<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบิดลง! บันทึกของอดีตมือขวา : ทรัมป์ขอสี จิ้นผิง ช่วยชนะเลือกตั้ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระเบิดเพิ่งลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลูกใหญ่เลย...และเป็นฝีมือของอดีตคนใกล้ชิดอย่างยอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงเสียด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือ &amp;ldquo;แฉ&amp;rdquo; ของโบลตันกำหนดจะวางร้านสัปดาห์หน้านี้...แต่ &amp;ldquo;บทย่อ&amp;rdquo; หลายตอนที่เปิดโปงเรื่องทางเสียหายต่อทรัมป์ถูกตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ดังๆ ที่ทรัมป์เรียก Fake News มาแล้วทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กไทมส์, วอชิงตันโพสต์หรือวอลสตรีทเจอร์นัลที่ออกมารายงานตรงกันว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลตันอ้างว่าทรัมป์ขอให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนช่วยให้เขาชนะเลือกตั้งปลายปีนี้เถอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยยังไง?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางตอนของหนังสือ &amp;ldquo;The Room Where It Happened : A White House Memoir&amp;rdquo; (เหตุเกิดที่ห้องนี้ : บันทึกส่วนตัวจากทำเนียบขาว) หนา 592 หน้า บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างอาหารเย็นสองต่อสองเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วในช่วงการประชุมสุดยอด G-20 ที่ญี่ปุ่น สี จิ้นผิง บ่นกับทรัมป์ว่าในอเมริกามีกลุ่มคนที่ชอบวิพากษ์จีนอย่างไม่เป็นธรรมหลายกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ยินดังนั้น ทรัมป์ก็รีบบอกสี จิ้นผิง ว่าน่าจะเป็นพวกพรรคเดโมแครต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมีนิสัยไม่ชอบจีนเอามากๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นทรัมป์ก็ชวนผู้นำจีนคุยเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยบอกว่าความสามารถทางเศรษฐกิจของจีนมีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งในอเมริกาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์บอกสีว่า ยังไงๆ ก็ขอให้ผู้นำจีนช่วยเขาชนะเลือกตั้งด้วย (เหมือนจะบอกว่าเมื่อพวกเดโมแครตไม่เป็นมิตรกับจีน ก็ควรที่จีนจะช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งครั้งนี้)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าแล้วโบลตันก็เขียนต่อว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทรัมป์เน้นถึงความสำคัญของฐานเสียงชาวไร่ชาวนาอเมริกัน และถ้าจีนซื้อสินค้าเกษตรของอเมริกา เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลีมากขึ้น ก็จะมีผลต่อผลการเลือกตั้งในสหรัฐ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าข้อความนี้เป็นจริง นั่นแปลว่าทรัมป์ขอให้จีนเข้ามาแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐด้วยการใช้เงินซื้อสินค้าเกษตรเพื่อทำให้ฐานเสียงของทรัมป์กว้างขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากพิสูจน์ได้ว่าทรัมป์พูดอย่างนั้นจริง ก็มีสิทธิ์จะถูกฟ้องร้องด้วยข้อหารุนแรงว่าเชื้อเชิญอิทธิพลต่างชาติเข้ามาบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจจะกลับเข้าสู่การถูกจับเข้าสู่การไต่สวนเพื่อถอดถอน (impeachment) ได้อีกรอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือไม่ก็จะมีผลต่อการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนทางตรงข้ามอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ส่งเรื่องขอให้ศาลกลางสั่งระงับการตีพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจกหนังสือเล่มนี้ โดยอ้างว่ามีเนื้อหาที่อาจจะเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าจะต้องมีกระแสต่อต้านข้อเรียกร้องให้ปิดบังอำพรางความจริงที่เกี่ยวกับการกล่าวหาว่าผู้นำประเทศกระทำการสุ่มเสี่ยงกับการขัดรัฐธรรมนูญชัดแจ้งเพียงนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลตันเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ก่อนที่จะแตกคอกัน เพราะมีความเห็นในนโยบายต่างประเทศหลักๆ หลายเรื่องจนทรัมป์ปลดคนสนิทคนนี้กะทันหัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลตันถือว่าเป็น &amp;ldquo;เหยี่ยว&amp;rdquo; ที่มีแนวความคิดด้าน &amp;ldquo;ขวาตกขอบ&amp;rdquo; ในหลายเรื่อง แต่ทรัมป์ &amp;ldquo;ขวาตกขอบหนักกว่า&amp;rdquo; อีกทั้งยังทำอะไรที่ออกนอกกรอบของจริยธรรมและธรรมาภิบาลทางการเมืองจนแม้คนใกล้ชิดที่มีตำแหน่งสำคัญๆ ก็ยังรับไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลตันเขียนไว้ในหนังสืออีกตอนหนึ่งว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความจริง ผมอยากจะเอาถ้อยคำของทรัมป์คำต่อคำมาเขียนไว้ในบันทึกนี้ แต่กระบวนการตรวจสอบเนื้อหาก่อนตีพิมพ์ในฐานะที่ผมเคยทำงานตำแหน่งสำคัญในทำเนียบขาวสั่งไม่ให้ผมเปิดเผยรายละเอียดของบทสนทนาระดับสูงคำต่อคำ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าแม้คนใกล้ชิดจะรู้เรื่องไม่ชอบมาพากลของผู้นำตนเอง แต่ก็เปิดเผยทั้งหมดไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำหนดให้เขาเหล่านั้นเซ็นข้อตกลงจะไม่เปิดเผย &amp;ldquo;ความลับทางราชการ&amp;rdquo; ที่เรียกว่า confidentiality agreement แม้หลังจากออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้วก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกท่อนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เปิดโปงว่า ระหว่างการสนทนาวันนั้น ทรัมป์ สี จิ้นผิง ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องสร้างศูนย์อบรมชาวอุยกูร์ประมาณ 1 ล้านคน ในมณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักการเมืองในอเมริกาได้วิพากษ์จีนว่าเป็นการสร้าง &amp;ldquo;ค่ายล้างสมอง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบลตันเขียนในหนังสือว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าเห็นพ้องกับ สี จิ้นผิง ในเรื่องนี้ ... จากคำแปลของล่ามอ้างคำพูดของทรัมป์ว่าจีนควรจะเดินหน้าสร้างศูนย์นั้นต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว&amp;hellip;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องแปลกใจที่ทรัมป์โต้ทันควันว่าโบลตันเป็น &amp;ldquo;จอมโกหกมดเท็จ&amp;rdquo;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ระเบิดลูกนี้หนักและแรงกว่าทุกลูกที่มาจาก &amp;ldquo;บันทึกส่วนตัว&amp;rdquo; ของคนใกล้ชิดอื่นๆ ที่ผ่านมาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัจธรรมของประวัติศาสตร์โลกบอกว่า &amp;ldquo;ผู้นำมักไม่ล่มสลายเพราะศัตรู แต่ส่วนใหญ่จะพังเพราะคนใกล้ชิดนี่แหละ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69090</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ทรัมป์, นิวยอร์กไทมส์, วอชิงตันโพสต์, วอลสตรีทเจอร์นัล, สี จิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2019 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2019 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนขับนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัลขุดคุ้ยญาติ &#039;สี จิ้นผิง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนปฏิเสธต่ออายุบัตรประจำตัวสื่อมวลชนของนักข่าวชาวสิงคโปร์ของหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ที่เขียนข่าวขุดคุ้ยกิจกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของญาติคนหนึ่งของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำให้เขาไม่สามารถต่อวีซาทำงานในจีนได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง /AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลสตรีทเจอร์นัลเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2562 ว่า การไม่ต่ออายุบัตรประจำตัวของชุน ฮันหว่อง นักข่าวชาวสิงคโปร์ที่ทำงานให้วอลสตรีทเจอร์นัลประจำกรุงปักกิ่งตั้งแต่ปี 2557 ก็เท่ากับการเนรเทศเขาออกจากประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนที่ส่งถึงเอเอฟพีกล่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นที่นักข่าวต่างชาติบางคนใส่ร้ายป้ายสีและโจมตีจีน นักข่าวประเภทนี้ไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่ ขณะเดียวกันจีนจะอำนวยความสะดวกให้นักข่าวต่างชาติที่รายงานข่าวโดยทำตามกฎหมายและกฎข้อบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หว่อง และฟิลิป เหวิน นักข่าวอีกคน