<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.แจงยิบ!ชะลอฉีดวัคซีนแอสตราฯเพื่อรอดูผลสอบสวนของยุโรป เป็นคนละล็อตกับที่ไทยใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มี.ค.64 - เมื่อเวลา​ 09.00​ น.​ ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มีการแถลงข่าวโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ​ และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข​ กรณีการชะลอฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา โดยนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษา ศบค. กล่าวว่า เราจำเป็นจะต้องชะลอการดำเนินการฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาไปก่อน โดยเมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค.มีการประกาศออกมาจากประเทศเดนมาร์ก ออสเตรีย และทางทวีปยุโรปซึ่งนำวัคซีนของแอสตราเซเนกาไปฉีดแล้วเป็นล้านๆ โดส แต่เขาเจอผลข้างเคียง ทำให้เลือดแข็งตัวในหลอดเลือดดำ และทำให้มีผลที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น เดนมาร์กจึงประกาศชะลอการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาไปก่อน สิ่งนี้ทำให้ทางคณะแพทย์และทีมงานทางด้านการฉีดวัคซีนต้องนำมาพิจารณา ซึ่งการฉีดวัคซีนให้กับคนไทย ทางกระทรวงสาธารณสุข และทีมคณะแพทย์หวังอย่างเดียวคือวัคซีนนั้นต้องปลอดภัยที่สุดสำหรับประชาชน เมื่อมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เราไม่จำเป็นต้องรีบฉีด แม้แอสตราเซเนกาจะมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี แต่เมื่อมีคนบอกให้ชะลอก่อนเราจึงควรที่จะฟังผลนั้น โดยเดนมาร์กหรือออสเตรเลียกำลังไปตรวจสอบว่าผลนั้นเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ฉะนั้น ประเทศไทยควรจะใช้โอกาสที่ให้ความปลอดภัยกับประชาชนมากที่สุด จึงเห็นว่าควรชะลอ เพื่อรอผลการสืบค้นจากเดนมาร์ก และมีหน่วยงานทางด้านยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า ความปลอดภัยของประชาชนคือเป้าหมายสูงสุดของ สธ. และวัคซีนของแอสตราเซเนกาไม่ใช่วัคซีนที่ไม่ปลอดภัย ที่มีการฉีดไปแล้วทั้งโลก 34 ล้านโดส มีผลข้างเคียงบ้าง เขากำลังสืบค้นอยู่ แต่เป็นเพียงการชะลอออกไปอย่างมาก 1-2 สัปดาห์ เมื่อมีผลสืบสวนออกมาแล้ว ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้รับการยืนยันชัดเจนว่าปลอดภัย ถึงจะมาฉีดให้คนไทย ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลจะมอบให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ การฉีดวัคซีนในขณะนี้ไม่ได้หยุด ของแอสตราเซเนกาเราสั่งมาช่วงนี้แค่ 1 แสนโดส แต่ของซิโนแวค ยังมีอยู่อีก 1.8 ล้านโดส ที่กำลังจะเดินทางมา เหลือเวลาในช่วงนี้ ซึ่งจะฉีดให้กับประชาชนมีความจำเป็นในขั้นแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สืบเนื่องจากแอสตราเซเนกาได้มีการส่งวัคซีน 1 ล้านโดสให้กับ 17 ประเทศในสหภาพยุโรป และมีการทยอยฉีด แต่ที่เดนมาร์กพบผู้ป่วย 1 ราย ที่เสียชีวิต ขณะเดียวกัน มีผู้ป่วยหลายรายที่เกิดลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหลอดเลือดต่างๆ ทางรัฐบาลเดนมาร์กมีการประกาศชะลอ 2 สัปดาห์เพื่อสืบค้น แต่ยังไม่ได้บอกว่าเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน แต่เมื่อไหร่ที่มีแบบนี้โดยทั่วไป ด้วยความปลอดภัยจะชะลอหยุดการฉีดก่อนเพื่อไปสืบค้น ขณะเดียวกัน ผลที่ตามมาคือ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์ก็ประกาศตามมาให้หยุดการใช้ แต่ไอซ์แลนด์แจ้งเลยว่าไม่ได้เกิดเหตุการณ์ของการเกิดลิ่มเลือด แต่ประกาศเพื่อความปลอดภัย ขอชะลอเพื่อดูผลการสืบค้นของ European Medicine Agency (EMA) ที่เป็นหน่วยงานทำข้อมูลสืบค้นต่างๆ และแม้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. EMA ไม่ได้ประกาศให้หยุดการใช้ และยังยืนว่าวัคซีนของแอสตราเซเนกาปลอดภัย