<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานาธิบดีไบเดนฉีดวัคซีนโควิดโดสที่ 3 ของไฟเซอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐวัย 77 ปี ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มที่ 3 ของไฟเซอร์แล้วเมื่อวันจันทร์ พร้อมเรียกร้องชาวอเมริกันที่ยังลังเลใจให้ยินยอมฉีดวัคซีน ระบุคนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านวัคซีนกำลังทำร้ายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ เข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดสที่ 3 ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 28 กันยายนว่า ประธานาธิบดีไบเดนรับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันโควิด-19 เข็มที่ 3 นี้ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ โดยเป็นไปตามคำแนะนำด้านสุขภาพของทางการสหรัฐ ที่อนุญาตให้ฉีดวัคซีนบูสเตอร์แก่บุคคลที่อายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ในกลุ่มมีภาวะทางการแพทย์ที่เสี่ยงสูงต่อโรคติดเชื้อโควิด-19 กับกลุ่มคนทำงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาที่คนอเมริกันจำนวนมากปฏิเสธที่จะฉีดวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว ซึ่งกระตุ้นให้ไวรัสนี้กลับมาแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอีกในสหรัฐโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา แม้ตอนนี้จะมีคนอเมริกันได้ฉีดวัคซีนแล้วร้อยละ 77 แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เพราะอีกเกือบ 1 ใน 4 ปฏิเสธวัคซีน คนกลุ่มน้อยเหล่านี้กำลังสร้างความเสียหายต่อคนส่วนอื่นของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนได้ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์เข็มแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และเข็มที่ 2 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เขาจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่ผ่านมา เขากล่าวว่า มีคนประมาณ 60 ล้านคนในสหรัฐที่มีคุณสมบัติได้รับวัคซีนไฟเซอร์โดสที่ 3 ส่วนคนที่ได้ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นา หรือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จะได้รับวัคซีนบูสเตอร์ทันทีที่การศึกษาเสร็จสมบูรณ์ และเขาคาดว่าคนอเมริกันทุกคนจะมีสิทธิได้ฉีดวัคซีนบูสเตอร์ในเวลาอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบูสเตอร์ของโมเดอร์นาและจอห์นสันแอนด์จอห์นสันจะได้รับการประเมิน &amp;quot;ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน, วัคซีนบูสเตอร์, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_6152bcb255ba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 22:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อังกฤษเริ่มวัคซีนบูสเตอร์สัปดาห์หน้า พร้อมฉีดไฟเซอร์ให้เด็กวัย12-15ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลอังกฤษประกาศแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 กระตุ้นโดสที่ 3 แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ด่านหน้า, ผู้สูงอายุ และกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่สัปดาห์หน้า ขณะเดียวกันก็จะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็มให้กับเด็กอายุ 12-15 ปีทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงถือป้ายต่อต้านการฉีดวัคซีนให้เด็กและวัคซีนพาสปอร์ต ขณะยืนจับมือกันเป็นโซ่มนุษย์ด้านนอกคิงคอลเลจ ลอนดอน เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 13 กันยายน อ้างคำกล่าวของซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ที่เปิดเผยต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกันว่าเขาอนุมัติคำแนะนำของคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค (เจซีวีไอ) ให้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนบูสเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวย เชิน ลิม ประธานเจซีวีไอ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า โครงการนี้ได้รับการแนะนำเพื่อให้การคุ้มครองเพิ่มเติมเมื่อฤดูหนาวกำลังจะมาถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชากรวัยผู้ใหญ่ของอังกฤษราวร้อยละ 81 ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว แต่อัตราการติดเชื้อยังคงสูง ฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาเพิ่มความกังวลว่าสภาพอากาศที่เย็นลงและการรวมกลุ่มทางสังคมมากขึ้นภายในอาคาร จะทำให้โควิดและโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่นหวัด แพร่กระจายอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลิมกล่าวว่า มีข้อมูลบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดโดยรวมลดลงเพียงเล็กน้อยหลังโดสที่ 2 จากมากกว่า 90% เหลือเกือบ 90% แต่ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 50 ปีนั้นตัวเลขลดลงมากที่สุด ทำให้คนวัยนี้และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ควรได้รับวัคซีนบูสเตอร์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้แน่นใจว่าระดับของการปกป้องจะยังสูงอยู่ระหว่างหน้าหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนหน้านี้ จาวิดเปิดเผยด้วยว่า เขาได้รับคำแนะนำจากคณะหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ (ซีเอ็มโอ) ให้ขยายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครอบคลุมกลุ่มอายุระหว่าง 12-15 ปี เพื่อปกป้องเยาวชนจากการติดเชื้อโควิด-19, ลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในโรงเรียน และนักเรียนจะได้เรียนในห้องเรียนได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษแถลงว่า โครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กกลุ่มนี้จะให้บริการฉีดที่โรงเรียน นักเรียนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนจะต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง โดยมีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้นักเรียนในอังกฤษราว 3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีรายงานว่า คณะหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์สหราชอาณาจักรแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ 1 เข็ม ให้กับเด็กอายุ 12-15 ปี โดยจะเริ่มฉีดให้กับเด็กกลุ่มนี้ในอังกฤษตั้งแต่สัปดาห์หน้า โดยจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กกลุ่มนี้ในสกอตแลนด์, เวลส์และไอร์แลนด์เหนือด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ (ซีเอ็มโอ) ของอังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์และไอร์แลนด์เหนือแถลงก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ว่า ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กลุ่มเด็กอายุ 12-15 ปี โดยพิจารณาปัจจัยด้านการศึกษาและสุขภาพจิตของเด็ก การฉีดวัคซีนให้เด็กกลุ่มอายุนี้จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดได้ง่ายมากในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะกับสายพันธุ์เดลตา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116721</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนให้เด็ก, วัคซีนบูสเตอร์, วัคซีนโควิด, อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_6140ba67abbdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลศึกษาเผยบูสเตอร์ด้วยซิโนแวคเข็ม3 ดันภูมิต้านเดลตาสูงขึ้นได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รอยเตอร์อ้างผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันการศึกษาของจีนและบริษัทซิโนแวคว่า การฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่ 3 โดยใช้ซิโนแวค สามารถดันสารภูมิต้านทานกลับมาสูงขึ้นมากกว่า 2.5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดซิโนแวคเพียง 2 เข็ม ที่แอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ของไวรัสสายพันธุ์เดลตาจะลดลงหลังผ่าน 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการศึกษาจากจีนน่าจะบรรเทาความวิตกกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในระยะยาวของวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากจีนชนิดนี้ ในการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างหนักในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง ความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของซิโนแวคทำให้หลายประเทศที่ใช้วัคซีนชนิดนี้เริ่มฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดยใช้วัคซีนของบริษัทตะวันตกเสริมให้แก่ผู้ที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อมูลจากการศึกษาโดยคณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน, ซิโนแวค และสถาบันอีกหลายแห่งของจีน ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ แต่ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากผู้รู้เสมอกัน กล่าวว่า ไม่พบการทำงานของสารภูมิต้านทานชนิดลบล้างฤทธิ์ต่อสายพันธุ์เดลตาในตัวอย่างที่เก็บจากผู้ฉีดวัคซีนโคโรนาแวคของซิโนแวค ภายหลังฉีดโดสที่ 2 แล้ว 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในหมู่ผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนบูสเตอร์ เผยให้เห็นแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์เดลตาสูงขึ้นมากกว่า 2.5 เท่า หลังจากฉีดโดสที่ 3 แล้วประมาณ 4 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับระดับของแอนติบอดีที่ตรวจพบราว 4 สัปดาห์หลังฉีดโดสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะวิจัยไม่ได้อภิปรายกันว่าการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในการทำงานของแอนติบอดีจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคอย่างไรในการป้องกันการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการศึกษาในห้องแล็บใช้ตัวอย่างจากผู้ฉีดวัคซีน 66 ราย รวมถึงอาสาสมัคร 38 รายที่ได้ฉีดวัคซีน 2 โดส หรือ 3 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกมีแผนจะจัดส่งวัคซีนซิโนแวคและซิโนฟาร์มของจีนประมาณ 100 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนนี้ โดยส่วนใหญ่ส่งไปยังประเทศในแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งจะเป็นการจัดส่งวัคซีนของจีนเป็นครั้งแรก แต่มีบางประเทศปฏิเสธรับวัคซีนเหล่านี้โดยอ้างว่ายังขาดข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการป้องกันเดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซิโนแวคกล่าวว่า ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม บริษัทส่งวัคซีนไปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงจีน แล้วประมาณ 1,800 ล้านโดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115813</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, ซิโนแวคเข็ม 3, ต้านเดลตา, วัคซีนบูสเตอร์, แอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135f099d57f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 23:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ฟังWHO ชาติตะวันตกเดินหน้าฉีดวัคซีนบูสเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐนำขบวนชาติตะวันตกปฏิเสธคำร้องขอจากองค์การอนามัยโลกที่ขอให้ประเทศร่ำรวยพักการฉีดวัคซีนโควิดโดสเสริมชั่วคราว เพื่อเน้นจัดหาวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนก่อน