<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีวีรับเทรนด์โลกลดปล่อยคาร์บอน  GPSCคิกออฟรง.แบตเตอรี่มุ่งสู่พลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านพลังงานที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ โดยประเทศส่วนใหญ่ในโลกได้ให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ในปี พ.ศ.2593 ขณะที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันแผนพลังงานแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้สอดรับกับทิศทางด้านพลังงานของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และที่สำคัญต้องสอดรับกับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV-อีวี) จึงถือเป็นตัวเลือกสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัดว่ามีการใช้รถอีวีตามท้องถนนมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ากำลังการผลิตรถอีวีโลกน่าจะพุ่งแตะ 22.7 ล้านคันในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดรถอีวีที่ตามมาว่าน่าจะมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของประเทศ โดยพุ่งเป้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก มีเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะทั้งสิ้น 725,000 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์จะมีการผลิตทั้งสิ้น 675,000 คัน คิดเป็น 30% ของการผลิตในปี 2573 รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่เพื่อตอบสนองการผลิตในประเทศด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ดังนั้นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV) ถือว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมให้รองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมผลักดันเศรษฐกิจ ดังนั้นการเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัยในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรักษาจุดยืนการเป็นผู้นำฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค และต่อยอดเปลี่ยนผ่านตัวเองเข้าสู่เทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ผ่านมา บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC เปิดโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ด้วยเทคโนโลยีเซมิโซลิดแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ GPSC กล่าวว่า โรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MW) ด้วยทุน 1,100 ล้านบาท และในอนาคตจะขยายขึ้นเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;โรงงานแห่งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมด้านพลังงานของไทยที่จะมุ่งไปสู่ทิศทางพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต เพื่อนำมาสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero emission) ตามเป้าหมายของรัฐบาล&amp;quot; นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ GPSC กล่าวว่า ตามเป้าหมายของ GPSC ที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 8,000 เมกะวัตต์สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานทดแทน &amp;nbsp;ด้วยนวัตกรรมการผลิตแบตเตอรี่เซเซมิ-โซลิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตของบริษัท 24 เอ็มเทคโนโลยี จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการผลิตและจัดจำหน่าย โดยโรงงานดังกล่าวจะผลิตจีเซลล์ (G-Cell) แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต ที่มีจุดเด่นในเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า รวมทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ง่ายเมื่อแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน จึงเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของบริษัทนั้นเป็นกลุ่ม ปตท. กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SME) รวมไปถึงผู้ประกอบการที่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบของสินค้า โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ผลิตและใช้งานระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมกับจุดแข็งของจีเซลล์แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินงานครั้งนี้จะเสริมสร้างความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งจะสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ และเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนคนไทยตามนโยบายรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแผนการลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดกิกะสเกล (Giga-scale) โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 2 ปีข้างหน้า และขยายเป็น 5 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า ก่อนขยายสู่กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 10 ปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท ส่วนพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานดังกล่าวได้ภายในปี 2565 เบื้องต้นศึกษาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และใกล้โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 30 เมกะวัตต์แรกนั้น จะผลิตป้อนความต้องการในประเทศเป็นหลัก เบื้องต้นหาเทียบเท่าความสามารถในการป้อนรถตุ๊กๆ ได้ 3,000 คัน หรือรถบัส 150 คันต่อปี โดยในอนาคตมีแผนส่งออกแบตเตอรี่ด้วย
