<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกผีสอดไส้รธน. ก้าวไกลดักคอรบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; เรียงหน้าโต้ทำเพื่อประชาชนโหวตงบ 1.63 หมื่นล้านใส่งบกลาง ยันไม่ใช่เล่นการเมืองท่าเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อน &amp;ldquo;ยุทธพงศ์&amp;rdquo; ลั่นเอาตำแหน่งเดิมพันหากใช้ผิดประเภทเลิกเล่นการเมือง &amp;ldquo;สหายอ้วน&amp;rdquo; ชี้เดี๋ยวมีขัดแย้งก้าวไกลระลอกสองแน่ โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ยังไม่ทันไร &amp;ldquo;ธีรัจชัย-รังสิมันต์&amp;rdquo; จุดพลุแล้ว บอกไพบูลย์เตรียมปลุกผีสอดไส้ร่าง รธน.ที่ถูกโหวตคว่ำกลับมานับหนึ่งใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 4 สิงหาคม ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีพุทธศักราช 2565 ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจโหวตโยกงบประมาณที่ถูกปรับลงไป 1.63 หมื่นล้านบาท ไปไว้ในงบกลางจนถูกตั้งคำถามฮั้วและตีเช็คเปล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น&amp;nbsp;
ทำให้พรรคเพื่อไทยมีการตั้งโต๊ะแถลงเรื่องนี้ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. แถลงว่า สิ่งที่ กมธ.งบฯ พรรคคิดและตัดสินใจได้มีตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ในท้ายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณว่าต้องใช้เพื่อโควิด-19 เท่านั้น ซึ่งปลอดภัยจากการถูกกล่าวหาว่าแปรญัตติ เพราะหาก ส.ส.หรือ กมธ.มีส่วนโดยทางตรงหรืออ้อมในการใช้งบประมาณเป็นความผิดมีโทษทางอาญา ส่วนสิ่งที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอเอาเงินที่ปรับลดลงแล้วไปเพิ่มเติมในส่วนต่างๆ นั้น เมื่อดูรายละเอียดไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโควิด ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพรรค และการตัดสินใจของ กมธ.ไม่เกี่ยวกับการยอมรับในตัว พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตัดสินใจของ กมธ.พรรคเป็นไปโดยรอบคอบ สุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองในสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนสภาพความเป็นจริง บนสภาพที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา แยกมิตร แยกศัตรู ไม่ทำร้ายใคร ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ชีวิตของพี่น้องประชาชนสำคัญกว่าเรื่องการเมือง&amp;rdquo; นายประเสริฐกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รองประธาน กมธ.งบประมาณ ระบุว่า เราต้องแยกระหว่างความไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ กับการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์โควิดให้ประชาชน เราเลือกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก่อน ซึ่งงบกลางเป็นเพียงช่องทางเดียวเท่านั้นที่นำงบออกมาใช้เพื่อโควิดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรค พท. กล่าวว่า ข้อกล่าวหาพรรคเอางบไปใส่ในงบกลางเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เอาไปใช้เสมือนตีเช็คเปล่า ใช้ตามอำเภอใจเอาไปซื้อกระสุนยางมายิงประชาชน เป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำจริงเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันประณามและขับไล่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะทำตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำกับไว้ชัด ทั้งวิธีการงบประมาณ และ พ.ร.บ.เงินคงคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคเห็นแย้งกับรัฐบาลตลอด มีเพียงเรื่องนี้ที่เห็นตรงกันคือเรื่องงบกลางนี้ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคด้วยว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราก็ทำ แต่อันไหนที่คิดว่าไม่ใช่เราก็ต่อสู้และเชื่อว่าเราจะเข้าใจกัน พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะปัญหาและบรรยากาศแบบนี้เคยมีเกิดขึ้นมาเรื่อยที่พรรคร่วมฝ่ายค้านบางเรื่องเห็นต่างกัน เพราะจุดยืนและนโยบายเราต่างกัน ยืนยันว่าไม่ได้มีเหตุผลอื่นถ้าจะให้ไปฮั้วกันหลังเลือกตั้งถือว่าเป็นเรื่องที่คิดไปไกลมาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท.ในฐานะโฆษก กมธ.งบประมาณ กล่าวว่า มั่นใจว่าจะไม่ใช่การตีเช็คเปล่า เพราะการนำงบไปใช้ได้นั้น ผู้ขอรับงบ ผู้อนุมัติงบต้องทำตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 เท่านั้น ซึ่งจุดยืนพรรคก็ชัดเจนแล้วตั้งแต่การลดงบประมาณการจัดซื้อเรือดำน้ำ และขอย้ำว่าถ้ามีการนำงบกลางไปใช้ผิดระเบียบ ไม่ได้ใช้เกี่ยวกับโควิดถ้ามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ พร้อมเอาตำแหน่ง ส.ส.เป็นเดิมพันที่จะลาออกจาก ส.ส.และเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต&amp;nbsp;
นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กในประเด็นนี้ว่า งานนี้ขยายความขัดแย้งในฝ่ายประชาธิปไตยได้มีประสิทธิภาพอย่างมากโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่รัฐบาล ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งลอยตัว จึงอยากเชิญชวนฝ่ายประชาธิปไตยลองไตร่ตรองถึงผลเสียที่จะได้รับ​ หากไม่มองให้เห็นภาพรวม​ และทิศทางความร่วมมือกันในอนาคต​ คิดแต่ประเด็นเฉพาะแบบแยกส่วน ก็จะมีเรื่องให้บั่นทอนความเข้มแข็งของขบวนประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ และคาดว่าจะมีเรื่องให้ต้องขัดแย้งถกเถียงกันใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ กมธ.วิสามัญแก้ไข รธน.ของสภากำลังทำงาน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;บอกกันไว้ตรงนี้ เรื่องนี้คงเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เพราะก้าวไกลและเพื่อไทยมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ก็หวังว่าจะไม่มีข้อกล่าวหา หรือมีเรื่องให้ขัดแย้ง ปวดหัวกันต่อ นายกฯ ลุงตู่ คงจะนั่งหัวเราะสบายใจไป&amp;rdquo; นายภูมิธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...) พ.ศ.... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธาน ซึ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่การพิจารณา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะ กมธ.