<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยวัคซีนมาลาเรีย ที่ทดสอบในแอฟริกา ต้องรอดูผลศึกษาระยะยาว ก่อนนำเข้ามาใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8 ต.ค.64- &amp;nbsp;นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากประกาศขององค์การอนามัยโลก(WHO) เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม 2564) เรื่อง รับรองวัคซีนป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ชื่อ RTS,S/AS01 (RTS,S) ที่มีชื่อทางการค้าว่า &amp;ldquo;มอสควิริกซ์&amp;rdquo; สามารถป้องกันโรคไข้มาลาเรีย จากการติดเชื้อโปรโตซัวชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum โดยวัคซีนดังกล่าวเหมาะสำหรับกลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป โดยต้องฉีดให้ครบ 4 โดส สำหรับการศึกษาวิจัยของวัคซีนดังกล่าวจาก 3 ประเทศของทวีปแอฟริกา คือ กานา เคนยา และมาลาวี ที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศนั้นๆ ด้วยการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และบริษัทแกล็กโซสมิธไคล์น (จีเอสเค) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีน ผลการศึกษาพบว่า สามารถลดการเสียชีวิต และอาการรุนแรงได้ 30% แต่ยังคงต้องศึกษาผลระยะยาวของวัคซีนนี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ปัญหาโรคไข้มาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขในบางพื้นที่ของประเทศไทย ที่มีการระบาดในพื้นที่ที่ติดกับแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ กัมพูชา และบางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในช่วงดำเนินการโครงการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย สถานการณ์โรคไข้มาลาเรีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม &amp;ndash; 8 ตุลาคม 2564 พบผู้ป่วยแล้ว 2,394 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิต โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ จังหวัดตาก 735 ราย รองลงมาได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 466 ราย กาญจนบุรี 344 ราย ราชบุรี 214 ราย และยะลา 173 ราย ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่พบผู้ป่วยติดเชื้อชนิดไวแวกซ์ (Plasmodium vivax) ร้อยละ 94 และชนิดฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) ร้อยละ 2 โดยอยู่ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 71 ส่วนผู้ป่วยมาลาเรียที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี พบร้อยละ 29 โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดฟัลซิปารัม มีจำนวนทั้งสิ้น 53 ราย แยกเป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีเพียง 10 ราย โดยในพื้นที่โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการ กพด.) ไม่มีนักเรียนป่วยเป็นมาลาเรียชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ. อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า หากป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียแล้ว จะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อมาลาเรียทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเข้าป่าหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้มาลาเรียให้แพทย์ทราบ สำหรับยาที่ใช้รักษาเชื้อชนิดฟัลซิปารัมในปัจจุบัน คือ Dihydroartemisinin-Piperaquine 3 วัน และ Primaquine 1 วัน และในจังหวัดที่มีการดื้อต่อยารักษา (จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ) ให้ใช้ Artesunate-Pyronaridine (Pyramax) 3 วัน และ Primaquine 1 วัน ซึ่งยังใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรียได้ผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไข้มาลาเรียในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อการป้องกันควบคุมโรคเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยมาลาเรียชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum เพียงไม่กี่ราย แต่ยังคงต้องพิจารณาผลการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำมาใช้ หากสถานการณ์เหมาะสม อาจมีโอกาสได้นำวัคซีนเข้ามาใช้ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ประเทศไทยปลอดโรคไข้มาลาเรียภายในปี 