ตีพิมพ์รายงานชิ้นหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่สำนักงานด้านข่าวกรองและผู้บังคับใช้กฎหมายของออสเตรเลียกำลังสอบสวนการทำกิจกรรมของหมิง ไช่ ซึ่งเป็นญาติของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การสอบสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนองค์กรอาชญากรรม, ฟอกเงิน และการใช้อิทธิพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ปฏิเสธคำกล่าวหาเมื่อครั้งที่วอลสตรีทเจอร์นัลเสนอข่าวนี้ โดยบอกว่า ไม่รู้ว่านักข่าวพวกนี้ไปขุดคุ้ยเรื่องสกปรกมาจากไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าววอลสตรีทเจอร์นัลรายหนึ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ ยืนยันว่า วีซ่าของหว่องหมดอายุเมื่อวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวต่างชาติที่ทำงานในจีนมักประสบปัญหาเช่นการออกวีซ่าล่าช้า, การกักขัง และต้องสงสัยด้วยว่าอาจโดนดักฟังโทรศัพท์ ปัญหาท้าทายเหล่านี้ทำให้พวกเขากล่าวว่า สภาพการทำงานสื่อในจีนกำลังเลวร้ายลง โดยหลายคนกล่าวว่าพวกเขาถูกจับตาหรือตามรังควาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44651</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ญาติสี จิ้นผิง, นักข่าวต่างชาติ, วอลสตรีทเจอร์นัล, สี จิ้นผิง, ไม่ต่ออายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d6916cd982dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูด &#039;ทรัมป์&#039; อยากซื้อเกาะ &#039;กรีนแลนด์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วอลสตรีทเจอร์นัลเผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยากซื้อเกาะกรีนแลนด์ไว้เป็นดินแดนของสหรัฐ ถึงขั้นสอบถามที่ปรึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะขอซื้อเกาะที่พื้นที่กว้างใหญ่เป็นน้ำแข็งแห่งนี้จากเดนมาร์ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 เผยให้เห็นทัศนียภาพในเมืองพิทุฟฟิกของกรีนแลนด์ และฐานทัพอากาศทูลีของสหรัฐ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม อ้างแหล่งข่าวในทำเนียบขาวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สอบถามที่ปรึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะซื้อเกาะกรีนแลนด์ ดินแดนเหนือสุดของโลกและเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของโลก ทรัมป์สนใจกรีนแลนด์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา มีพื้นที่ 2 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรเกือบ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิตซึ่งเป็นชนพื้นเมือง และ 85% ของเกาะแห่งนี้ปกคลุมด้วยพืดน้ำแข็งหนาถึง 3 กิโลเมตร หรือเท่ากับ 10% ของน้ำจืดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลสตรีทเจอร์นัลเผยว่า ที่ปรึกษาบางคนของทรัมป์เห็นว่าการซื้อกรีนแลนด์เป็นผลดีต่อสหรัฐ แต่บางคนบอกว่าเป็นเพียงความหลงใหลชั่วพักชั่วครู่ของทรัมป์ และที่ปรึกษาบางคนสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้เกาะแห่งนี้ในการวิจัยหรือเพิ่มอิทธิพลทางทหารสำหรับสหรัฐ ปัจจุบันสหรัฐมีฐานทัพอากาศทูลีอยู่บนกรีนแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองอูเปอร์นาวิก ทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรีนแลนด์ประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุเป็นแท่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่กำลังละลาย ที่อาจทำให้พื้นที่ชายฝั่งของโลกต้องจมน้ำในวันหนึ่ง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งบนเกาะแห่งนี้ละลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้น้ำแข็ง 12,000 ล้านตันลอยอยู่ในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์อ้างคำกล่าวของแอน โลน แบ็กเกอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของกรีนแลนด์ว่า กรีนแลนด์เปิดกว้างสำหรับการทำธุรกิจ แต่ไม่ได้มีไว้ขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์มีกำหนดเยือนกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กต้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าประเด็นเกี่ยวกับอาร์กติกจะถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กและกรีนแลนด์ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43586</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนแลนด์, ซื้อเกาะ, วอลสตรีทเจอร์นัล, เดนมาร์ก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d56b6812bb8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฮุน เซน&#039; ปัดข่าวแอบทำข้อตกลงให้จีนใช้ฐานทัพเรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วอลสตรีทเจอร์นัลเผยรัฐบาลกัมพูชาแอบทำข้อตกลงลับๆ กับจีน เพื่อเปิดทางให้จีนวางกำลังทหารที่ฐานทัพเรือของกัมพูชาในอ่าวไทยได้ แต่นายกฯ ฮุน เซน ปฏิเสธเมื่อวันจันทร์ว่าไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐและประเทศพันธมิตร ว่ารัฐบาลกัมพูชาและจีนทำความตกลงกันเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้สิทธิพิเศษแก่กองทัพจีนในการเข้าใช้พื้นที่บางส่วนของฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชาในอ่าวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อสหรัฐฉบับนี้กล่าวว่า การอนุญาตให้จีนวางกำลังทหารในฐานทัพเรือแห่งนี้ของกัมพูชาจะเพิ่มขีดความสามารถของจีนในการยืนยันการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในทะเลจีนใต้กับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ทั้งของจีนและกัมพูชาต่างปฏิเสธว่าไม่มีการทำความตกลงเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเฟรชนิวส์ที่หนุนรัฐบาลกัมพูชารายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม อ้างคำกล่าวของนายกฯ ฮุน เซน ว่าข่าวนี้เป็นข่าวยกเมฆเกี่ยวกับกัมพูชาที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา &amp;quot;เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะการให้ต่างชาติตั้งฐานทัพนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญของกัมพูชา&amp;quot; ผู้นำที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับปักกิ่งรายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านจุม สุชาต โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เปิดเผยกับข่าวรอยเตอร์วันเดียวกันว่า รายงานข่าวนี้เป็นการกุเรื่องโดยไม่มีมูลความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวไว้ในหนังสือสอบถามทางกัมพูชา กรณีกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอของสหรัฐที่จะซ่อมแซมฐานทัพเรือแห่งหนึ่ง โดยชี้ว่าจีนอาจกำลังพยายามตั้งฐานที่มั่นทางทหารในกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีแถลงการณ์เรียกร้องให้กัมพูชาปฏิเสธการทำข้อตกลงลักษณะนี้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญของกัมพูชาต้องการให้ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระ และยังแสดงความห่วงกังวลว่าการเชื้อเชิญกองทัพต่างชาติมาวางกำลังในกัมพูชาจะคุกคามสถานภาพของอาเซียนในการประสานงานด้านการพัฒนาในภูมิภาค และรบกวนสันติสุขและเสถียรภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปลายปีที่แล้ว กัมพูชาก็เคยปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าจีนพยายามล็อบบี้กัมพูชามาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อขอตั้งฐานทัพสำหรับเรือฟริเกต, เรือพิฆาต และเรืออื่นๆ ของกองทัพเรือจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, จีน, วอลสตรีทเจอร์นัล, ใช้ฐานทัพเรือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35bece3433a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 21:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อปูด &#039;คิม จองนัม&#039; เป็นสายให้ซีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลฉบับวันอังคารอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า คิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นสายข่าวให้หน่วยข่าวกรองซีไอเอของสหรัฐ ขณะหนังสือเล่มใหม่ของนักข่าววอชิงตันโพสต์เผย ทริปสุดท้ายที่มาเลเซียก่อนโดนสังหารมีภาพกล้องวงจรปิดยืนยันคิมพบกับสายลับอเมริกันที่โรงแรมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คิม จองนัม (ซ้าย) ขณะลงรถบัสที่สนามบินนาริตะเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2544 ส่วนคิม จองอึน (ขวา) ร่วมพิธีสวนสนามในกรุงเปียงยางเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559 / AFP / Getty Images&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 