ได้ทักท้วงเรื่องการแก้ไขระบบเลือกตั้งเกินกว่ามาตราที่รับหลักการมา จะกระทำการขัดข้อบังคับข้อที่ 124 ทำให้นายไพบูลย์เบรกว่าขอให้พิจารณาไปตามวาระ ทำให้นายธีรัจชัยไม่พอใจและพูดเสียงดังลั่นห้องประชุม ดังถึงขนาดลอดห้องประชุมออกมาโวยวายว่า &amp;ldquo;ประธานปิดปาก ไม่ให้แสดงความคิดเห็น&amp;rdquo; แต่นายไพบูลย์ยังย้ำว่าให้ดำเนินการไปตามระเบียบวาระ และหากนายธีรัจชัยยังไม่หยุดโวยวาย จะใช้อำนาจประธานเชิญออกจากห้องประชุม จนนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธาน กมธ. ต้องแทรกเข้ามา ทำให้นายธีรัจชัยยอมพร้อมประชุมตามวาระต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายไพบูลย์ยืนยันว่า การแก้ไขในวาระ 3 จะเสร็จก่อนวันที่ 18 ก.ย. จากนั้นสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีประเด็นไปส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอในการประชุมสภาเพื่อตีความข้อบังคับเท่านั้น เว้นแต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ระบบเลือกตั้งและเสียผลประโยชน์ก็จะพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ถามว่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้หรือว่าตัวเองจะพยายามขัดขวางอย่างไร ยืนยันว่าเรื่องนี้ขัดขวางไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;บางคนที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เราไม่ใช่เสียงข้างมากลากไป เพราะพูดกันด้วยเหตุผล และทำตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ทั้งนี้ หากพิจารณาผ่านวาระ 3 แล้วก็จะมีการยื่นแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งและ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.ย. จากนั้นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพื่อรับฟังความคิดเห็น และคาดว่าจะบรรจุเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาได้ในสมัยประชุมต่อไป คือประมาณเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.&amp;rdquo;
ภายหลังประชุม นายไพบูลย์แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการทำงานภายใต้ข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 124 ที่กำหนดให้ กมธ.พิจารณาเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เสนอเป็นคำแปรญัตติ ซึ่งในวรรคท้ายมีข้อกำหนดในรายละเอียด คือ 1.การแปรญัตติเพิ่มมาตราใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ที่ไม่ขัดหลักการ สามารถทำได้ และ 2.การแปรญัตติอาจขัดกับหลักการได้ เว้นแต่เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งได้ยกตัวอย่าง เช่น การกำหนดบทเฉพาะกาล เป็นต้น ส่วนที่ กมธ.พรรคก้าวไกลมีความเห็นแย้งว่า ตามข้อบังคับข้อที่ 151 ไม่ได้ให้สิทธิ์ กมธ.เป็นผู้วินิจฉัย หาก กมธ.ติดใจ สามารถยื่นต่อประธานรัฐสภาเป็นญัตติเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาตัดสิน ทั้งนี้ ต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเข้าใจว่ามี กมธ.ที่ติดใจ แต่ในข้อบังคับรัฐสภากำหนดรายละเอียดไว้ หากยังติดใจสามารถสงวนความเห็นหรือยื่นเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาก่อนเข้าสู่การพิจารณาวาระสองได้ การพิจารณาส่วนของคำแปรญัตตินั้น กมธ.ได้นัดประชุมวันที่ 10 ส.ค. โดยขณะนี้ให้ฝ่ายเลขานุการไปพิจารณาสรุปประเด็นแทนการตั้งคณะทำงาน ที่ผมรับฟังคำทักท้วงว่าไม่จำเป็น&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว
ขณะที่นายธีรัจชัยเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งการประชุมคณะ กมธ.ในสัปดาห์หน้าวันที่ 10, 11 และ 13 ส.ค.นี้จะพิจารณาแล้วเสร็จ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมต้องเร่งรัดเร่งรีบขนาดนั้น ทั้งนี้ ดูแล้วการพิจารณาในชั้น กมธ.เป็นแค่พิธีกรรม เพราะเชื่อลึกๆ ว่าเขาเตรียมเนื้อหาที่ต้องการไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า กำลังเกิดปรากฏการณ์การสอดไส้ใน กมธ. เนื่องจากมีความพยายามเปลี่ยนแปลงให้ร่างแก้ไขของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนร่างอื่นที่สภาโหวตคว่ำไปแล้ว ไม่เข้าใจว่าการทำแบบนี้จะเป็นผลดีอย่างไร ถ้าจะทำกันแบบนี้คราวหลังไม่ต้องกำหนดว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำกัน 3 วาระ เพราะไม่มีความหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรากำลังจะเปลี่ยนร่างของประชาธิปัตย์ให้เหมือนร่างอื่นที่ตกไป วันนี้เรากำลังทำลายความน่าเชื่อถือในสภา พรรคพยายามหาข้อตกลงว่าจะทำกันอย่างไร แต่ก็น่าเสียดายว่านายไพบูลย์ กลับเพิกเฉยในเรื่องนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ประธานอย่างสมบูรณ์ ตีมึนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่หาข้อยุติ ดึงดันให้พิจารณาต่อไป ซึ่งปลายทางเราก็เห็นว่ามีการสอดไส้ให้ร่างที่ตกไปแล้วกลับมามีชีวิตใหม่&amp;rdquo; นายรังสิมันต์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112247</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบ 1.63 หมื่นล้าน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยุทธพงศ์, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a5382b307d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; เรียงหน้าแจงโหวตงบกลาง อบรมก้าวไกลแยกแยะการเมืองออกจากความเดือดร้อนปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.64 - ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2565&amp;nbsp;ร่วมกันแถลงถึงกรณีกรรมาธิการงบประมาณของพรรคเพื่อไทย ยกมือสนับสนุนให้นำงบประมาณที่ตัดไปไว้ในงบกลางจำนวน&amp;nbsp;1.6หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าว สิ่งที่กรรมาธิการงบฯพรรคเพื่อไทย คิดและตัดสินใจ เอางบกลางไปเป็น งบโควิด โดยกรรมาธิการได้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ในท้ายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณด้วยว่า ต้องใช้เพื่อโควิดเท่านั้น ที่เอาไว้ในงบกลาง จะปลอดภัยจากการถูกกล่าวหาว่า การแปรญัตติ ส.ส.หรือกมธ.มีส่วนโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณ ที่เป็นความผิด มีโทษทางอาญา เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่ง สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เอาเงินที่ปรับลดลงแล้วไปเพิ่มเติมในส่วนต่างๆนั้น เมื่อได้ดูในรายละเอียด สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอมา ไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาโควิด ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องเอางบกลาง งบแก้โควิดไปใช้แก้ปัญหาให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย ไม่เกี่ยวกับการยอมรับในตัว พล.