<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2026 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2028 22:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนโควิดให้เด็กอายุ 5-11 ปีเดือนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>
&lt;p&gt;ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันพุธว่า สหรัฐเตรียมจะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับเด็กอายุ 5-11 ปีตั้งแต่เดือนหน้า โดยจะมีเด็กอเมริกันอยู่ในข่ายได้ฉีดวัคซีน 28 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ Getty Images&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 กล่าวว่า การตัดสินใจของทำเนียบขาวเพียงรอการรับรองขั้นตอนสุดท้ายจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) และองค์การอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเริ่มต้นโครงการฉีดวัคซีนให้เด็กวัยนี้ได้ทันที&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท ไฟเซอร์ ได้ยื่นขออนุมัติจากทางการเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับการใช้งานวัคซีนกับเด็กช่วงวัยดังกล่าว และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 2 คณะเตรียมจะประชุมหารือ โดยคณะแรกของเอฟดีเอเตรียมประชุมกันสัปดาห์หน้า ส่วนคณะที่สองของซีดีซีจะประชุมกันวันที่ 2-3 พฤศจิกายน และคาดว่าจะมีคำแนะนำทันทีหลังจากนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการทดลองทางคลินิก เด็กอายุ 5-11 ปีได้รับวัคซีน 2 โดส โดสละ 10 ไมโครกรัม ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มที่อายุมากกว่า ซึ่งได้ฉีดโดสละ 30 ไมโครกรัม การฉีดเว้นระยะห่าง 21 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคได้รับการอนุมัติอย่างเต็มที่จากเอฟดีเอสำหรับฉีดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป และเมื่อเดือนพฤษภาคม เอฟดีเออนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินกับเด็กอายุ 12-15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า การฉีดวัคซีนให้เด็กมีความจำเป็นต่อการช่วยให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ แม้ว่าเด็กที่อายุน้อยๆ จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงน้อยกว่า แต่เด็กก็สามารถป่วยและแพร่เชื้อไวรัสสู่ประชากรทั่วไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเชื่อมั่นของคนอเมริกันต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนมานี้ ถึงวันพุธ มีประชากรที่อยู่ในข่ายฉีดวัคซีนได้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ร้อยละ 77.1 ที่ได้ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120362</URL_LINK>
                <HASHTAG>Slot Machine, teslastocknetwork.com, กระทรวงการกีฬาเกาหลีเหนือ, ตู้สล็อต, วัคซีนโควิด-19, สล็อตออนไลน์, สหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนให้เด็ก 5-11 ปี, ไพ่บาคาร่า, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_61702f891c39a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 22:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษาWHOแนะบูสเตอร์ให้กลุ่ม60ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก (SAGE) มีคำแนะนำเมื่อวันจันทร์ว่า ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอ ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 กระตุ้นภูมิ ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนของซิโนแวคหรือซิโนฟาร์มก็ควรได้ฉีดโดสที่ 3 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม 2564 ว่า คณะที่ปรึกษาด้านวัคซีนขององค์การอนามัยโลก (WHO) คณะนี้ประชุมกันนาน 4 วันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อทบทวนข้อมูลและข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และโรคอื่นๆ โดยในวันจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญคณะนี้ออกคำแนะนำว่า ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอในระดับปานกลางและรุนแรง ควรได้รับการเสนอให้ฉีดวัคซีนเพิ่มเติมด้วยวัคซีนทุกชนิดที่ผ่านการอนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินของ WHO แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุคคลเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอ ภายหลังการฉีดวัคซีนชุดแรกตามมาตรฐาน และมีความเสี่ยงสูงต่อโรคโควิด-19 ขั้นรุนแรง&amp;quot; คำแถลงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นวัคซีนสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน (EUL) แล้ว ได้แก่ วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค, แจนเซน, โมเดอร์นา, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ SAGE ยังแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนของซิโนแวคและซิโนฟาร์มจากจีนครบโดสแล้ว ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโดสที่ 3 เพิ่มเติมด้วย ทั้งจากวัคซีนชนิดเดิม หรืออาจพิจารณาใช้วัคซีนต่างชนิดโดยขึ้นอยู่กับการจัดหาและการเข้าถึงวัคซีน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญคณะนี้ย้ำว่า พวกเขาไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นภูมิคุ้มกันแก่ประชากรโดยทั่วไป และตามคำแนะนำนี้ ประเทศทั้งหลายควรตั้งเป้าหมายเริ่มแรกที่การฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด 2 โดสแก่ประชากรก่อน แล้วจึงค่อยฉีดโดสที่ 3 โดยเริ่มที่กลุ่มประชากรที่อายุมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119470</URL_LINK>
                <HASHTAG>SAGE, WHO, คณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก, ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิ, ฉีดโดสที่3, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง, วัคซีนโควิด-19, องค์การอนามัยโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_616452f9a0fac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียบังคับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางทุกคนฉีดวัคซีนโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางการมาเลเซียประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะบังคับพนักงานราชการของรัฐบาลกลางทุกคนต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายในเดือนตุลาคม ยกเว้นให้เฉพาะผู้ที่มีเหตุผลด้านสุขภาพเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานว่า คำสั่งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่มาเลเซียต้องการส่งเสริมอัตราฉีดวัคซีนในประเทศ โดยมีเป้าหมายฉีดวัคซีนประชากรให้ได้ 80% ภายในสิ้นปีนี้ มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่ฉีดวัคซีนได้เร็ว ขณะนี้ 61% ของประชากรทั้งประเทศ 32 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการบริการสาธารณะของมาเลเซียแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายนว่า จำเป็นต้องบังคับให้พนักงานราชการของรัฐบาลกลางทุกคนฉีดวัคซีน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนกับประชาชน และเพื่อให้การบริการของหน่วยงานรัฐบาลมีความราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานนี้เผยอีกว่า เกือบ 98% ของข้าราชการพลเรือนมาเลเซียฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว มีเพียง 16,902 คน หรือ 1.6% ของข้าราชการพลเรือนทั้งประเทศที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในโครงการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ มาเลเซียมีข้าราชการทั้งประเทศราว 1.6 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการให้เวลาพนักงานราชการที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ไปฉีดวัคซีนภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน หลังจากนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะต้องยื่นข้อมูลด้านสุขภาพของตนที่ผ่านการรับรองโดยแพทย์ของรัฐบาล ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหลังจากนั้น จะโดนลงโทษทางวินัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118376</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคับข้าราชการฉีดวัคซีน, พนักงานราชการของรัฐบาลกลาง, มาเลเซียบังคับฉีดวัคซีนโควิด-19, วัคซีนโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_6155b931556d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 21:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 21:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สโลวีเนียระงับใช้วัคซีน&#039;จอห์นสัน&amp;จอห์นสัน&#039;หลังพบผู้เสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลสโลวีเนียสั่งให้ระงับการใช้งานวัคซีนป้องกันโควิด-19 &amp;quot;แจนเซน&amp;quot; ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันชั่วคราวเมื่อวันพุธ ภายหลังมีหญิงวัย 20 ปีเสียชีวิตเพราะภาวะเลือดออกในสมองและลิ่มเลือดอุดตัน หลังจากฉีดวัคซีนนี้ได้ไม่กี่วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างคำแถลงของยาเนซ โพคลูคาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสโลวีเนีย ที่กรุงลูบลิยานาเมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน ว่ากระทรวงได้ขอให้สถาบันสาธารณสุขระงับการฉีดวัคซีนแจนเซนเป็นการชั่วคราว จนกว่ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้จะมีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบยานา บีโอวิช หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษารัฐบาลแนะนำให้ระงับการใช้วัคซีนนี้ หลังจากรับรู้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงไม่พึงประสงค์ระหว่างการเสียชีวิตกับการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสื่อสโลวีเนียกล่าวว่า สตรีรายนี้เข้ารักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันจันทร์ด้วยการรุนแรง เธอเพิ่งฉีดวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันไม่กี่วันก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยมีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวโยงกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในสโลวีเนียแล้ว 1 ราย จากจำนวนผู้ฉีดวัคซีนมากกว่า 120,000 ราย ประเทศบนเทือกเขาแอลป์แห่งนี้มีประชากรเพียง 2 ล้านคน แต่มีประชากรได้ฉีดวัคซีนครบแล้วแค่ราว 47% เป็นอัตราต่ำที่สุดชาติหนึ่งของสหภาพยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สโลวีเนียใช้งานวัคซีน 4 ชนิดตามการอนุมัติขององค์การยาแห่งยุโรป ได้แก่ วัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, แอสตร้าเซนเนก้า, ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา แต่หลังจากรัฐบาลประกาศเมื่อต้นเดือนกันยายน บังคับว่า พนักงานของรัฐทุกคนต้องฉีดวัคซีน หรือเป็นผู้ที่หายจากโรคนี้ หากต้องการทำงานต่อไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม วัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากฉีดเพียงเข็มเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การยายุโรปเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนมิถุนายนว่า ประเทศในอียูต้องใช้วัคซีนทุกชนิดที่มีให้เลือก ในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโคโรนา และยังเร็วไปที่จะสรุปว่าวัคซีนชนิดใดดีที่สุด หลังจากมีหลายประเทศจำกัดการใช้วัคซีนชนิดที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ เช่น จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และแอสตร้าเซนเนก้า เนื่องจากกังวลความเชื่อมโยงระหว่างภาวะลิ่มเลือดที่พบได้น้อยมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระงับใช้วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, ลิ่มเลือดอุดตัน, วัคซีนโควิด-19, สโลวีเนีย, เลือกออกในสมอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61547cc96ebeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวียดนามซื้อวัคซีนโควิด&#039;อับดาลา&#039;ของคิวบา10ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลเวียดนามสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 &amp;quot;อับดาลา&amp;quot; ของคิวบา 10 ล้านโดส หลังจากวัคซีนชนิดนี้ได้รับอนุมัติสำหรับการใช้งานแบบฉุกเฉินในเวียดนามเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 กล่าวว่า รัฐบาลคิวบาประกาศข่าวนี้เมื่อวันจันทร์ว่าคิวบาตกลงจะขายวัคซีนอับดาลาให้แก่เวียดนามทั้งสิ้น 10 ล้านโดส โดยข้อตกลงได้รับการลงนามระหว่างที่ประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม มาเยือนกรุงฮาวานาอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของสื่อคิวบา ข้อตกลงฉบับนี้ระบุว่า คิวบาจะส่งมอบวัคซีนให้แก่เวียดนามก่อนเบื้องต้น 5 ล้านโดส แต่เวียดนามได้อนุมัติการจัดซื้อวัคซีนรวมแล้วทั้งสิ้น 10 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามเป็นประเทศแรกในโลกนอกเหนือจากคิวบา ที่อนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินสำหรับวัคซีนอับดาลาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนอับดาลา ซึ่งคิวบาใช้ในโครงการฉีดวัคซีนควบคู่กับวัคซีนโซเบรานา02 เป็นวัคซีนที่คิวบาพัฒนาขึ้นเองในประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีการสร้างโปรตีนสายผสมแบบเดียวกับวัคซีนของบริษัท โนวาแวกซ์ จากสหรัฐ และบริษัท ซาโนฟี จากฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเวียดนาม เวเนซุเอลาก็เซ็นสัญญาซื้อวัคซีนอับดาลาจากคิวบา 12 ล้านโดส ส่วนอิหร่านกำลังผลิตวัคซีนโซเบรานา 02 ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับทางการคิวบา ยังมีอาร์เจนตินาและเม็กซิโกอีก 2 ประเทศที่แสดงความสนใจวัคซีนคิวบาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว คิวบาเริ่มกระบวนการยื่นคำขออนุมัติจากองค์การอนามัยโลกสำหรับการใช้งานวัคซีนอับดาลา และโซเบรานา 02 นักวิทยาศาสตร์คิวบากล่าวกันว่า วัคซีนทั้งสองชนิดนี้มีประสิทธิภาพเกินกว่า 90% ในการป้องกันอาการป่วยจากโรคโควิด-19 แต่วัคซีนของคิวบายังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้รู้ในแวดวงวิทยาศาสตร์นานาชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิวบา, ซื้อวัคซีนคิวบา, วัคซีนอับดาลา, วัคซีนโควิด-19, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124eb9268243.