แต่เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็จะลงไปสืบค้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ประเทศที่ประกาศชะลอการใช้ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยไม่ได้ใช้วัคซีนที่ผลิตโรงงานในยุโรป แต่ทั้งหมดจะขอดูการคอนเฟิร์มอีกหนึ่งครั้งจาก EMA จึงขอสรุปขณะนี้เมื่อเกิดมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในกลุ่มคนฉีดวัคซีน ก็จะมีการสืบค้นโดย EMA ที่จะไปประเมินอุบัตการณ์การเกิดลิ่มเลือดและเทียบเท่ากับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนในกลุ่มประเทศทางยุโรป เพราะแต่ละประเทศแตกต่างกัน จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ EMA บอกว่าไม่ควรจะสัมพันธ์กับการฉีดวัคซีนตัวนี้ แต่ขณะนี้เพื่อความปลอดภัย เมื่อมีรายงานแบบนี้ก็ควรจะชะลอการใช้ก่อนเพื่อไปสืบค้น เมื่อทุกอย่างชัดเจนเรียบร้อยก็จะกลับมาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลีนิก กล่าวว่า ในการฉีดวัคซีนจำนวนมากโอกาสที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์หรืออาการอื่นๆ หรือโรคใดๆ ร่วมด้วยกับการฉีดวัคซีนสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดขึ้นจะต้องพิสูจน์ว่าโรคนั้นหรือาการนั้นเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ฉะนั้น ทันทีที่เกิดต้องมีการสอบสวน กรณีที่มีการเกิดลิ่มเลือดและให้มีการชะลอการใช้ไปก่อนนั้น หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าการเกิดลิ่มเลือดโรคนี้คืออะไร ขออธิบายว่าการเกิดโรคดังกล่าว ซึ่งพบมากในชนชาติแอฟริกัน และยุโรปมากกว่าทวีปเอเชีย ถึง 3 เท่า เข้าใจว่าปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนในยุโรปไปทั้งสิ้น 3 ล้านโดส ปรากฎว่าผู้ป่วยที่เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ 22 รายในจำนวนนี้เสียชีวิต 1 ราย เปรียบเทียบเท่ากับ 7 ใน 1 ล้านราย จึงต้องมีการสอบสวนว่าเกิดขึ้นในภาวะปกติ ในคนธรรมดาถึงแม้ไม่ได้ฉีดวัคซีนก็เกิดขึ้นหรือไม่ เท่ากันหรือไม่ ถ้าบอกว่าฉีดแล้วเกิดมากกว่าในภาวะปกติต้องไปหาสาเหตุว่าวัคซีนทำให้เกิดอะไรถึงทำให้ลิ่มเลือดแข็งตัวได้ง่าย ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต้องสอบสวน ต้องสงสัยไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น ที่เราเลื่อนในครั้งนี้ไม่ใช่วัคซีนไม่ดีหรือมีปัญหา แต่เป็นการเลื่อนเพื่อดูสถานการณ์ และรอเขาพิสูจน์ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่กับวัคซีน ถ้าเกี่ยวข้องแล้ว ต้องมาดูอีกว่าเป็นเฉพาะแวคนั้นหรืออย่างไร เพราะวัคซีนที่ใช้ในยุโรปกับวัคซีนแอสตราเซเนกาที่เราใช้อยู่มันคนละล็อต คนละโรงงานกัน เราใช้วัคซีนที่ผลิตจากโรงงานในเอเชีย การชะลอครั้งนี้เพื่อการตรวจสอบให้แน่นอน และประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง การไม่ได้เป็นประเทศเสี่ยงสูง การชะลอไป 5 วัน 7 วัน หรืออย่างนานอาจจะสองสัปดาห์ก็ไม่ได้เกิดผลกระทบอะไรกับบ้านเรา ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย คณะกรรมการทั้งหมดจึงเห็นสมควรที่จะให้ชะลอก่อน ไม่ได้บอกว่าจะยุติการฉีด&amp;rdquo;นพ.ยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยง ยังกล่าวถึงสภาพปัจจัยความแตกต่างของคนไทยและประเทศยุโรป ในส่วนของการแข็งตัวของเลือด ว่า ปัจจัยสำคัญคือเชื้อชาติ หรือพันธุกรรม ถือว่าเป็นส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก ซึ่งการแข็งตัวของเลือดไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัคซีนชนิดใด และวัคซีนชนิดนี้ไม่มีตัวยาจะใดที่จะกระตุ้น ให้ระบบการแข็งตัวของเลือดนั้นเกิดขึ้น แต่เป็นเพียงการศึกษาด้านระบาดวิทยาเท่านั้น ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ต้องทำอะไรดูข้อมูลเขาก่อน ซึ่งข้อมูลจะออกมาใน 1-2 วันนี้ โดยต้องมีการหารืออีกครั้ง และเชื่อได้ว่าสามารถเดินหน้าฉีดวัคซีนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95831</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีน AstraZeneca</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604af85c6a1fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นพ.