<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;วราวิช&quot;ลาออกที่ปรึกษารมว.ศธ.&quot;ครูตั้น&quot;ระบุเป็นเหตุผลส่วนตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.ม.ค.64- &amp;ldquo;วราวิช&amp;rdquo; ยื่นหนังสือ ลาออกจากตำแหน่ง &amp;ldquo;ที่ปรึกษา รมว.ศธ.&amp;rdquo; &amp;ldquo;ณัฏฐพล&amp;rdquo; เผย เป็นเหตุผลส่วนตัว ยัน ไม่มีการร้องเรียน หรือความขัดแย้งในการร่วมงาน เชื่อ การขับเคลื่อน นโยบายการศึกษายกกำลังสองไร้ปัญหา

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศธ.ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ตนทราบสาเหตุของการตัดสินใจลาออก เป็นเหตุผลส่วนตัวของ นายวราวิช ที่ต้องการจะหยุดการทำงานกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งนี้ตนต้องขอขอบคุณ นายวราวิช ที่ตั้งใจทำงานด้านการศึกษา เพราะที่ผ่านมา นายวราวิช มีความตั้งใจในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาร่วมกับนโยบายของตนอย่างเต็มที่ ซึ่งต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของตนที่จะดำเนินการการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวเข้ามาทดแทนต่อไป และต้องยอมรับว่าถือเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะหาคนที่มีความพร้อมและมีความเข้าใจ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาและต้องมีความเข้าใจในบริบทของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เพราะตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นตำแหน่งทางการเมืองจึงต้องใช้ระยะเวลาในพิจารณาคัดเลือก ดังนั้นหากได้ผู้ที่มีเหมาะสมก็ต้องนำรายชื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากกรณีที่ นายวราวิช ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.ศธ. ไม่ได้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาใช่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ไม่มีการร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น รวมถึงไม่มีความขัดแย้งในการร่วมงานกับตน และไม่ได้มีการท้วงติงจากในพรรคพลังประชารัฐ แต่ประเด็นที่ นายวราวิช ยื่นใบลาออกมาจากเหตุผลส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนนโยบายการศึกษายกกำลังสองที่มีรายละเอียดของการทำงานที่ นายวราวิช ดูแลอยู่ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ Human Capital Excellence Center (HCEC) &amp;nbsp;แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ Digital Education Excellence Platform (DEEP) นั้น ตนคิดว่าจะไม่มีผลกระทบ เนื่องจากเรื่องนี้ตนรับมาดูแลเองทั้งหมดแล้ว ซึ่งเป็นการสานต่องานที่ นายวราวิช ดำเนินการไว้แล้วก่อนหน้านี้ อีกทั้งตนได้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลจึงไม่มีปัญหาในการขับเคลื่อนงานอย่างแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89417</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, วราวิช กำภู ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff424d661f77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเทอม1ก.ค. &#039;3.1หมื่น&#039;รร.เรียนพร้อมกันได้ อีก&#039;4.5พัน&#039;แห่งต้องสลับกันมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงว่า กรมอนามัยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการออกคู่มือการปฏิบัติของสถานศึกษา เพื่อเป็นมาตรการเตรียมความพร้อมตามข้อกำหนดกรมอนามัย 20+24 ข้อ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีการคัดกรองสุขภาพ ตรวจสอบการสวมหน้ากาก ล้างมือ จัดเตรียมสบู่ แอลกอฮอล์ ทำความสะอาด เว้นระยะห่าง&amp;nbsp; และลดความแออัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโรงเรียนที่สามารถจัดห้องเรียนเว้นระยะห่างไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร นักเรียนมาเรียนพร้อมกันได้ทั้งหมดมี 31,000 โรงเรียน ทั้งรัฐ นานาชาติ และอาชีวศึกษา&amp;nbsp; ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถมาเรียนพร้อมกันได้และต้องจัดให้สลับกันมาเรียนมีจำนวน 4,500 โรงเรียน ซึ่งในส่วนนี้คนที่ไม่มาเรียนที่โรงเรียน ก็ให้เรียนทางออนแอร์หรือออนไลน์ที่บ้าน โดย 4,500 โรงเรียน จะมีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 5 รูปแบบ 1.เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน 2.สลับวันคี่/คู่ 3.เรียนผสม 4.สลับเรียนและ 5.สลับเช้า-บ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มี 7 ประเด็นที่มีข้อห่วงใย 1.รถโรงเรียน ที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบงบประมาณให้โรงเรียนไปจัดหาซื้อรถโรงเรียนเพิ่มเติม 2.