เดินหน้าโรงงานผลิตแบต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ดำเนินการภายใต้บริษัทย่อยชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ATT ระยะที่ 1 ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบการทำงานของเครื่องจักรทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มการผลิตจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในระยะแรกจะจำหน่ายแบตเตอรี่ไปยังกลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าภายในกลุ่มของบริษัท เช่น รถบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า หลังจากนั้นจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตส่วนถัดไป เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยจัดตั้งบริษัท ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด หรือ BEV เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา และให้บริการทดสอบและรับรองคุณภาพของแบตเตอรี่ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111863</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA), พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถบัสไฟฟ้า, วรวัฒน์ พิทยศิริ, โรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่), ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_610677ab954c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC ทุ่มงบ 14,825 ล้านบาท ถือหุ้น 41.6% โรงไฟฟ้าโซลาร์อินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค. 2564 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ จีพีเอสซี ถือหุ้น 100% ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าลงทุนใน Avaada Energy Private Limited (Avaada) หนึ่งในบริษัทพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของประเทศอินเดีย โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 14,825 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนประมาณ 41.6% ของทุนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบัน Avaada มีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 3,744 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วประมาณ 1,392 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวนประมาณ 2,352 เมกะวัตต์ โดยจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี พ.ศ.&amp;nbsp;2564 - 2565&amp;nbsp;และมีเป้าหมายการเติบโตถึง 11,000 เมกะวัตต์ ในปี 2568 ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถรับรู้ผลการดำเนินงานจากการลงทุนดังกล่าวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การร่วมลงทุนในกิจการนี้ ถือเป็นขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของบริษัท ที่ทำให้มีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 2,145 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 32% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 6,613 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มขึ้นตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของบริษัท Avaada ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนของกลุ่ม ปตท. ให้ถึง 8,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 นำไปสู่การพัฒนาพลังงานอนาคตอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป&amp;quot;นายวรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนครั้งนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ในการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศของกลุ่ม GPSC ซึ่งได้เล็งเห็นถึงศักยภาพการลงทุนใน Avaada ซึ่งมีเป้าหมายการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในอนาคต สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าในประเทศอินเดียที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเมื่อโครงการดำเนินการเต็มกำลังการผลิตในปี 65 คาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 4.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศอินเดีย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109685</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีพีเอสซี, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, วรวัฒน์ พิทยศิริ, โซลาร์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fd7328402d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;GPSC&#039; ผนึก 9 บริษัทรถอีวีพัฒนาแบตเตอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ 9 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาต้นแบบชุดแบตเตอรี่ และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่นำเทคโนโลยี Semi-Solid ของ GPSC หรือ G-Cell มาพัฒนาต่อยอด เพื่อติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (อีวี) ประเภทจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้า ในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านความปลอดภัย การระบายความร้อน และการลดเวลาการอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฟฟ้าในสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบความร่วมมือครั้งนี้ มีแผนดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาต้นแบบของแบตเตอรี่และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่ครอบคลุมในข้อกำหนดด้านต่างๆ ทั้งในคุณสมบัติการพัฒนาแบตเตอรี่ การออกแบบองค์ประกอบของเซลล์แบตเตอรี่ ระยะที่ 2 ความร่วมมือทางด้านการผลิตชุดแบตเตอรี่ต้นแบบ ที่จะนำไปติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ โดยการใช้ร่วมกับเทคโนโลยี IoT และ ระยะที่ 3 จะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดจำหน่ายชุดแบตเตอรี่ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101250</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), พัฒนาแบต, รถอีวี, วรวัฒน์ พิทยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fd7328402d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2020 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2020 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.เปิดตัวธุรกิจให้บริการซื้อ - ขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 พ.