<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนแบบผสม ความหวังพิชิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถานการณ์โควิด-19 ในไทยเรียกได้ว่าถึงขั้นภาวะวิกฤติอย่างเต็มตัวอันเนื่องมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ทะลุหลักหมื่น&amp;nbsp; และจำนวนผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อยต่อวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงจำนวนวัคซีนที่มีอย่างจำกัด ทำให้ด้านการแพทย์และสาธารณสุขจำเป็นต้องเร่งหาวิธีการเพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนให้ได้มากที่สุด และคำตอบคือการฉีดวัคซีนผสมสูตร ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างมากในสังคมไทยเวลานี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้แถลงข่าวยืนยันมติว่า จะให้มีการฉีดสลับยี่ห้อจากซิโนแวค เข็มที่ 1 แล้วเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า, วัคซีนจากซิโนแวคเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 แล้วให้บูสเตอร์เข็มที่ 3 เป็นวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาคัดค้านไม่ให้มีการฉีดวัคซีนผสมสูตรด้วยตัวเอง โดยเกิดขึ้นหลังจากที่มีกรณีการผสมวัคซีนของบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และบริษัทไฟเซอร์ที่ประเทศแคนาดา ทั้งนี้ การผสมวัคซีนโควิด-19 นั้นกำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศและไทย เนื่องจากมีการพิจารณากันว่านี่จะเป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้กลุ่มประชากรนั้นได้รับการปกป้องจากวัคซีน ในช่วงเวลาที่วัคซีนยังคงขาดตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ส่วนมากนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีการฉีดเป็นจำนวน 2 โดส แต่ก็มีการศึกษาในหลายกรณีแล้วเช่นกัน ซึ่งผลการศึกษาได้ออกมาในทิศทางที่สนับสนุนการฉีดวัคซีนแบบผสมกันระหว่างวัคซีนจากออกซ์ฟอร์ดและบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ กับวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค เนื่องจากการผสมการฉีดทั้ง 2 วัคซีนดังกล่าวนั้น พบว่าสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้คล้ายกัน หรือมากกว่าการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน 2 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านประเทศอังกฤษ มีการแนะนำให้มีการผสมวัคซีนในบางกรณีเช่นกัน เพราะมองว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดเดียวกัน 2 โดส ส่วนที่ประเทศเยอรมนี ก็มีการประกาศผลการศึกษาที่มีลักษณะออกมาในทิศทางที่คล้ายๆ กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ประกาศออกมาดังกล่าวนั้น ทำให้เหล่านักวิจัยเริ่มที่จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าการผสมการฉีดวัคซีนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้มีการทดสอบการผสมนั้น ก็น่าจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกับกรณีการผสมวัคซีนไฟเซอร์และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า ในการศึกษาในห้องแล็บ ผู้ที่ได้รับวัคซีนแบบผสมนั้นสามารถผลิตสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่มีต่อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นจำนวนสูงถึง 37 เท่า และสามารถผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19 แบบเฉพาะเจาะจง หรือที่เรียกกันว่าทีเซลล์ได้สูงกว่า 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแค่เพียงโดสเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นพ.ลีฟ เอริค แซนเดอร์ นักภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเท กรุงเบอร์ลิน ได้มีการตรวจสอบข้อมูลของกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ในเยอรมนีจำนวนกว่า 340 คน ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2 โดส และกลุ่มที่ได้รับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 1 โดส ตามด้วยวัคซีนจากไฟเซอร์อีกจำนวน 1 โดส ซึ่งจากการตรวจสอบผลการทดลองของทั้ง 2 กลุ่มนั้น พบว่าสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและสามารถกระตุ้นเซลล์ได้อย่างดีเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากการวิจัยที่มหาวิทยาลัยซาร์แลนด์ในฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี พบว่าการผสมวัคซีนนั้นจะดีกว่าในแง่ของการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 2 โดส และผลการศึกษาดังกล่าวยังได้ระบุอีกว่าการฉีดวัคซีนแบบผสมนั้นอาจจะให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าหรือว่าดีกว่า กรณีการฉีดวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์จำนวน 2 โดสเสียด้วยซ้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ทีมการศึกษาการทดลองในประเทศอังกฤษที่เรียกกันว่า Com-Cov ได้มีการเผยแพร่รายงานทางออนไลน์เช่นกัน โดยระบุว่ามีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดี อีกทั้งพบว่ามีการตอบสนองที่ค่อนข้างสูงในเรื่องของแอนติบอดี สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เป็นจำนวน 2 โดส อย่างไรก็ตาม พบการตอบสนองที่สูงมากเช่นกันกับกรณีที่ผู้ที่ฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแล้วตามด้วยวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งจากการผสมของวัคซีนดังกล่าวนั้น ก็ได้แสดงผลตอบสนองของเซลล์ที่ดีมาก โดยมากเกิน 2 เท่าของผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2 โดสไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทดลองทั้งหมดที่ว่ามานั้น ถือว่ายังมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะทดสอบได้ว่าการผสมวัคซีนจะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร ในแง่ของการป้องกันไม่ให้ประชาชนมีอาการที่รุนแรงขึ้นจากการรับเชื้อโควิด-19 ดังนั้น การทดลองในวงที่กว้างขวางมากขึ้น การตรวจในระยะยาวเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผลข้างเคียงต่างๆ นั้น ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจะมีการผสมวัคซีนให้กับประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อปรากฏว่ามีกรณีการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น ผลของการฉีดวัคซีนแบบผสมดังกล่าวนั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่มอบข้อมูลอันจำเป็นอย่างยิ่งต่อฝ่ายที่จะออกนโยบายว่าจะดำเนินการฉีดวัคซีนแบบผสมอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ได้การปกป้องที่มากขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้นจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้ามีการศึกษาถึงผลได้ผลเสียมากกว่านี้ในวงกว้าง การฉีดวัคซีนแบบผสมจะสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าอันมีที่มาจากประเด็นความขาดแคลนเรื่องวัคซีนได้ ถ้าหากมีสถานการณ์การขาดแคลนวัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก แทนที่จะหยุดโครงการฉีดวัคซีนชนิดนั้นเอาไว้ก่อน แต่ถ้าหากมีการฉีดวัคซีนแบบผสมแล้ว ก็อาจจะทำให้โครงการฉีดวัคซีนที่ว่านั้นสามารถดำเนินต่อไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110482</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, วัคซีนแบบผสม ความหวังพิชิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6c70578cd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