เด็กเล็ก​ ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กนอกจากมีครูประจำแล้วก็จะมีครูผู้ช่วยในการดูแล รวมการจัดให้เด็กนอนห่างกัน 1.5 เมตร หันเท้าชนกัน และไม่สวมหน้ากากระหว่างนอน 3.การรับประทานอาหารกลางวัน ให้แบ่งเป็น 4 ผลัด โดยผลัดละ 30 นาที 4. ในเรื่องการสอบ&amp;nbsp; กระทรวงศึกษาธิการจะมีการประกาศภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ว่าจะต้องสอบหรือไม่ แต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรณีปิดโรงเรียน ให้มีการคัดแยกคนที่มีอาการ แจ้งผู้ปกครอง แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบ โดยหากไม่พบก็สามารถเปิดโรงเรียนได้ตามปกติ แต่หากพบว่ามีคนติดเชื้อให้ปิดโรงเรียน 3 วันเพื่อทำความสะอาด ผู้ใกล้ชิดหยุด 14 วัน 6.ศบค.ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาฯ อยากให้มีการใช้ ไทยชนะ ซึ่งส่วนหนึ่งทำได้ อีกส่วนหนึ่งจะให้ครูจดรายชื่อเด็กที่มาเรียน และ7.โรงเรียนชายขอบ ที่เด็กจะข้ามชายแดนเข้ามาเรียน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เปิดให้เข้ามาเรียน ซึ่งปัญหานี้โรงเรียนตามชายขอบได้มีการประสานกับตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเอาใบงานไปใส่ในกล่อง และเด็กนักเรียนมาเอาใบงานและทำการบ้านมาใส่กล่องโดยไม่ต้องเจอกัน ส่วนการเรียนการสอนก็เรียนทางโทรทัศน์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69377</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.1หมื่นแห่ง, รร., วราวิช กำภู ณ อยุธยา, ศธ., เปิดเทอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef04eabba6a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;วราวิช&quot;อึ้ง!3กลไกหน่วยงานตรวจสอบศธ. ข้อมูลไม่เชื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15มิ.ย.63-&amp;quot;วราวิช&amp;rdquo; เผย ผลหารือตัวแทนกลุ่มศึกษานิเทศก์ กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ พบ การทำงานที่ขาดการเชื่อมต่อข้อมูล สั่งสรุปเนื้องาน บทบาทหน้าที่ ขอบเขตงานรับผิดชอบใหม่ หวังสร้างเส้นทางการทำงานที่ชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้การปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ดำเนินการเรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นในส่วนโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ขอจัดตั้งอาชีวศึกษาภูมิภาค 6 ภาค โครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดตั้ง อ.ก.ค.ศ.สพฐ. และ อ.ก.ค.ศ.จังหวัด ซึ่งในส่วนของโครงสร้าง สพฐ.นั้น ก็จะมีการไปปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนั้นภาพรวมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ครั้งนี้ถือว่าทุกอย่างได้ดำเนินการใกล้เสร็จสมบูรณ์ โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค และตนเชื่อว่าการปรับโครงสร้างจะส่งผลให้การขับเคลื่อนงานการศึกษาลดความซ้ำซ้อนลงได้ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวิช กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานของกลุ่มศึกษานิเทศก์ กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) นั้น ตนได้มีการหารือร่วมกับตัวแทนของทั้ง 3 กลุ่มงานแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่ขาดการเชื่อมต่อข้อมูล ดังนั้น ตนจึงให้กลับไปสรุปข้อมูลมาใหม่ว่าเนื้องานใดที่เป็นบทบาทหน้าที่ขอบเขตงานรับผิดชอบของกลุ่มงานศึกษานิเทศก์ กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศบ้าง เช่น ที่ผ่านมาเหมือนงานทุกอย่างจะมาลงที่ศึกษานิเทศก์หมด ส่วนงานตรวจสอบภายในของ สพท.ก็ต้องทำข้อมูลส่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สพฐ. เป็นต้น โดยต่อจากนี้ไปทั้ง 3 กลุ่มงานจะมีเส้นทางการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้นไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68716</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลไกตรวจสอบศธ., ข้อมูลไม่เชื่อมโยง, วราวิช กำภู ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad2b410fbbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แฮปปี้เอ็นดิ้ง&quot; โครงสร้าง ศธ.ไม่มีอะไรเปลี่ยน ศธจ.-สพท.อยู่ครบ แถมไม่มีงานทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