รุ่งเรือง&#039;ยันยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีน AstraZeneca เกี่ยวข้องกับลิ่มเลือดอุดตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มี.ค.64 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข (รก.11) นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าสำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีน AstraZeneca อันตราย หรือเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนไม่สูงกว่าในประชากรปกติทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (MHRA) ประเทศอังกฤษ ประกาศว่า...ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนก่อให้เกิดปัญหาและผู้คนยังควรไปรับการฉีดวัคซีน สภาวะ &amp;quot;ลิ่มเลือดสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติปัจจุบันวัคซีน AstraZeneca ได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 11 ล้านโดสทั่วประเทศอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) จากข่าวหลายประเทศหยุดใช้ชั่วคราววัคซีน AstraZeneca เพราะมีผู้ป่วยเกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดดำและมีการเสียชีวิต 1 ราย เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดดำ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; รายงานข่าวในหลายประเทศหยุดใช้ชั่วคราวเพราะมีผู้ป่วยเกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดดำและมีการเสียชีวิต 1 ราย จากการศึกษาใน 3 ล้านรายที่ฉีดวัคซีน มีการป่วยเกิดขึ้น 22 คน หรือเทียบกับ 7 คนในล้านคนที่ฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ข้อเท็จจริง ยังไม่มีการสรุปว่าเกี่ยวข้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ตัวอย่าง รายงานหลังการฉีดวัคซีนในนอร์เวย์และเกาหลี มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น
- แต่ในที่สุดก็พิสูจน์ว่าการเสียชีวิตดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน วัคซีน AstraZeneca ก็ยังคงดำเนินการฉีดต่อไปอีกเป็นจำนวนมากหรือจะมากที่สุดก็ได้ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ข้อมูลด้านการแพทย์ ในสภาวะปกติที่ไม่มีการฉีดวัคซีน อุบัติการณ์การเกิดการอุดตันของเส้นเลือดดำ
&amp;bull; พบได้บ่อยในคนยุโรป อเมริกามากกว่าคนเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ถึง 3 เท่า
&amp;bull; ข้อสังเกต เวลาขึ้นเครื่องบิน และต้องเดินทางระยะไกล จะมีคำแนะนำเสมอ ให้ดื่มน้ำให้มาก ให้ขยับตัว ขยับเท้าเพื่อป้องกันการเกิดภาวะการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;bull; ปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอนที่ทำให้คนยุโรปมีโอกาสเป็นมากกว่า คนเอเชีย
&amp;bull; อัตราการเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยคนในยุโรปที่อายุเกิน 60 ปีจะมีอุบัติการณ์ประมาณ 5-13 ใน 1,000 คนต่อปี
&amp;bull; คนเอเชียอย่างประเทศไทยมีโอกาสเกิดโรคนี้น้อยกว่าคนยุโรปถึง 3 เท่า และวัคซีนที่ใช้ที่ทางยุโรปที่หยุดการใช้เป็น Batch (รุ่นการผลิต) ที่ต่างจากประเทศไทย
&amp;bull; ประเทศอังกฤษได้ฉีดไปแล้วมากกว่า 11 ล้านคน ก็ไม่พบอุบัติการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ผลประโยชน์ที่ได้รับของวัคซีนยังคงมีมากกว่าความเสี่ยงและวัคซีนยังสามารถให้ต่อไปได้ในขณะที่การตรวจสอบกรณีของเหตุการณ์ลิ่มเลือดอุดตันในประเทศดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขตระหนักที่ต้องติดตาม หาสาเหตุว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือเป็นอาการที่พบร่วมด้วยหลังฉีดวัคซีน โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95825</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีน AstraZeneca</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba9cf4e3722.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