ทำเนียบขาวบอกทำไปพร้อมกันได้ ส่วนฝรั่งเศสและเยอรมนียืนยันจะลุยฉีดบูสเตอร์ให้ผู้สูงอายุเดือนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงเรียกร้องประเทศทั้งหลายและบริษัทต่างๆ ที่ควบคุมการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เปลี่ยนแปลงนโยบายฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสเสริมทันที แล้วให้ความสำคัญกับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนในการกระจายวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงของเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาววันเดียวกัน เธอระบุว่า สหรัฐเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นทางเลือกที่ผิด สหรัฐบริจาควัคซีนมากกว่าประเทศใดในโลก และกำลังร้องขอให้ประเทศอื่นๆ บริจาคเพิ่มขึ้นด้วย สหรัฐมีวัคซีนสำรองเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคน หากองค์การอาหารและยาอนุมัติวัคซีนบูสเตอร์ สหรัฐก็สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศว่า ฝรั่งเศสจะกำลังเตรียมแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสที่ 3 ให้แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เดือนกันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเยอรมนี กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่า มีความตั้งใจจะฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผู้ที่สูงอายุมากๆ และผู้ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ มีประชากรทั่วโลกติดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านการตรวจยืนยันอย่างเป็นทางแล้วมากกว่า 200 ล้านคน เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 4.2 ล้านคน เอเอฟพีรายงานว่ามีวัคซีนได้รับการฉีดแล้วราว 4,300 ล้านโดสทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายของดับเบิลยูเอชโอนั้นต้องการทุกประเทศฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในเดือนกันยายน, อย่างน้อยร้อยละ 40 ภายในสิ้นปีนี้ และร้อยละ 70 ภายในกลางปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลระบุว่า ประเทศรายได้สูงตามนิยามของธนาคารโลกนั้น ฉีดวัคซีนแล้ว 101 โดสต่อประชากร 100 คน แต่สำหรับประเทศรายได้ต่ำที่สุด 29 ประเทศ ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 1.7 โดสต่อประชากร 100 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112363</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, วัคซีนบูสเตอร์, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610c18a3b0e49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนามัยโลกเบรกวัคซีนบูสเตอร์ จวกประเทศรวยอย่าเพิ่งละโมบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกวิจารณ์บริษัทยายักษ์ใหญ่และประเทศร่ำรวยที่กำลังเสนอจัดหาวัคซีนบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันโควิด-19 เพิ่มในเข็มที่ 3 โดยระบุว่าเป็นความละโมบในขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในประเทศยากจนอีกมากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (FABRICE COFFRINI/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) แถลงข่าวที่นครเจนีวาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สัปดาห์ที่แล้วเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลก หลังจากมีอัตราลดลงมานาน 10 สัปดาห์ และจำนวนผู้เสียชีวิตก็กลับมาเพิ่มสูงขึ้นด้วย ไวรัสสายพันธุ์เดลตากลายเป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด โดยตอนนี้พบแล้วในมากกว่า 104 ประเทศและดินแดน แต่หลายประเทศกลับยังไม่ได้รับวัคซีนมากเพียงพอสำหรับปกป้องบุคลากรด้านสาธารณสุขของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สายพันธุ์เดลตากำลังระบาดไปทั่วโลกแบบไฟลามทุ่ง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;quot; ทีโดรสกล่าวถึงไวรัสโควิดสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดีย และว่า ช่องว่างทั่วโลกในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 นั้นไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมอย่างมหาศาล บางประเทศและภูมิภาคกำลังสั่งวัคซีนกระตุ้นหลายล้านโดส ก่อนที่ประเทศอื่นๆ จะมีวัคซีนสำหรับฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวอีกว่า ลัทธิชาตินิยมวัคซีนกำลังทำให้ความเจ็บปวดทรมานยืดยาวออกไป และมีเพียงคำเดียวที่อธิบายเรื่องนี้ได้ มันคือความโลภ ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสพาดพิงถึงบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นา ที่กำลังวางแผนผลิตวัคซีนบูสเตอร์ให้แก่หลายประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรสูงอยู่แล้ว และว่า บริษัทเหล่านี้ควรจัดส่งวัคซีนของตนเข้าโครงการโคแวกซ์ ที่เป็นโครงการแบ่งปันวัคซีนแก่ประเทศยากจนและฐานะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐ แถลงภายหลังเจ้าหน้าที่ได้พบกับตัวแทนจากไฟเซอร์ว่า ชาวอเมริกันที่ได้ฉีดวัคซีนครบแล้วยังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกในเวลานี้ กระทรวงและไฟเซอร์จะหารือกันต่อไปว่าในอนาคตจะต้องฉีดบูสเตอร์หรือไม่ หรือฉีดเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว ไฟเซอร์กล่าวว่า บริษัทมีแผนขอให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอนุมัติวัคซีนกระตุ้นภูมิเพิ่มอีก 1 โดส โดยอ้างถึงหลักฐานว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนครบแล้ว 6 เดือนและมีการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส, วัคซีนบูสเตอร์, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed99bc24d11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