อ. ประยุทธ์ และรัฐบาล ที่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ พรรคจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตัดสินใจกรรมาธิการงบพรรคเพื่อไทย เป็นการตัดสินใจโดยสุจริต ปราศจากผลประโยชน์ อยู่บนพื้นฐานว่า งบส่วนนี้ควรนำไปใช้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซึ่งกำลังลำบากแสนสาหัสจากโควิด คำกล่าวที่ว่า เอางบกลางไปให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้ เอาไปใช้อย่างไรก็ได้ เอาไปซื้ออาวุธมายิงประชาชน เป็นคำกล่าวที่เกินเลยข้อเท็จจริงไปมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าวว่า การอ้างว่า เอาไปไว้ในงบกลาง คือการรื้อฟื้นงบ ส.ส.จะเกิดการวิ่งเต้นเหมือนในอดีต ขอยืนยัน เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่มีมูลความจริง พรรคยืนยันมาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะต้องมามีผลประโยชน์จากงบประมาณ ส่วนข้อกล่าวหา ไม่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น หรือกระทรวงอื่น ทั้งที่พรรคให้ความสำคัญกับท้องถิ่นตลอด งบประมาณที่ผ่านมาก็มีการปรับลดงบประมาณและแปรญัตติให้กับท้องถิ่น ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า หากไปพิจารณาดูรายการในงบประมาณหน่วยงานต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่ได้มีแผนงานหรือรายการงบประมาณที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาโควิดไว้เลย นอกจากนี้การนำงบประมาณส่วนนี้ไปไว้ในงบกลาง ไม่ได้หมายความว่า หน่วยงานอื่นๆเหล่านั้น จะไม่สามารถใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้ ยังสามารถที่จะมีคำขอใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้ เพียงแค่ต้องเป็นกรณีนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในกรณีโควิดเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจของกรรมาธิการงบประมาณพรรคเพื่อไทย เป็นไปโดยรอบคอบ สุจริต คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนสภาพความเป็นจริง บนสภาพที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา แยกมิตร แยกศัตรู ไม่ทำร้ายใคร ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ชีวิตของพี่น้องประชาชนสำคัญกว่าเรื่องการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัจน์กล่าวว่า การจัดงบประมาณปี&amp;nbsp;65&amp;nbsp;เป็นการจัดตามแผนเดิม ไม่มีเรื่องของโควิด เพราะจัดทำงบฯปลายปี&amp;nbsp;63&amp;nbsp;ขณะนั้นสถานการณ์โควิดดีขึ้น จากการระบาดรอบแรก มีเพียงแผนงบกลางเท่านั้น ที่เขียนให้ใช้เงินในเรื่องโควิดได้ เมื่อสถานการณ์โควิดทวีความรุนแรงขึ้น จึงตัดสินใจนำเงินไปใส่ไว้ในแผนที่สามารถนำมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับโควิดได้ นั้นคือแผนงานงบกลาง เราต้องแยกระหว่างความไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ กับการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์โควิดให้พี่น้องประชาชน เราเลือกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก่อน ซึ่งงบกลางเป็นเพียงช่องทางเดียวเท่านั้นที่นำงบฯออกมาใช้เพื่อโควิดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาพรรคเพื่อไทย เอางบประมาณไปใส่ในงบกลางเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เอาไปใช้ เสมือนตีเช็คเปล่า ใช้ตามอำเภอใจ เอาไปซื้อกระสุนยางมายิงประชาชน เป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ เอาไปใช้ซื้ออาวุธมายิงประชาชน เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันประณาม ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเขาจะทำตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำกับไว้ชัด ทั้งวิธีการงบประมาณ และพ.ร.บ.เงินคงคลัง การอนุมัติงบ&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์คิดจะเอาไปใช้อะไรก็ได้ มีสำนักงบประมาณเป็นผู้ดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้พรรคกำลังจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ เราต้องแยกวัตถุประสงค์ เงินที่วางไว้ กับคนบริหาร เหตุอยู่ตรงไหนแก้ตรงนั้น ประยุทธ์ไม่ดี เอาประยุทธ์ออกไป เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่ทำร้ายพี่น้องประชาชนโดยการไม่ให้เงินเขา เขาไม่มีข้าวกิน ไม่มีออกซิเจน ไม่มีเครื่องตรวจ ดังนั้นเงิน&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาทนี้ มีประโยชน์ต่อเขามาก ที่จะทำให้ไม่ตาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112222</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ65, งบประมาณปี65, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, ประเสริฐ จันทรรวงทอง, พรรคก้าวไกล, พรรคเพื่อไทย, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a6dffab3a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วรวัจน์&#039;ลั่นผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นขั้วรัฐบาลไม่ต้องมาขอให้ช่วยสนับสนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63-นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง&amp;quot;แบบนี้ ก็ได้เหรอ? อยากรู้จัง ท่านคิดยังไง!!&amp;quot; ระบุถึงการเลือกตั้งอบจ.จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นภายในจังหวัดก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นฐานการเมืองในการสนับสนุนส.ส. และส.ส.ก็เป็นฐานในการสนับสนุน พรรคการเมือง ที่เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี
ในเมื่อพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับการที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ที่จะสมัครเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือแม้แต่จะเป็นท้องถิ่น ในระดับ เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลในซีกส.ส.ที่สนับสนุนรัฐบาลทุกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขออนุญาตประกาศดังๆ ว่า ถึงแม้ว่าเราจะเคยรู้จักกัน ก็ตาม แต่โดยภารกิจทางการเมืองนั้น เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล ท่านไม่ควรมาขอให้ผมสนับสนุนท่าน ผมไม่สามารถจะสนับสนุน เห็นชอบ และ&amp;nbsp;
ให้ท่านเป็นผู้แทนของประชาชนต่อไป และแน่นอนว่า ผมก็จะบอกต่อไปยัง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และ ผู้ที่ผมรู้จักทุกคน เพื่อไม่ให้สนับสนุนให้ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อให้ท่านเป็นฐานในการ สนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้การสนับสนุน รัฐบาลต่อไปด้วย ขออนุญาต ทำความเข้าใจกันตามนี้ด้วยนะครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82473</URL_LINK>