ย.2563 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการรับรองจาก The International REC Standard (I-REC Standard) ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาให้เป็นตัวแทนให้บริการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนทั้งในส่วนของการขอใบรับรองฯ และการซื้อขายใบรับรองฯ ในรูปแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) รายแรกของประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทผู้ประกอบการในประเทศไทยและบริษัทต่างประเทศที่มีโรงงานหรือสถานประกอบการในประเทศไทยและ/หรือภูมิภาคอาเซียน รวมถึงบริษัทที่มีความสนใจมีส่วนร่วมในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในชุมชน เช่น โซลาร์ชุมชน (community solar) เป็นต้น โดยได้เริ่มมีลูกค้าใช้บริการการซื้อ &amp;ndash; ขายพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปตท. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม ReAcc (Renewable Energy Acceleration Platform) ผ่านการใช้ระบบบล็อกเชนที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน รองรับการซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate หรือ REC) การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Corporate Power Purchase Agreement หรือ CPPA) และการใช้พลังงานหมุนเวียนกับรถยนต์ไฟฟ้า &amp;nbsp;ซึ่งการพัฒนาธุรกิจดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ปตท. ในการนำเทคโนโลยีที่เกิดจากการผสมผสานด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และดิจิทัล ในทุกมิติของกระบวนการดำเนินงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือ Technology for All&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แพลตฟอร์ม ReAcc ริเริ่มโดยทีมนวัตกรรมของปตท. (PTT ExpresSo) และเป็นฝีมือของนักพัฒนา software คนไทยร่วมกับ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านบล็อกเชนในภาคพลังงานระดับโลก โดยแพลตฟอร์มใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้พลังงานหมุนเวียนให้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทศไทยในอนาคต &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการเชื่อมต่อสองทิศทางระหว่างบริษัทผู้ซื้อและบริษัทผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียน รวมถึงส่งเสริมให้เกิดโอกาสในการลงทุนธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นใหม่ภายในประเทศ เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายวรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารธุรกิจ ReAcc ดำเนินการภายใต้ บริษัท อัลฟ่าคอม จำกัด ซึ่ง ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ดังกล่าวในอัตราร้อยละ 100 โดยได้เปิดให้บริการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนเพื่อขอใบรับรองฯ และซื้อขายใบรับรองฯ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประกาศรับรองการใช้พลังงานทดแทนระดับนานาชาติ หรือ The International REC Standard (I-REC Standard) แบบครบวงจรแล้ว และจะเปิดให้บริการแพลตฟอร์ม ReAcc อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2021 โดยสามารถดูข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.reacc.io&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84869</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), พลังงานหมุนเวียน, วรวัฒน์ พิทยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201124/image_big_5fbcb70f51f9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC แต่งตั้ง “วรวัฒน์ พิทยศิริ”เป็น CEO คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย. 2563 บอร์ด GPSC ประกาศแต่งตั้ง นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ มีผล 1 ธ.ค. 2563 เดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานเพื่อความยั่งยืนในระดับสากล เตรียมพร้อมขยายการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยี New S-Curve ตอบโจทย์ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ &amp;nbsp;GPSC &amp;nbsp;ได้แจ้งมติคณะกรรมการบริษัทฯ นัดพิเศษครั้งที่ 13/2563 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ที่ได้รับทราบการลาออกของนายชวลิต ทิพพาวนิช จากตำแหน่งกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC &amp;nbsp;มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 และได้อนุมัติการแต่งตั้งให้นายวรวัฒน์ พิทยศิริ &amp;nbsp;ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC คนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าว เพื่อให้การบริหารงานของ GPSC ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดย นายวรวัฒน์ พิทยศิริ &amp;nbsp;มีคุณสมบัติครบถ้วน พร้อมด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของ GPSC &amp;nbsp;ในฐานะบริษัทผลิตไฟฟ้าชั้นนำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนในระดับสากล และแกนนำในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ที่มีเป้าหมายในการขยายธุรกิจ โดยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่การสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่อก้าวสู่ธุรกิจ S-Curve ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัฒน์ พิทยศิริ อายุ 54 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และได้ร่วมงานกับกลุ่ม ปตท. มากว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกลุ่ม ปตท. อาทิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ แผนกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;ปตท. ปฎิบัติงาน Secondment ตำแหน่ง President บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท &amp;nbsp;บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมเคมี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารทั้งในและต่างประเทศ อาทิ หลักสูตร &amp;nbsp;Direct Certification Program (DCP) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) &amp;nbsp;หลักสูตร NIDA-Wharton Exclusive Leadership program จาก The Wharton School of the University of Pennsylvania, USA &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีอีโอ GPSC, บอร์ด GPSC, วรวัฒน์ พิทยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201106/image_big_5fa4ff74207ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