31 ม.ค.63-นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังได้มออบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อพิจารณาเนื้องานต่างๆ โดยที่ประชุมมีข้อสรุปว่า ไม่มีงานใดของคณะกรรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่ (สพท.) ทับซ้อนกัน ส่วนกลุ่มงานสีเทาที่ไม่สามารถแบ่งกันได้อย่างชัดเจนนั้น หลังจากที่มีการวิเคราะห์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย พบว่า ไม่มีกลุ่มงานสีเทาที่ไม่สามารถแบ่งงานกันได้ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานในพื้นที่สามารถบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาได้อย่างเต็มที่ โดยเนื้องานใดที่เกี่ยวข้องกับ กศจ.ก็ให้กศจ.ดำเนินการ และหากงานใดเป็นหน้าที่ของ สพท.ก็ให้สพท.ดำเนินการ ดังนั้นจึงถือว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่มีเรื่องใดที่ไม่ลงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวิช กล่าวต่อว่า ส่วนการแต่งตั้งบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นบุคลากรที่ขึ้นตรง กับ สพฐ. แต่ขณะนี้แต่งตั้งโยกย้ายโดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จึงทำให้เกิดปัญหา ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติแล้วว่า บุคลากรของหน่วยงานใด ก็ต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดนั้นเป็นผู้มีอำนาจเลื่อน ลด ปลด ย้ายได้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งก็คือให้ สพฐ.เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายได้ แต่การโยกย้ายนั้นจะให้พิจารณาในภาพรวมระดับจังหวัด อาทิ จังหวัดที่มีเขตพื้นที่ 8 เขต ก็ให้พิจารณาโยกย้ายครู ผู้บริหารข้ามเขตพื้นที่ได้ภายในจังหวัด กรณีที่ย้ายข้ามจังหวัดให้เสนอเรื่องมาที่ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นในโยกย้ายข้าราชการ สพฐ.ก็รับไปปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตาม ถือว่าข้อสรุปทั้งหมดได้ประโยชน์ทุกฝ่ายโดยไม่ส่งผลกระทบกับใครทั้งสิ้น และมาถึงจุดนนี้ก็ยืนยันได้ว่าไม่มีการยุบทั้ง กศจ.และ สพท.อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55964</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโครงสร้างศธ., วราวิช กำภู ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad2b410fbbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกแรก ปฎิรูปโครงสร้างศธ. เคาะคืนอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายให้หน่วยงานต้นสังกัด รูปแบบกลุ่ม เขตพื้นที่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24ม.ค.63-นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มต้นการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในส่วนของศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เช่น การยุบหรือไม่ยุบตำแหน่ง การตัดโอนอัตราตำแหน่งกลุ่มงานศึกษานิเทศก์ ประชาสัมพันธ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น &amp;nbsp;ดังนั้นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปว่าให้มีการตั้งคณะทำงานระหว่างสำนักงานปลัด ศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขึ้น เพื่อวางแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยคณะทำงานของทั้ง 2 หน่วยงานจะนำปัญหาและเนื้องานมาดูในรายละเอียดว่ากลุ่มงานไหนที่ทำงานซับซ้อนกันบาง โดยแบ่งการจัดหมวดหมู่ของงานออกมาให้ชัดเจน จากนั้นให้วิเคราะห์จนเหลือปัญหาที่เป็นกลุ่มสีเทาหรือกลุ่มงานที่ไม่สามารถเคลียร์ได้ลงตัวค่อยนำมาหารือร่วมกันในที่ประชุมอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในส่วนของประเด็นการอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครูนั้น ที่ผ่านมาจะเป็นอำนาจของ กศจ.เป็นผู้ดำเนินการจนทำให้บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาการร้องเรียนและต่อต้านการประท้วงของนักเรียนที่ไม่อยากได้ ผอ.โรงเรียนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ ซึ่ง สพฐ.ก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของ กศจ. ดังนั้นในเรื่องนี้ที่ประชุมจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะให้อำนาจการโยกย้ายข้าราชการให้เป็นหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยจะอยู่ในรูปแบบกลุ่มเขตพื้นในจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครู ทั้งนี้หลังจากคณะทำงานของสำนักงานปลัด ศธ.และ สพฐ.ไปวิเคราะห์กลุ่มงานร่วมกันแล้วจะนำเข้าที่ประชุมในวันที่ 31 มกราคมอีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์และเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอน&amp;rdquo;ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55409</URL_LINK>
                <HASHTAG>คืนอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายให้ต้นสังกัดเดิม, ปรับโครงสร้างศธ., วราวิช กำภู ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad2b410fbbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตามสัญญา! ม็อบศึกษานิเทศก์ ตรวจสอบภายใน 500คนบุกศธ.อีกทวงค้านย้ายไปสังกัดศธจ.ขู่ถ้ายังนิ่งเฉย จะเจอไม้แข็งกว่านี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