                <HASHTAG>วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, หาเสียงเลือกตั้ง, เลือกตั้งท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35ffbb43433.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วรวัจน์&#039;  อัดคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจไม่เข้าใจปัญหาแท้จริง ทำปชช.ระดับกลาง-ล่างวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.63 -&amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าถึงเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของคณะรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังไม่เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้&amp;nbsp;สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะมองเฉพาะมิติของเศรษฐกิจมหภาค&amp;nbsp;ละเลยการดูแลในกลุ่ม &amp;#39;Real Sector&amp;#39; เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่างเกิดวิกฤติอย่างหนักไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัจน์ กล่าวว่าขณะที่การดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง ทำแบบเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าโครงการส่วนใหญ่ ที่จะนำเงินจากการกู้ยืม ตามพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับมาใช้ ล้วนแต่เป็นโครงการเก่า ที่เกิดก่อนจะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิค-19 ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ยังคงมองเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก แต่ไม่มองเรื่องการส่งเสริมการตลาด ไม่มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่ง Application ของต่างชาติได้เข้ามาครอบงำระบบเศรษฐกิจไทย หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาครอบงำผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ส่งให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ไม่สามารถเดินหน้าได้ แต่รัฐบาลไม่ได้มียุทธศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้ และไม่เห็นท่าทีว่าจะหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยอย่างจริงจัง เห็นได้จากการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งล้วนแต่เป็นรูปแบบเก่าที่ต่อเนื่องมาจากปี 2562&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70649</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, ทีมเศรษฐกิจ, ปรับ ครม., วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e722727e78b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่อโวซ้ำรอย&#039;อนค.&#039; กวาดเก้าอี้ท้องถิ่นเขย่าปท./&#039;โพล&#039;หนุนปรับครม.ยกคณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่อ&amp;rdquo; โวคณะก้าวไกลจะเขย่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเหมือนยุคส้มหวาน ชี้เป็นมิติใหม่ส่งผู้สมัครในชื่อเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกันทั่วประเทศ โพลเผย ปชช.หนุนปรับ ครม.ทั้งคณะ ชี้ &amp;quot;อุตตม-สนธิรัตน์&amp;quot; ไร้ผลงานเด่นชัด แต่ยี้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ระบุ &amp;quot;นฤมล&amp;quot; ขาดประสบการณ์ ยังหนุน &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; ขณะที่ &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; อารมณ์ค้างยกระดับฉายา &amp;quot;นักกู้แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก&amp;quot; ฟันธงยังไม่ปรับ ครม.จะเกิดสภาพเตี้ยอุ้มค่อม กมธ.งบฯ ตั้งเป้าตัดงบซื้ออาวุธทั้งหมดนำมาแก้ปัญหา ศก.ที่จำเป็น ชงให้ภาค ปชช.-สื่อมวลชนเข้ารับฟังได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ที่อาคารไทยซัมมิท คณะก้าวหน้ายังคงจัดอบรมสัมมนาทีมผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นวันที่สอง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักสนุกสนาน โดยช่วงเช้าเป็นเวทีอบรมเรื่องการสื่อสารทางการเมือง จากนั้นในช่วงบ่ายมีกิจกรรมเวิร์กช็อปโดยให้ทีมผู้สมัคร อบจ.แต่ละจังหวัด ระดมสมองร่วมกันคิดนโยบาย วิเคราะห์ร่วมกัน รวมถึงวางแผนการรณรงค์หาเสียง จากนั้นให้แต่ละทีมได้นำเสนอนโยบายเหล่านั้น โดยมีแกนนำคณะก้าวหน้า อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช, นายไกลก้อง ไวทยการ, นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์, นายสุนทร บุญยอด และนายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ รวมถึงทีมผู้สมัคร อบจ.อื่นๆ ร่วมแสดงความคิดเห็น
น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า กิจกรรมทั้ง 2 วันในการอบรมอัดแน่นไปด้วยสาระความรู้ ซึ่งเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้ทีมผู้สมัครของเรา โดยผู้สมัครทั้ง 17 จังหวัดที่มาอบรมครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองเปลี่ยนแปลง เราไม่รู้ว่าที่ผ่านมาในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเคยมีการจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาให้ผู้สมัครอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมี &amp;nbsp;ครั้งนี้เป็นมิติใหม่ เพราะอย่างที่เราได้ประกาศไปแล้วว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่จะส่งผู้สมัครในชื่อเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน และกรอบนโยบายหลักแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะการบรรยายให้ภาพรวมของท้องถิ่นของประเทศไทย, การบรรยายเรื่องแนวทางการสร้างนโยบายและการจัดการงบประมาณ, การบรรยายเรื่องนโยบายและแนวทางการสร้างนโยบาย, การให้แนวทางการสื่อสารทางการเมือง รวมถึงกิจกรรมวันนี้คือเวิร์กช็อปที่ให้แต่ละทีมร่วมกันออกแบบนโยบายของจังหวัดตนเอง แล้วมานำเสนอ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ทุกคนกระตือรือร้นในการร่วมกันแสดงความคิดเห็น และผลงานก็ออกมาดีมากๆ หลายๆ จังหวัดดึงศักยภาพของพื้นที่ตัวเองออกมาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่านโยบายที่ทุกคนร่วมกันคิด รวมถึงนโยบายหลักที่คณะก้าวหน้าจะนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียง จะสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นได้ เราเชื่อว่าประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง และจะให้โอกาสคณะก้าวหน้าในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เราจะสามารถเขย่าการเลือกตั้งท้องถิ่นได้อีกครั้ง อย่างที่ครั้งหนึ่งในนามพรรคอนาคตใหม่เคยทำสำเร็จแล้วกับการเลือกตั้งระดับประเทศ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครนายก อบจ.