<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“วัคซีนภูมิแพ้”ทางเลือกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้แล้ว การมีวัคซีนภูมิแพ้ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะวัคซีนจะช่วยลดอาการที่เป็นลงได้ ทำให้ไม่ต้องกินยาไปตลอด และมีโอกาสที่จะหายขาดเป็นปกติได้อีกด้วย ใครที่สนใจวัคซีนตัวนี้แต่ยังลังเลสองจิตสองใจอยู่ ลองมาอ่านข้อมูลทำความเข้าใจกันก่อนจาก พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) คือการใช้สารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้ นำกลับเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาใหม่ต่อสิ่งที่แพ้ แต่วัคซีนภูมิแพ้ไม่เหมือนกับวัคซีนที่เราฉีดในวัยเด็ก เพราะวัคซีนที่ฉีดในวัยเด็กนั้นฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ไอกรน คอตีบ ส่วนวัคซีนภูมิแพ้ไม่ได้ฉีดเพื่อป้องกันโรค แต่ฉีดเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.สิริรักษ์กล่าวว่า วัคซีนภูมิแพ้เหมาะกับโรคโพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinoconjunctivitis) โรคหอบหืดจากภูมิแพ้ (Allergic asthma) โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis) ที่ใช้ยารักษาอาการหลายชนิดแล้วไม่ดีขึ้น ไม่อยากกินยาหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ทั้งนี้การให้วัคซีนมี 2 รูปแบบ คือ ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) และอมใต้ลิ้น (Sublingual) โดยจะต้องทราบสาเหตุการแพ้อย่างเฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยแต่ละคนก่อน ด้วยการตรวจวิธี SPT หรือ Blood Test for Specific IgE เพื่อพิจารณาเลือกการรักษา ใช้สารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ได้ตรงกับสาเหตุ หลังจากนั้นเลือกวิธีการ รูปแบบการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย โดยพิจารณาตามสาเหตุที่แพ้ ช่วงอายุ และความเหมาะสม เช่น ชนิดอมใต้ลิ้นใช้ได้ในผู้ป่วยแพ้ไรฝุ่นที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป เนื่องจากต้องอาศัยความร่วมมือค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับวัคซีนชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังนั้น ในช่วงแรก (Induction Phase) ฉีด 1 ครั้ง/สัปดาห์เป็นอย่างน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณวัคซีนทีละน้อย จนกระทั่งได้ระดับสูงสุดที่ผู้ป่วยรับได้ อาจใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนแล้วแต่คน ช่วงถัดไป (Maintenance Phase) ฉีดให้ห่างขึ้นได้เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้สร้างภูมิใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ต่อเนื่องนาน 3-5 ปี เพื่อประสิทธิภาพดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สรุปได้ว่า ประโยชน์ของวัคซีนภูมิแพ้ ถือเป็นการรักษาที่ตรงจุด แก้ที่กลไกของโรคโดยตรง ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อวัคซีนและฉีดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น ลดการกินยา ใช้ยาได้ อาจช่วยป้องกันผู้ป่วยจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ให้ดำเนินโรคต่อเป็นโรคหืด และอาจป้องกันการแพ้สารใหม่เพิ่มเติมในอนาคต&amp;quot; พญ.สิริรักษ์กล่าวในตอนท้าย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106253</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, วัคซีนภูมิแพ้ ทางเลือกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5ea91d5d20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