17ม.ค.63-เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ - กลุ่มชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศ กว่า 500 คน ได้แต่งชุดดำเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรื่องคัดค้านการโอนศึกษานิเทศก์ บุคลากรหน่วยตรวจสอบภายใน และบุคลากรกลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร จากสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปฏิบัติงานในภูมิภาคมาไว้ที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธาน ชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่ง ประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) กล่าวว่า ตามที่สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ02137 / 220 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2563 เรื่อง ขอข้อมูลอัตราตําแหน่งศึกษานิเทศก์ และตําแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายใน จาก สพฐ. เพื่อขออนุมัติโอนอัตราตําแหน่งและเงินงบประมาณแผ่นดินประจํา อัตรารวมตลอดทั้งงบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจํา และเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง ของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งศึกษานิเทศก์ และตําแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายใน จากสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปฏิบัติงานในภูมิภาคมาไว้ที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สํานักงาน ศธจ. เพื่อเสนอให้กรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคให้ความเห็นชอบในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1 /2563 ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนชน กล่าวต่อว่า จากหนังสือดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มสมาคมครู ตลอดจนพี่น้องบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) ไม่เห็นด้วย และจะขอคัดค้านจนถึงที่สุด เพราะข้อเสนอดังกล่าวเป็นการดําเนินการโดยขาดหลักธรรมมาภิบาล อาศัยอํานาจของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ท่านผู้บริหารองค์กรหลักในกระทรวง โดยไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณาและข้อเสนอแนวทางนี้เป็นอีกกลยุทธ์ หนึ่งที่ต้องการทําลาย สพท.ให้อ่อนแอ เพื่อไปสร้างความเข้มแข็งให้กับสํานักงาน ศธจ. โดยข้อเท็จจริงคุณภาพการศึกษาจะบังเกิดผลได้ก็โดยการปฏิรูปการเรียนการสอนในห้องเรียนเป็นสําคัญ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของ สพท.ที่กํากับติดตามส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปเรียนการสอนในห้องเรียนและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาในสังกัดให้มีคุณภาพตามมาตรการศึกษาชาติ โดยมีศึกษานิเทศก์ และกลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกลเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อเสนอดังกล่าว ถ้าคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาคให้ความเห็นชอบ ก็คือความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของการปฏิรูปการศึกษาจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของเด็ก และเยาวชนของชาติ ไม่ให้รับผลกระทบที่เกิดจากการโอน ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรในหน่วยตรวจสอบภายใน และบุคลากรในกลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกล เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปสังกัดสํานักงานศึกษาธิการจังหวัด
ทั้งนี้ สมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย จึงเรียกร้องให้ สป. ยกเลิกการจัดทําข้อเสนอดังกล่าวนี้ ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคพิจารณา หากยังดันทุรังที่จะดําเนินการต่อไปโดยไม่ยอมรับฟัง ข้อเท็จจริง และเหตุผล ที่ได้เสนอต่อท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว สมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศ ไทย พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย จะยกระดับการเรียกร้อง และใช้มาตรการ ให้เข้มข้นต่อไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันความ ผิดพลาดซ้ำซาก ของการปฏิรูปการศึกษา&amp;rdquo;ผอ.สพป. ชัยภูมิ เขต 1 กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวราวิช กำ ภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. กล่าวว่า ตนได้ในฐานะประธานคณะกรรมการปรับโครงสร้าง ศธ.เป็นตัวแทน รมว.ศธ.มาชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้คัดค้าน ซึ่งขอทำความเข้าใจก่อนว่าการปรับโครงสร้าง ศธ.