บึงกาฬ กล่าวว่า ปัญหาปัจจุบันของบึงกาฬคือเรื่องราคายางพาราตกต่ำ ดังนั้น นโยบายที่เราออกแบบสำหรับท้องถิ่นก็เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร ว่าทำอย่างไรก็ได้ที่เพิ่มมูลค่ายางพาราขึ้น สำหรับการอบรมในครั้งนี้ กิจกรรมเรื่องแนวทางการคิดนโยบายนั้นน่าสนใจมาก การคิดนโยบายที่ฐานต้องมาจากประชาชน จากปัญหาในพื้นที่ จากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เพื่อจะออกมาเป็นนโยบายและแก้ปัญหากลับไปให้คนในพื้นที่จริงๆ ทั้งนี้ คณะก้าวหน้าประกาศแล้วว่าจะส่งลงท้องถิ่น 4,000 แห่ง เราอยากได้คนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน รักประชาธิปไตย อยากเห็นบ้านเกิดตัวเองดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชัชวาล นันทะสาน ผู้สมัครนายก อบจ.นครปฐม กล่าวว่า เรื่องนโยบายที่เชื่อมโยงการผูกขาดการเมืองใน จ.นครปฐม คือนโยบายรัฐเปิดเผย ซึ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบ ตัดสินว่าประชาชนอยากได้อะไรในท้องถิ่นจริงๆ ภาษีประชาชนจะถูกใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง จะเป็นการลดข้อกังขาการใช้งบประมาณของจังหวัด ถ้ามีโครงการไหนที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ก็สามารถตัดออกแล้วนำงบประมาณตรงนั้นไปใช้ให้ตรงกับความต้องการกับปัญหาท้องถิ่นได้จริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง ปรับ ครม.? ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,251 ตัวอย่างทั่วประเทศ เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 43.09% ระบุว่าควรปรับ ครม.ทั้งคณะ เพราะการบริหารงานที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ยังไม่มีผลงานให้เห็นเด่นชัด และอยากให้ท่านอื่นลองเข้ามาบริหารบ้าง รองลงมา 39.89% ระบุว่าควรปรับ ครม.บางตำแหน่ง เพราะบางตำแหน่งยังทำงานไม่ตรงตำแหน่งที่ได้รับ อยากได้บุคคลเข้ามาทำงานเหมาะสมกับตำแหน่ง, 16.95% ระบุว่ายังไม่ถึงเวลาปรับ ครม. เพราะอยากให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 หมดจากประเทศก่อน ขณะที่บางส่วนระบุว่าดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการปรับนายอุตตม สาวนายน ออกจากตำแหน่ง รมว.การคลัง พบว่า ส่วนใหญ่ 44.76% ระบุว่าควรถูกปรับ เพราะการบริหารงานล่าช้า ผลงานยังไม่มีความโดดเด่น ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ, 38.61% ระบุว่าไม่ควรถูกปรับออก เพราะการทำงานดีอยู่แล้ว นโยบายช่วยเหลือประชาชนดี ควรให้โอกาสในการดำรงตำแหน่งต่อไปก่อน และ 14.95% ระบุว่าไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ส่วนการปรับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ออกจากตำแหน่ง รมว.พลังงาน พบว่า ส่วนใหญ่ 41.17% ระบุว่าควรถูกปรับออก เพราะไม่มีผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ อยากได้บุคคลที่ตรงกับตำแหน่งเข้ามาทำงานมากกว่า, 36.05% ระบุว่าไม่ควรถูกปรับออก เพราะผลงานที่ผ่านมายังดีอยู่ อยากให้โอกาสอยู่ในตำแหน่งต่อเพื่อดูผลงานต่อไป และ 19.26% ระบุว่าไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกฯ &amp;nbsp;
ปชช.ยังหนุน&amp;quot;ลุงตู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ออกจากตำแหน่ง รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่า ส่วนใหญ่ 37.73% ระบุว่าไม่ควรถูกปรับออก เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ควรให้โอกาสดำรงตำแหน่งต่อไปก่อน, &amp;nbsp;36.45% ระบุว่าควรถูกปรับออก เพราะผลงานยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร ไม่มีการพัฒนา ไม่มีประสิทธิภาพ และ 20.78% ระบุว่าไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ ของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 44.44% ระบุว่าไม่เหมาะสม เพราะยังขาดประสบการณ์การทำงานทางด้านเศรษฐกิจ ผลงานยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร และการทำงานยังสู้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเดิมไม่ได้ รองลงมา 32.45% ระบุว่าเหมาะสม เพราะมีความสามารถแจกแจงปัญหาได้ชัดเจน มีเหตุมีผล และอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ถ้าวันนี้เลือกตั้งพรรคใดชนะ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,075 ตัวอย่าง &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ค. เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นภายหลังจากที่ พปชร.เปิดเผยคนที่จะให้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 67.3% ระบุแย่ลงกว่าทีมเดิม ในขณะที่ 32.7% ระบุว่าดีกว่าทีมเดิม ตามลำดับ เมื่อสอบถามถึงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหาวิกฤติต่างๆ ของประเทศและประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 56.9% สนับสนุน ในขณะที่ 43.1% ไม่สนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึง ส.ส.ของพรรคการเมืองที่เคยเลือกในการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี &amp;nbsp;2562 พบว่า 18.9% ระบุพรรคเพื่อไทย, 16.6% ระบุพรรคพลังประชารัฐ, 15.1% ระบุพรรคอนาคตใหม่, 11.7% ระบุพรรคประชาธิปัตย์, 7.2% ระบุพรรคภูมิใจไทย และ 2.6% ระบุพรรคชาติไทยพัฒนา ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อถามถึง ส.ส.ของพรรคการเมืองที่จะเลือกถ้าวันนี้เลือกตั้ง พบว่า 16.7% จะเลือกพรรคก้าวไกล เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากพรรคอนาคตใหม่ชื่อเดิม, 15.7% ระบุพรรคเพื่อไทย ลดลงเล็กน้อย ในขณะที่ 8.7% ระบุพรรคประชาธิปัตย์ และ 8.3% ระบุพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งทั้งสองพรรคได้รับความนิยมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ 6% อย่างไรก็ตาม จำนวนมากหรือ 41.2% ระบุอื่นๆ เช่น ต้องการเลือกพรรคการเมืองที่ทำ &amp;ldquo;การเมืองใหม่&amp;rdquo; และบางส่วนจะเลือกพรรคการเมืองอื่นๆ ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลโพลซูเปอร์โพลว่า พรรครับฟังความคิดเห็นจากผลโพล แต่ก็ต้องสะท้อนความเป็นจริง มุมมองอีกส่วนหนึ่งว่ามีข้อเท็จจริงที่พรรคได้ลงเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ได้ชื่นชอบนโยบายของพรรค ที่เมื่อเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายหลายโครงการจนเกิดผลสำเร็จที่ประชาชนได้รับประโยชน์มาก กระแสพรรคดีขึ้นโดยลำดับ พรรค จึงไม่หวั่นไหวกับกระแสต่างๆ อยากให้วัดกันที่ผลงาน วัดกันที่ผลการทำงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศ&amp;nbsp;