2567&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119180</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., WHO, วัคซีนมาลาเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_61458fbbd85c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOอนุมัติวัคซีนมาลาเรียฉีดให้เด็กชนิดแรกของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกประกาศรับรอง &amp;quot;Mosquirix&amp;quot; วัคซีนป้องกันโรคมาลาเรียชนิดแรกของโลก แนะนำให้ใช้กับเด็กเล็ก 4 โดสตั้งแต่วัย 5 เดือนถึง 2 ขวบ โดยเชื่อว่าจะช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคปรสิตที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากกว่า 400,000 คนในแต่ละปี เกินครึ่งเป็นเด็กในแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) แถลงที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธที่ 6 ตุลาคมว่า ดับเบิลยูเอชโอตัดสินใจ &amp;quot;รับรองการใช้งานวัคซีนมาลาเรียชนิดแรกของโลกอย่างกว้างขวาง&amp;quot; ภายหลังทบทวนหลักฐานที่ได้จากโครงการนำร่องในประเทศกานา, เคนยา และมาลาวี ซึ่งได้ฉีดวัคซีน RTS, S/AS01 หรือ Mosquirix ที่ผลิตโดยบริษัทยา แกล็กโซสมิธไคลน์ (จีเอสเค) เมื่อปี 2530 ให้แก่ประชาชนในประเทศเหล่านี้มากกว่า 2.3 ล้านโดสนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงกล่าวว่า องค์การแนะนำให้ฉีดวัคซีนกับเด็กในภูมิภาคใต้ทะเลทรายซาฮาราของแอฟริกาและในภูมิภาคอื่นๆ ที่พบการแพร่เชื้อมาลาเรียในระดับปานกลางถึงสูง โดยฉีดให้แก่เด็กจำนวน 4 โดส เริ่มตั้งแต่วัย 5 เดือน จนถึง 2 ขวบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอกล่าวว่า มีเด็กทั่วโลกเสียชีวิตเพราะโรคมาลาเรีย 1 คนในทุก 2 นาที ข้อมูลเมื่อปี 2562 เผยอีกว่า เกินครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเพราะมาลาเรียทั่วโลกอยู่ใน 6 ประเทศในภูมิภาคใต้ทะเลทรายซาฮารา ในจำนวนนี้เกือบ 1 ใน 4 อยู่ในไนจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคต โอไบรอัน ผู้อำนวยการแผนกภูมิต้านทาน, วัคซีน และชีววิทยา ของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า ผลที่ได้จากโครงการวัคซีนนำร่องแสดงให้เห็นว่า วัคซีนนี้ทำให้โรคมาลาเรียระดับรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้ป่วยได้ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 30% วัคซีนนี้ยังมีความปลอดภัย, คุ้มค่าใช้จ่าย และสามารถส่งมอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่มีอยู่จำนวนมากเป็นวัคซีนต้านไวรัสและแบคทีเรีย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่องค์การอนามัยโลกรับรองการใช้วัคซีนต้านปรสิตในมนุษย์แบบกว้างขวาง วัคซีน Mosquirix นี้จะต่อต้านปรสิตพลาสโมเดียมฟัลซิพารัม ซึ่งเป็นปรสิตมาลาเรียที่อันตรายที่สุดจาก 5 สปีชีส์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119098</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mosquirix, ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส, วัคซีนมาลาเรีย, องค์การอนามัยโลก, อนุมัติวัคซีนป้องกันมาลาเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ef870551b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะเวชศาสตร์เขตร้อน จับมือนักวิจัยต่างชาติสร้าง&quot;นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก ลดเวลาพัฒนาวัคซีนไช้มาลาเรียจาก 30ปีเหลือ 10ปี ถือเป็นแพลทฟอร์มใหม่พัฒนาวัคซีนของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27ส.ค.62- รองศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง โครงการ &amp;ldquo;การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย&amp;rdquo; (Malaria Infection Study Thailand: MIST) ว่าเป็นความร่วมมือของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน โดยหน่วยวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ (MVRU) และหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด (MORU) กับนักวิจัยนานาชาติ พัฒนากระบวนการในการประเมินวัคซีนด้วยการใช้ &amp;ldquo;นวัตกรรมแบบเร่งด่วน หรือ ฟาสต์แทร็ก&amp;rdquo; มาช่วยลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 20 - 30 ปี ให้เหลือเพียง 10 - 15 ปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้จะเริ่มจากการพัฒนากระบวนการในการทดสอบวัคซีนไข้มาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์ ซึ่งเป็นการตัดตอนที่ต้นเหตุของโรค หากประสบความสำเร็จกระบวนการนี้จะถูกนำไปใช้กับการพัฒนาวัคซีนของโรคชนิดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาวัคซีนของโลกและประเทศไทยได้รวดเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สาเหตุที่เริ่มจากการทดสอบวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังวิตกกับสถานการณ์เชื้อดื้อยาของไข้มาลาเรียที่กลับมาแพร่ระบาด ขณะที่รัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญและตั้งเป้ากำจัดไข้มาลาเรียให้หมดจากประเทศภายในปี 2567 สอดคล้องกับที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะให้ไข้มาลาเรียหมดไปจากโลกภายในปี 2573&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร. นิโคลัส เดย์ ผู้อำนวยการ หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ไทยถือเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียนที่ร่วมใช้นวัตกรรมฟาสต์แทร็กในการพัฒนากระบวนการในการทดสอบวัคซีน ซึ่งทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อนของมหิดลได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพและความพร้อมตั้งแต่กระบวนการศึกษา พัฒนา &amp;nbsp;ตรวจคัดกรอง วิจัย และติดตามผล โดยกระบวนการทดสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำยุงที่มีเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ ซึ่งเพาะจากห้องทดลองที่ปลอดภัยสูงของคณะเวชศาสตร์เขตร้อนส่งออกไปวิจัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้มีการส่งนักวิจัยเข้าร่วมดำเนินการและร่วมสังเกตการณ์กับนักวิจัยจากนานาชาติ เราจึงมีองค์ความรู้และประสบการณ์พร้อมความเชี่ยวชาญนำมาทำในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจนวัตกรรมฟาสต์แทร็ก คือ การใช้กระบวนการจำลองการศึกษาในมนุษย์ ซึ่งต้องดำเนินการพร้อมกันทั้งในพื้นที่แหล่งรังโรคและนอกแหล่งรังโรค เพราะคนในแต่ละภูมิภาคจะมีพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันที่ต่างกัน จึงต้องติดตามผลเปรียบเทียบประสิทธิภาพแบบคู่ขนาน ซึ่งการที่เลือกไทยเป็นที่ศึกษาก็เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งรังโรคสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทดสอบประเมินประสิทธิภาพวัคซีนไข้มาลาเรียด้วยวิธีฟาสต์แทร็กเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และโคลัมเบีย โดยกระบวนการนี้ถือว่ามีความปลอดภัย มีมาตรฐานสูง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประสิทธิภาพและประสบผลเป็นที่น่าพอใจ จนสามารถนำวัคซีนที่ทดสอบแล้วบางตัวไปเริ่มใช้ในทวีปแอฟริกา &amp;nbsp;ซึ่งการทดสอบในประเทศไทยคาดจะเริ่มเดือนตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ ดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี ผู้อำนวยการ หน่วยวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการจำลองการศึกษาในมนุษย์ มี 4 ข้อ คือ 1. มีนักวิจัยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. มีองค์ความรู้และมีงานวิจัยจากนานาประเทศผสานความชำนาญในการดูแลรักษาโรค 3. มีห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ที่พร้อมตรวจสอบ ติดตาม ประมวลผล และ 4. มีจริยธรรม ธรรมาภิบาลและมาตรฐานในทุกขั้นตอนที่ดำเนินอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หากโครงการนี้สำเร็จจะช่วยให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่มีการระบาดของไข้มาลาเรียชนิดไวแว็กซ์สามารถกำหนดมาตรการในการป้องกัน ควบคุม และกำจัดไข้มาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ได้อย่างถาวร ทั้งเป็นโมเดลสำหรับพัฒนาวัคซีนในอนาคตเนื่องจากช่วยย่นเวลาทดสอบประสิทธิภาพวัคซีน ลดงบประมาณที่ต้องใช้ในการทดสอบ รวมถึงจำนวนอาสาสมัครในการเข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44398</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเวชศาสตร์เขตร้อนมหาวิทยาลัยมหิดล, ดร. นิโคลัส เดย์, ดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี, นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์, วัคซีนมาลาเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64d811b73d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