ยังไม่ได้ข้อยุติหรือข้อสรุปที่ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยหนังสือที่ออกเป็นคำสั่งจาก สป. นั้นเป็นเพียงหนังสือที่สอบถามความคิดเห็นและอัตรากำลังของสพฐ.ในการเริ่มกระบวนการปรับปรุงโครงสร้าง ดังนั้นขอกลุ่มศึกษานิเทศก์และผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่าไปกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะการปรับโครงสร้างศธ.ยังต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์ความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ดังนั้นในขณะนี้เรายังไม่ได้มีการย้าย ยุบ โอนให้หน่วยงานศึกษานิเทศไปสังกัด ศธจ. แต่อย่างใด แต่ในอนาคตยอมรับว่าทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันทำงาน เพื่อขจัดปัญหาการซ้ำซ้อนของการปฏิบัติงานในพื้นที่
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ศธ.ต้องการให้มีการอบรมพัฒนาสร้างทักษะความรู้ให้แกศึกษานิเทศก์ เพื่อหวังว่าจะนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาโรงเรียน พร้อมกับมีรูปแบบการติดตามและประเมินผลคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การปรับโครงสร้างในส่วนของสพฐ.ก็ได้มีเสนอแนวทางมาแล้วเช่นกันว่าจะปรับเปลี่ยนในเรื่องใดบ้าง โดยในวันที่ 24 มกราคม จะมีการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ศธ.ก็ขอให้ติดตามว่าเราจะมีแนวทางหรือข้อสรุปไปในทิศทางใดบ้าง&amp;rdquo;ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54802</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธจ., #สพท., นายธนชน มุทาพร, ผู้ตรวจสอบภายใน, ม็อบศึกษานิเทศก์, วราวิช กำภู ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e2162cd8d529.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2019 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.เช้ม! จัดอบรมว่าที่ &quot;รองผอ.เขตฯ &quot;ต้องลงพื้นที่ฝึกประสบการณ์จริง  ก่อนเข้ารับตำแหน่ง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ธ.ค.62-ที่โรงแรมวังรี รีสอร์ท จังหวัดนครนายก - นายวราวิช กําภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) กล่าวเปิดอบรมการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตอนหนึ่งว่า ตามที่สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดําเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กําหนด ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง สพฐ. จึงได้จัดทําหลักสูตรและคู่มือการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. ขึ้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการพัฒนามีอุดมการณ์ วิสัยทัศน์ บุคลิกภาพ และความเป็นผู้นํา สําหรับตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารสูงสุด อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาในทุกมิติ&amp;nbsp;
ทั้งนี้ สําหรับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีจํานวนผู้เข้ารับการพัฒนาฯ ทั้งสิ้น 294 ราย โดยแบ่งการพัฒนา เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเนื้อหา (Content) จํานวน 12 วัน ระยะที่ 2 การเรียนรู้สภาพจริง (Authentic Learning) จํานวน 15 วัน และระยะที่ 3 การจัดทําแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Strategy Formulation) ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาในระยะที่ 1 โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในการพัฒนารองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้มีองค์ความรู้ครบตามวัตถุประสงค์เพื่อบริหารงานในเขตพื้นที่ของตนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สพฐ. ได้กําหนดนโยบายให้ผู้บริหารในสังกัดจะต้องมีการพัฒนาใน 3 ประเด็น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) คือ 1.การพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) 2. การพัฒนาทักษะความรู้ภาษาอังกฤษ (English Literacy) และ 3.การพัฒนาความเป็นผู้นําทางการบริหาร (Leadership) ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนารูปแบบใหม่ ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน การทํากรณีศึกษา (Case study) และลงพื้นที่ฝึกประสบการณ์จริง โดยได้ดําเนินการจัดทําบันทึกข้อตกลงการปฏิบัติงานในหน้าที่รองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สพฐ. และผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา&amp;ldquo;ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52685</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., รองผอ.สพท., วราวิช กำภู ณ อยุธยา, อบรมรองผอ.สพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191021/image_big_5dad2b410fbbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