เชื่อจะมีม็อบไล่รัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวาระแรก ว่าเป็นการสร้างสถิติใหม่ให้ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นนายกฯ คนแรกที่จัดงบเองและใช้จ่ายงบเอง ในลักษณะชงเอง กินเอง ยาวนานติดต่อกันถึง 7 ปี รวมเป็นจำนวนสูงเงินถึง 20 ล้านล้านบาท ฉายานักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากำลังยกระดับไปสู่นักกู้แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก สะท้อนการทำงานได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ต้องกล้าเสนอแนะแก้ไขและปรับลด พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าจะทำงานแบบนิวนอร์มอล แต่ที่เห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา ไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดงบแบบเอื้อระบบรัฐราชการและพ่อค้าแบบโอลด์นอร์มอล แม้งบผ่านวาระแรกแล้ว แต่รัฐบาลน่าจะยังไม่ปรับ ครม.ได้ เพราะยิ่งปรับยิ่งเกิดแรงกระเพื่อม คนเก่าไม่อยากออก คนนอกไม่อยากเข้ามารับเผือกร้อน จะเกิดสภาพเตี้ยอุ้มค่อมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรค พท. กล่าวว่า เป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ที่จะรับมือกับวิกฤติโควิด โดยเฉพาะกองทัพที่มีการจัดซื้ออาวุธทั้งที่ควรชะลอไว้ก่อนเพื่อนำงบมาแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนนี้ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และการอำนวยความยุติธรรมแก้ความเหลื่อมล้ำ แต่เรื่องเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่าฝีมือของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ถึง เมื่อเจอวิกฤติคนก็คาดหวังต้องมีการปรับ ครม. แต่ข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจใหม่ก็ไม่เป็นที่เชื่อมั่น ยิ่งทำให้ประชาชนมองมุมกลับ เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ ลากประเทศไปสู่ภาวะล้มละลาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางออกมาทางเดียวคือต้องเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลนี้เป็นเสียงข้างมากที่ไม่ชอบธรรม เพราะมีการดึงงูเห่าเข้าไป ฝ่ายค้านจึงทำอะไรไม่ได้ องค์กรอิสระต่างๆ ก็ยังเป็นที่สงสัยในแง่ความยุติธรรม จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงคือประชาชนต้องออกมาเรียกร้องเอง และจะเป็นที่มาของม็อบต่างๆ ที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คิดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน&amp;quot; พล.ท.ภราดรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามักเห็น พล.อ.ประยุทธ์ชอบพูดว่าประเทศไทยต้องมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แต่หลังจากศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 64 ก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ร่างงบประมาณดังกล่าวจะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพราะการยึดโจทย์เดิมๆ ไม่ได้ปรับให้เหมาะกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และยังใช้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณแบบเก่าๆ ไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งหลังโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์คงเหลือแค่ 2 ทางออก คือปรับ ครม.ใหม่ทั้งชุด หรือยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ
จ้องตัดงบซื้ออาวุธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะ กมธ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2564 กล่าวถึงการเตรียมการพิจารณาเม็ดเงิน และโครงการต่างๆ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวว่า เราต้องต่อรองกับฝากรัฐบาลว่างบหลังสถานการณ์โควิดที่ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและไม่เป็นประโยชน์จะต้องตัดออก รวมไปถึงงบประมาณที่ใช้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เราจะขอตัดทั้งหมด เพื่อนำเงินมาใช้แก้ไขปัญหาที่จำเป็นจริงๆ และอยากให้ส่วนราชการชี้แจงด้วยว่างานที่คุณตั้งไว้เกี่ยวข้องหรือแก้ปัญหายุคหลังโควิดอย่างไรบ้างด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะ กมธ.งบประมาณฯ ปี 64 กล่าวว่า กมธ.จะเริ่มมีประชุมในวันที่ 8 ก.ค.นี้ ซึ่งในหลักการต้องเลือกประธาน กมธ.และตำแหน่งต่างๆ &amp;nbsp;ที่ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าจะได้เป็นประธาน กมธ. จากนั้นคงร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบในการทำงานและรับฟังหน่วยงานต่างๆ ภายในระยะเวลาประมาณกว่า 3 เดือน ในกระบวนการร่าง พ.ร.บ.จะต้องสร้างความยุติธรรมให้ประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของภาษีอากร อยากให้การพิจารณาครั้งนี้เป็นระบบเปิดที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เสนอข้อมูล ถ้าไม่ผิดกฎหมายควรเปิดให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอด และรัฐบาล สำนักงบประมาณ ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ กมธ. และผลงานหรือการประเมินผลถึงความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.กันทรวิชัย, อ.โกสุมพิสัย และ อ.เมืองฯ จ.มหาสารคาม พร้อมคณะ โดยระบุว่า อยากเห็นงบเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจมีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งในส่วนของงบประมาณ 4 แสนล้านบาทนั้น แทนที่จะนำไปก่อสร้างถนน สร้างอาคาร สำนักงานต่างๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้ต้องปรับเปลี่ยนมาทำระบบชลประทาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังรู้สึกหวั่นวิตกกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการรับมือทางเศรษฐกิจ หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้นไป ถ้ารัฐบาลไม่สามารถระดมเม็ดเงินงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมจำนวน 4 แสนล้านบาทได้อย่างทันท่วงที ก็จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาอย่างแน่นอน จึงอยากให้รัฐบาลได้เร่งผลักดันงบประมาณจำนวน 4 แสนล้านบาท ในการฟื้นฟูออกมาให้เร็วที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70602</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชวาล นันทะสาน, นพดล กรรณิกา, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร, ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช, ราเมศ รัตนะเชวง, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, สุวิทย์ เมษินทรีย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f01d5bfb879f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วรวัจน์&#039; เปิดข้อมูล &#039;3 กระทรวง&#039; ร่วมทุบทำลายอาคารโบราณทรงคุณค่าเมืองแพร่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 - นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรคไทยรักษาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวถึงกรณีการทุบอาคารบอมเบย์ เบอร์มา จังหวัดแพร่ ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในที่สุด หลักฐานก็ปรากฏ&amp;rdquo; บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำโครงการทุกประการ &amp;ldquo;บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดแพร่ หน่วยงานในจังหวัดและท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองแพร่ อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่องเที่ยวแพร่ ดังแล้วไงครับ บรรลุวัตถุประสงค์ของท่านแล้ว ดีใจมั๊ยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสนอโครงการ นางกัญญารัตน์ ท่วมไธสง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เห็นชอบโครงการ นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กระทรวงมหาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้อนุมัติโครงการ นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กระทรวงมหาดไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในพื้นที่ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่13แพร่ ดูแลโดย นายอิศเรศ สิทธิโรจนกุล ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่13 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องรายงานการศึกษาความเหมาะสม มีรายการ รื้อถอน เพื่อสร้างใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปลง่ายๆ ผู้ดูแลสถานที่คือกระทรวงทรัพย์เห็นว่า อาคารที่ดูแลอยู่เก่า ใช้ประโยชน์เป็นสำนักงานไม่สะดวก ก็เลยอยากได้ที่ทำงานใหม่ ก็เลยแอบแฝงเจตนาโดยร่วมมือกับท่องเที่ยวอ้างคำว่า &amp;ldquo;ท่องเที่ยว&amp;ldquo; ขอใช้งบผู้ว่าCEO เริ่มตั้งแต่ปี 60 เสนอใช้งบประมาณในปี 63 รองผู้ว่าฯก็ผ่านเรื่อง ให้ผู้ว่าฯเซ็นอนุมัติ ก็เท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด อาคารโบราณสถานในจังหวัดแพร่ บอมเบย์เบอร์ม่า อายุ127ปี ในแพร่เมืองเก่าอายุกว่า 1,200 ปี (เก่าแก่ที่สุดในล้านนา) ก็ถูกทำลาย โดยข้าราชการที่ไม่ได้เป็นคนจังหวัดแพร่ อยากได้อาคารใหม่ เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีโบราณสถานที่เป็นบ้านเก่าของเอกชนที่เขารักษา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช่น บ้าน 100 ปี บ้านวงค์บุรี ที่ประชาชนขอเข้าไปเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย แต่อาคารโบราณสถานเก่าแก่ ที่อยู่ในมือส่วนราชการอีกหลายแห่ง เช่นพิพิธภัณฑ์ไม้สักแพร่ ภายในบริเวณโรงเรียนป่าไม้แพร่ กำแพงเมืองรูปหอยสังข์ แห่งเดียวของโลก ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของกรมป่าไม้ กรมอุทยาน กระทรวงทรัพย์ บางส่วนอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย สำหรับคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ โชคดีที่ดูแลโดยอบจ.แพร่ มีคนท้องถิ่นโดยนายอนุวัธ วงค์วรรณเป็นผู้ดูแล ก็เลยยังสวยงามเป็นมิ่งขวัญให้คนไทยและคนจังหวัดแพร่ชื่นชมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ อาคารโบราณสถานใน&amp;rdquo;แพร่เมืองเก่า1,200ปี&amp;rdquo; อีกจำนวนมากที่ถูกยึดอยู่ในมือส่วนราชการ จะทำอย่างไร ให้อยู่รอดปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทย์นี้ คงต้องขอให้คนไทยทุกคนช่วยแสดงความคิดเห็นแล้วครับ ทุก 1 เสียงของท่านที่จะได้ช่วยกรุณาปกป้อง จะช่วยต่อชีวิตให้อาคารโบราณสถานอีกจำนวนมาก ได้ถูกรักษาเอาไว้เป็นสมบัติของลูกหลาน และเพื่อ &amp;ldquo;การท่องเที่ยวที่แท้จริง&amp;rdquo;ต่อไปได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69062</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.แพร่, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, ส.ส.แพร่, อาคารบอมเบย์ เบอร์มา, อาคารโบราณเมืองแพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb1424028fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยโวยหั่นโควตากมธ. ตรวจสอบเป็นเสียงข้างน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์วงถกกรรมาธิการฯ โอนงบกลับจากกระทรวงกลาโหมกว่า 17,000 ล้าน แฉทหารแทรกแซงเดินเก็บเอกสารกลับคืนเกลี้ยงห้องประชุม ชี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ กมธ. &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; โวยถูกลดโควตา กมธ.สามัญกลายเป็นเสียงข้างน้อยในหลายคณะ กระทบการทำงานตรวจสอบรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.63 ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย จากส่วนราชการกลับเข้าสู่งบกลางเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 โดยกรรมาธิการจากซีกพรรคฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม ลงมาแถลงเปิดเผยถึงปัญหาและอุปสรรคการทำงานของคณะกรรมาธิการ ที่ไม่สามารถพิจารณาปรับลดงบประมาณในวงเงิน 88,000 &amp;nbsp;ล้านบาทได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รองประธานกรรมาธิการฯ แถลงว่า การพิจารณาปรับลดงบประมาณรายจ่ายจากหน่วยงานต่างๆ ครั้งนี้ มีการตัดงบหลายโครงการที่มีความจำเป็นมาไว้ที่งบกลาง ไม่สามารถนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินมาทดแทนได้ ประกอบกับงบประมาณที่มีการโอนกลับมาให้รัฐบาล ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่ยังมีปัญหาสถานการณ์โควิด-19 และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่จะต้องเร่งฟื้นฟู ประกอบกับในรายละเอียดงบประมาณก็ไม่ชัดเจน มีเพียงเอกสาร 2 แผ่นที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ จึงอยากให้รัฐบาลรับฟังความเห็นปรับโอนงบประมาณจากโครงการที่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์กล่าวต่อว่า ในส่วนการพิจารณางบประมาณที่มีการโอนกลับจากกระทรวงกลาโหมกว่า &amp;nbsp;17,000 ล้านบาทนั้น ระหว่างการชี้แจงจากผู้แทนกระทรวงกลาโหมได้ให้เอกสารที่มีหัวเอกสารระบุว่าเป็นเอกสารลับ และระหว่างที่พิจารณาไม่นานก็มีนายทหารมาเดินเก็บเอกสารกลับคืนทั้งหมด จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นและไม่น่าจะอยู่ในชั้นความลับ เพราะเป็นงบประมาณที่ถูกปรับโอนไว้ ประกอบกับเป็นสิทธิของกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญ ที่สามารถเรียกข้อมูลดังกล่าวได้ แต่นายวราเทพ รัตนากร ในฐานะประธานในที่ประชุม ก็ไม่อนุญาตให้เรียกเอกสารจากกระทรวงกลาโหมอีก ถือเป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่อย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กรรมาธิการวิสามัญ กล่าวว่า การพิจารณางบของกระทรวงกลาโหมไม่มีรายละเอียดเปิดเผยที่ชัดเจน รู้สึกเป็นงบประมาณที่ไม่สามารถแตะต้องได้ &amp;nbsp;มีการอ้างว่าเป็นชั้นความลับมาก ต้องเซ็นลายมือชื่อทุกครั้งที่รับ และเก็บเอกสารคืนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้ครบถ้วน รวมถึงข้อมูลการโอนงบประมาณส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้ต้องมีหนังสือถึงประธานกรรมาธิการเพื่อขอเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงรายละเอียดด้วยตัวเองแทน แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากประธาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการวิสามัญสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การให้เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยมาเรียกเก็บเอกสารกลางที่ประชุมเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ จึงฝากติงถึงผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการพิจารณากรรมาธิการจะต้องเขียนรายงานข้อสังเกต จำเป็นต้องมีเอกสารรายละเอียดมาประกอบการพิจารณา เพื่อดูว่าเหตุใดหน่วยรับงบประมาณยอมตัดงบประมาณคืนกลับมาที่งบกลาง ทั้งที่งบประมาณบางส่วนก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะงบด้านบุคลากรทางการแพทย์ งบประมาณด้านสาธารณสุข จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อกรรมาธิการ &amp;nbsp;ในฐานะผู้ที่จะนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ แต่ในกรรมาธิการพยายามบ่ายเบี่ยง อ้างว่าการพิจารณา &amp;nbsp;พ.ร.บ.งบประมาณปกติจะไม่มีการเชิญคณะรัฐมนตรีมาชี้แจง ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายปกติ &amp;nbsp;และเพิ่งมีการตั้งคณะกรรมาธิการเป็นฉบับแรก เพราะ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 4 ฉบับที่ผ่านมาผ่านการลงมติโดย สนช.ในยุคเผด็จการ จึงไม่มีการตั้งกรรมาธิการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากปัญหาทั้งหมดจึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้คณะกรรมาธิการไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องรอว่ากระทรวงกลาโหมจะมีการส่งเอกสารมาให้กรรมาธิการอีกครั้งหรือไม่ หรือนายกรัฐมนตรีจะมาชี้แจงด้วยตัวเองได้หรือไม่ เบื้องต้นได้หารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ข้อสรุปว่ายังไม่มีการบรรจุเป็นวาระเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ในสัปดาห์นี้ได้ เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิดเกินไปและยังไม่มีความชัดเจนหลายเรื่อง แต่ก็ไม่อยากให้เกินสัปดาห์หน้าเพราะเป็นงบประมาณที่มีความจำเป็น&amp;quot; นายเรืองไกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 10 มิ.ย.จะมีการพิจารณาตั้ง กมธ.สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นผลมาจากกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่และกรณีมี ส.ส.เสียชีวิต จึงต้องปรับโครงสร้างกันใหม่ เรื่องนี้ฝ่ายค้านกังวลเพราะโดยประเพณีแล้ว กมธ.ที่จะปรับโครงสร้างใหม่เป็นชุดที่ตรวจสอบการทำงานฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นโควตาดังกล่าวต้องตกเป็นของฝ่ายค้าน เช่น กมธ.ป.ป.ช., กมธ.ติดตามการใช้งบประมาณ แต่มีการเจรจากันยากเพราะฝั่งรัฐบาลก็ต้องการเติมคนเข้ามา ทราบว่าจะเติมเบอร์ใหญ่เข้ามา ทำให้สัดส่วนโครงสร้างเปลี่ยน ทำให้ฝ่ายค้านกลายเป็นเสียงข้างน้อยใน กมธ. โดยเฉพาะใน กมธ.ป.ป.ช.จะตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ เขี้ยวเล็บกลไกการสอบฝ่ายค้านจะพิการทันที เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับ กมธ.หลายคณะที่ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ. เพราะสมาชิกใน กมธ.เป็นฝ่ายรัฐบาลเยอะกว่า ในสัดส่วนที่ประธาน กมธ.ของฝ่ายค้านแทบจะทำงานไม่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายค้านเป็นห่วงว่า กมธ.ตรวจสอบใน กมธ.จะทำไม่ได้ จึงคิดว่าต้องเจรจากันและจะขอหารือกับประธานสภาในที่ประชุมด้วย เพราะถ้าปล่อยให้เป็นสภาพเช่นนี้ กมธ.ชุดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลจะทำงานไม่ได้ ทำให้ไม่มีหลักการถ่วงดุล&amp;quot; นายสุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาแต่งตั้ง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง แทนนายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.ชาติไทยพัฒนา ที่ลาออกจาก กมธ.ว่า โควตา กมธ.ที่จะมาแทนนายจุลพันธ์ควรเป็นของฝ่ายค้าน เพราะเดิมนายจุลพันธ์ เป็นอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แต่เมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่จึงย้ายไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา &amp;nbsp;ก่อนที่นายจุลพันธ์จะลาออกจาก กมธ.ป.ป.ช. ดังนั้นควรคืนโควตาเดิมให้พรรคฝ่ายค้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรัจชัยกล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านเสียเปรียบมากใน กมธ.ป.ป.ช. จากเดิมที่เคยเป็นเสียงข้างมาก ใน กมธ.มี 8 เสียง ฝ่ายรัฐบาลมี 7 เสียง ต่อมานายจารึก ศรีอ่อน และนายจุลพันธ์ อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ย้ายไปอยู่ฝ่ายรัฐบาล ทำให้ฝ่ายค้านกลายเป็นเสียงข้างน้อยทันทีใน กมธ. เหลืออยู่ 6 เสียง &amp;nbsp;ทำอะไรแทบไม่ได้ ถ้ารอบนี้ฝ่ายรัฐบาลได้โควตา กมธ.แทนนายจุลพันธ์ที่ลาออกไป ฝ่ายรัฐบาลจะมีเสียงข้างมากใน กมธ.เป็น 9 เสียง แต่ฝ่ายค้านมี 6 เสียง ถือว่าไม่ควรอย่างยิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กมธ.ป.ป.ช.มีบทบาทสูงในการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ควรให้การเมืองเข้ามาแทรก ถ้าเสียงฝ่ายค้านใน กมธ.ถูกถ่างมากขึ้น การทำงานตรวจสอบรัฐบาลจะลำบากขึ้น ขณะนี้วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านกำลังเจรจากันอยู่ว่าโควตา กมธ.ที่ว่างลงควรตกเป็นของฝ่ายใด&amp;quot; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรัจชัย พันธุมาศ, วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบญจา แสงจันทร์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf903b61808.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
