คราวนี้มันไม่ปกติ เพราะกองทุนตราสารหนี้ไม่กี่กองทุน ของ บลจ.แห่งหนึ่ง โดนถอนออกจำนวนมากเกินระดับปกติ และถอนออกอย่างต่อเนื่อง อาจจะเพราะลูกค้าเกิดกลัว COVID-19 ทำให้ผู้จัดการกองทุนนั้นต้องขายของคุณภาพดี มีสภาพคล่องในพอร์ตออกไป เช่น ขายพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ ออกไปในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ คือโดนกดราคานั่นเอง แถมน่าจะถอนเงินฝากประจำในพอร์ตกองทุนที่ยังไม่ครบกำหนดอีกด้วยโดยยอมผิดเงื่อนไข เพียงเพราะต้องการได้เงินสดไปให้ลูกค้าที่ถอนไม่หยุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นอย่างนี้ ในแต่ละวัน NAV ต่อหน่วยของกองทุนก็ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะต้อง Fire Sell ของที่มีในพอร์ต ซึ่งราคาที่ขายได้ก็ไม่ใช่ราคาที่ควรจะเป็น โดนกดราคาไปเรื่อยๆ ... ผู้รับซื้อของจากกองทุน ก็ได้โอกาสจ่ายเงินน้อย แล้วได้ของราคาถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันต่อมาพอลูกค้าเห็น NAV ต่อหน่วยของกองทุนหดลงเพราะราคาซื้อขายตราสารหนี้แบบ Fire Sell ก็เลยยิ่งตกใจ เลยถอนอีก แม้ถอนแล้วจะขาดทุนก็ถอนเพราะตื่นตระหนก แล้วก็เริ่มลามไปยังกองทุนตราสารหนี้ของ บลจ อื่นๆ ทั้งอุตสาหกรรม มากบ้าง น้อยบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกค้าตื่นตระหนก เลยขายกองทุน &amp;gt; กองทุนขายของในราคาต่ำเพื่อนำเงินมาคืนลูกค้าให้ทันเวลา &amp;gt; ราคาตราสาร ณ สิ้นวันลดต่ำ เพราะถูกขายในราคาต่ำ &amp;gt; มูลค่ากองทุนโดยรวมต่ำลง &amp;gt; ลูกค้าตกใจ ยิ่งขาย .... วนลูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวงจรนี้ แม้แต่ตราสารที่มีคุณภาพดีอย่างพันธบัตรรัฐบาลที่แทบไม่มีความเสี่ยงว่ารัฐบาลจะไม่ชำระหนี้คืน ก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรอายุเท่าไหร่ก็ตามก็จะถูกขายออกมาในราคาถูก แม้แต่พันธบัตรที่อายุต่ำกว่า 3 เดือนซึ่งหากถือจนครบกำหนดก็จะได้เงินคืนครบจำนวน แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ กองทุนที่ประสบปัญหาก็จำเป็นต้องยอมขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันจะลุกลามไปทั้งระบบได้ แบงก์ชาติ ก.ล.ต. คลัง อุตสาหกรรมกองทุน และธนาคารพาณิชย์ จึงได้หารือกันที่จะหยุดความตื่นตระหนกที่ไร้เหตุผลอันควรนี้ ด้วยการตั้งกลไกเสริมสภาพคล่องให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลไกดังกล่าวคือเมื่อมีลูกค้ามาถอนกองทุนตราสารหนี้ในแต่ละวัน เช่น 100 ล้านบาท บลจ. สามารถขอให้แบงก์แม่เข้ามาซื้อกองทุนนั้นๆ 100 ล้านบาทเช่นกัน โดยที่ บลจ.ไม่ต้องเอาของในพอร์ตไปขายออกในตลาดแบบ Fire Sell เพื่อหาเงินสดมาคืนลูกค้า ... ทำให้ NAV ต่อหน่วยของกองทุนไม่กระทบมากอย่างที่ผ่านมา และถ้าแบงก์แม่ (ซึ่งมีเงินเยอะอยู่แล้ว) ยังสามารถเอาหน่วยลงทุนนี้ไปตึ๊งกับ ธปท.ต่อเพื่อรับเงินสดมาคืนได้อีกด้วย ถ้าต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียกง่ายๆ ก็คือ ธปท.เสริมสภาพคล่องให้กองทุนตราสารหนี้ โดยให้แบงก์แม่เป็นตัวกลางนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่ ธปท.จะรับตึ๊งหน่วยลงทุน เขาก็ต้องกำหนด &amp;ldquo;คุณภาพของสิ่งที่กองทุนนั้นๆ ลงทุน&amp;rdquo; ให้อยู่ในระดับที่เขาสบายใจ ซึ่งเรื่องนี้สบายใจได้กับกองทุนของ บลจ.บัวหลวง กับกองทุนของเจ้าอื่นๆ ที่ลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม ... ซึ่งในกรณีของ บลจ.บัวหลวงนั้น เราระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงของตราสารหนี้มาโดยตลอด แม้จะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้จะต่ำกว่าของที่อื่นไปบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีแบงก์แม่ที่เข้มแข็งคอยหนุน และมีแบงก์ชาติที่เข้าใจกลไกของตลาดเงินมาช่วยเสริม เราจึงไม่เห็นว่าใครควรจะขายกองทุนตราสารหนี้ออกไปด้วยความตื่นตกใจเลย จะขายขาดทุนไปทำไม ?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60556</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนตราสารหนี้, กองทุนบัวหลวง, ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด, วรวรรณ ธาราภูมิ, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e775d67dcc0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ใช่เรื่องใหม่!ที่&#039;ธนาธร&#039;โอนทรัพย์สิน เพราะนักการเมืองหลายคนทำมาแล้วแต่ไม่แถลงข่าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.2562 - นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหารบริษัทจัดการลงทุน บัวหลวง จำกัด และอดีตประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและนายกสมาคม บลจ.โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โอนทรัพย์สินหลายพันล้านบาทให้บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร เป็นผู้ดูแลจัดการ โดยไม่มีอำนาจสั่งการ หรือยุ่งเกี่ยว (Blind Trust) จนกว่าจะพ้นจากการเมือง 3 ปี ว่าที่คุณธนาธรระบุทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่ดีมาก และสมควรชื่นชม แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะนักการเมืองหลายคนเขาก็ทำ ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบ blind trust หรือ private fund ต่างก็สามารถระบุเจตจำนงในสัญญาบริการได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราก็เคยบริหาร private fund ให้อดีตรัฐมนตรีบางท่าน ซึ่งปัจจุบันกำลังลงเลือกตั้งในยุคนี้ สัญญาจัดการ private fund ก็ไม่ต่างจากที่คุณธนาธรระบุ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึงหุ้นบริษัทนอกตลาดอีกด้วย โดยที่ในระหว่างบริหาร private funds เหล่านี้ รัฐมนตรีและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องก็มิได้เข้ามาบงการหรือยุ่งเกี่ยวอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณธนาธรทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะมีนักการเมืองและรัฐมนตรีหลายคนเขาทำกันอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้ทำในรูปแบบ blind trust แต่เนื้อหามิได้ต่างกันและบางท่านก็ทำเข้มงวดกว่า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายกสมาคม บลจ., ประธานกรรมการบริหารบริษัทจัดการลงทุน บัวหลวง จำกัด, วรวรรณ ธาราภูมิ, หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, อดีตประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย, อนค., เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8f6c2c43621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO จับตาต่างชาติทิ้งหุ้นไทย รับความเชื่อมั่นนักลงทุนลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยหุ้นไทยเดือนเม.ย.แกว่ง 1,724 - 1,801 จุด รับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยเฟดทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแตะ 3% ชี้จับตาแรงขายต่างชาติในภูมิภาค นโยบายการค้าสหรัฐและความขัดแย้งตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยเดือนเม.ย. เคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวค่อนข้างกว้างอยู่ในช่วง 1,724 - 1,801 จุด โดยแรงกดดันการลงทุนหลักมาจากการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 3% ทั้งนี้ มูลค่าขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนในประเทศต้องติดตาม คือ สถานการณ์ทางการเมือง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาของส.ส.และส.ว. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและจะส่งผลต่อกำหนดการเลือกตั้ง ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ นั้น ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ อัตราการขยายตัวของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกปีนี้ที่ 6.8% เป็นไปตามคาดการณ์ ขณะที่ความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าจะได้ข้อสรุป และการปรับตัวผันผวนของราคาน้ำมันที่มีการเคลื่อนไหวทะลุ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือนพ.ค. 61 ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ในภาวะทรงตัว (Neutral) ลดลง 22.90% จากระดับ 120.17 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นเดือนแรกในรอบ 9 เดือน โดยนักลงทุนกังวลปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าการลงทุนจะได้รับผลดีจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศและกลุ่มสถาบันภายในประเทศลดลงจากการสำรวจเดือนก่อน มาอยู่ในภาวะซบเซา ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลง แต่ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธุรกิจการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9699</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน, วรวรรณ ธาราภูมิ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2018 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2018 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“วรวรรณ” โพสต์เฟซบุ๊กจี้รัฐกดดันบอร์ดสอบธรรมาภิบาลผู้บริหาร ITD</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกสมาคมบลจ.โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วอนรัฐกดดันบอร์ดบริษัทตรวจสอบธรรมาภิบาลผู้บริหารล่าสัตว์ในป่าสงวน เพราะบริษัทรับงานบิ๊กโปรเจ็คของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ. 61 - นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคมบลจ.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถูกควบคุมตัวเนื่องจากเข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า เนื่องจากบริษัทนี้เป็นกิจการที่ได้รับงานใหญ่จากภาครัฐ ถ้าภาครัฐเห็นความสำคัญของการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการกระทำที่ไม่ผิดต่อกฏหมาย ก็ควรส่งความกดดันไปยังกิจการ เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายยังคงอยู่ และมีความเป็นธรรมเมื่อเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทและผู้บริหาร ไม่ได้ทำผิดต่อ พรบ.หลักทรัพย์ฯ จึงอยู่นอกเหนือขอบข่ายการพิจารณาความผิดของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย (ก.ล.ต.) แต่อาจจะผิดต่อกฏหมายอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องต้องพิสูจน์ สืบสวน สอบสวน กันต่อไป ทั้งนี้ หากผู้บริหารระดับสูงของกิจการใดใด กระทำผิดต่อกฏหมายอื่นๆ เป็นส่วนตัว (ไม่ใช่ ผิดกฏหมายหลักทรัพย์) เช่น ไปทำร้ายหรือฆ่าใคร ไปลักทรัพย์คนอื่น ฯลฯ ... ผลกระทบต่อบริษัทน่าจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของบริษัทนั้นๆ ว่าจะพิจารณาผู้บริหารรายนั้นๆ อย่างไรให้เหมาะสม โดยคำนึงถึง &amp;quot;Reputation Risk&amp;quot; ของบริษัท (ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของกิจการ จนอาจส่งผลต่อการทำธุรกิจ) ซึ่งเสียงสะท้อนจากสาธารณชนจะมีส่วนกดดัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอกสารบรรษัทภิบาล ปี 61 ของบริษัทนี้ที่ประกาศต่อผู้ลงทุนและสาธารณชน ระบุในหน้า 10 โดยข้อ 6. ด้านสังคมส่วนรวม ระบุว่า บริษัทฯ จะไม่กระทำการใดๆ ที่จะส่งผลเสียหายต่อสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังต้องแสวงหาโอกาสสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ปลูกฝังจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่องและจริงจัง รวมทั้งปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมย์ของกฏหมายและกฏระเบียบที่ออก และในหน้า 11 เรื่องจริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ ระบุในหน้า 13 ข้อ 1.6 เรื่องผู้บริหารต่อสังคมส่วนรวม เอาไว้ว่า &amp;quot;ไม่กระทำการใดๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม&amp;quot; กรณีนี้ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริษัทจะพิจารณา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2675</URL_LINK>
                <HASHTAG>ITD, บจ., บลจ., วรวรรณ ธาราภูมิ, อิตาเลียนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c07cfa9c01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