อ้างข่าวของวอลสตรีทเจอร์นัลฉบับวันเดียวกันว่า คิม จองนัม ซึ่งโดนลอบสังหารด้วยสารพิษทำลายประสาท วีเอ็กซ์ ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นสายข่าวให้สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) เขาเคยพบกับสายลับซีไอเอหลายครั้ง วอลสตรีทเจอร์นัลอ้างแหล่งข่าวที่เป็นบุคคลที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า คิม จองนัม และซีไอเอ มีช่องทางติดต่อกัน แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากนักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคิมกับซีไอเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวรายนี้เปิดเผยว่า คิมเดินทางมายังมาเลเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพื่อพบกับผู้ที่เป็นสื่อกลางของซีไอเอ แต่ก็อาจไม่ใช่วัตถุประสงค์เดียวที่เขามายังมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจมาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีลอบสังหารนี้ไว้ได้ 2 คน เป็นหญิงสาวชาวอินโดนีเซียและเวียดนาม พวกเธอยืนกรานว่าโดนสายลับเกาหลีเหนือหลอกให้แกล้งชายคนนี้เพื่อถ่ายทำรายการแกล้งคน ท้ายที่สุดอัยการมาเลเซียตัดสินใจถอนฟ้องข้อกล่าวหาฆาตกรรมกับทั้งคู่ รายหนึ่งคือสิตี ไอส์ยะห์ ชาวอินโดนีเซีย ได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ส่วนด่วน ถิ เฮือง สาวชาวเวียดนาม ได้รับการปล่อยตัวในเดือนพฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเกาหลีใต้และสหรัฐกล่าวโทษเกาหลีเหนือว่าสั่งการให้ลอบสังหารคิม จองนัม แต่เกาหลีเหนือปฏิเสธคำกล่าวหานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิม จองนัม โบกมือหลังให้สัมภาษณ์ครั้งแรกกับสื่อเกาหลีใต้ที่เกาะมาเก๊าเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 / Joong Ang Ilbo&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิม จองนัม เป็นบุตรชายคนโตของคิม จองอิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ และได้รับการคาดคะเนว่าจะสืบทอดอำนาจต่อจากบิดา แต่อนาคตของเขาดับวูบลง หลังจากตกเป็นข่าวโดนญี่ปุ่นเนรเทศเมื่อปี 2544 จากการใช้หนังสือเดินทางปลอมพยายามเข้าญี่ปุ่นเพื่อไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ เขาใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ที่มาเก๊าเป็นส่วนใหญ่ และเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นและสื่อต่างชาติอย่างตรงไปตรงมาหลายครั้ง เช่นในปี 2554 เขาบอกกับหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นฉบับหนึ่งว่าไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจผ่านวงศ์ตระกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลสตรีทเจอร์นัลกล่าวว่า อดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐหลายรายบอกว่า คิม จองนัม ซึ่งใช้ชีวิตในต่างแดนนานหลายปีและไม่มีฐานอำนาจภายในเปียงยาง ไม่น่าจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานวงในของเปียงยางได้ นอกจากนี้ อดีตเจ้าหน้าที่เหล่านี้เผยว่า คิมเคยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทบาทของคิม จองนัม ในฐานะแหล่งข่าวของซีไอเอถูกเอ่ยถึงในหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับตัวเขา ชื่อ &amp;quot;ผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่&amp;quot; เขียนโดยแอนนา ฟิฟีลด์ ผู้สื่อข่าวของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายวันอังคาร ฟิฟีลด์กล่าวว่า คิม จองนัม มักจะมาพบกับผู้ดูแลเขาที่สิงคโปร์และมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือเล่มนี้กล่าวด้วยว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดถ่ายภาพการมาเยือนมาเลเซียครั้งสุดท้ายของคิม เผยให้เห็นเขาอยู่ในลิฟต์โรงแรมกับชายเอเชียคนหนึ่ง ที่มีรายงานว่าเป็นสายลับสหรัฐ ในเป้ของคิมมีเงินสด 120,000 ดอลลาร์ (ราว 3.75 ล้านบาท) ซึ่งอาจเป็นเงินค่าสายข่าวของคิม หรือเป็นเงินที่เขาเล่าพนันมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38319</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองนัม, คิม จองอึน, พี่ชายคิม จองอึน, วอลสตรีทเจอร์นัล, สายซีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190611/image_big_5cffbe9fd544a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