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียเริ่มส่งออกวัคซีนโควิดอีกครั้งเดือนตุลาคมนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินเดียประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า อินเดียจะกลับมาส่งออกวัคซีนป้องกันโควิด-19 อีกครั้งในเดือนตุลาคม หลังจากหยุดไป 5 เดือนเพื่อผลิตวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการในการรับมือวิกฤติการระบาดในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อินเดียซึ่งได้ฉายาว่า &amp;quot;ร้านขายยาของโลก&amp;quot; และเป็นผู้จัดส่งวัคซีนรายใหญ่เข้าโครงการโคแวกซ์ หยุดการส่งออกวัคซีนโควิดตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้นในประเทศสร้างความตึงเครียดต่อระบบดูแลสุขภาพและทำให้ความต้องการวัคซีนในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กันยายน กล่าวว่า มันสุข มันทวียะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่า อินเดียจะผลิตวัคซีนมากกว่า 300 ล้านโดสในเดือนตุลาคม และอีก 1,000 ล้านโดสในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยอินเดียจะกลับมาส่งออกวัคซีนอีกครั้งตามพันธสัญญาที่อินเดียมีต่อโครงการโคแวกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียเริ่มโครงการฉีดวัคซีนในประเทศเมื่อเดือนมกราคม แต่โครงการนี้ก้าวหน้าอย่างเชื่องช้าเนื่องจากปัญหาวัคซีนขาดแคลนและความลังเลในหมู่ประชาชน แต่หลายสัปดาห์มานี้อัตราการฉีดวัคซีนก้าวหน้าอย่างมาก ทางการอินเดียฉีดวัคซีนได้ถึงวันละ 5-8 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันศุกร์ที่ผ่านมา อินเดียทำสถิติฉีดวัคซีนโควิดได้ถึง 22 ล้านโดส โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพิเศษเพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมมากเป็นอันดับสองของโลกที่ 33.47 ล้านคน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 445,165 คน ส่วนสหรัฐมีผู้ติดเชื้อ 42.9 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 691,880 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117314</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนโควิด-19, ส่งออกวัคซีน, อินเดีย, โคแวกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_6130e41731ec1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 21:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 21:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์เตรียมฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้ผู้สูงอายุเดือนนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสิงคโปร์เตรียมจะฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่ 3 เพื่อป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คาดกลุ่มแรกจะเริ่มฉีดโดสบูสเตอร์ได้ภายในเดือนนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุขระบุเป็นการป้องกันล่วงหน้าก่อนภูมิต้านทานลดลงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สิงคโปร์จะมีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูงที่สุดในโลก แต่หลายสัปดาห์มานี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ยังคงมีมากกว่าวันละ 100 ราย โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายน ว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของสิงคโปร์แนะนำให้ฉีดโดสที่ 3 ให้ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออง ยี คัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นการดำเนินการล่วงหน้าก่อนที่สารภูมิต้านทานจะลดน้อยลงไปอีก สำหรับกลุ่มคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับโดสบูสเตอร์หลังฉีดโดสที่ 2 แล้ว 6-9 เดือน ซึ่งหมายความว่าจะมีบางคนได้ฉีดบูสเตอร์อย่างเร็วในเดือนนี้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรได้รับหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว 2 เดือน โรคบางอย่างทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลงได้ หรือจากการรักษาอาการป่วยเช่นโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การฉีดโดสที่ 3 ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดนั้นสอดคล้องกับมาตรการที่หลายประเทศนำมาใช้แล้ว เช่น อิสราเอลและเยอรมนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐ (เอฟดีเอ) ก็อนุมัติการฉีดโดสกระตุ้นแล้วเช่นกันสำหรับกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกำลังพิจารณาจะฉีดให้กลุ่มสูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า สิงคโปร์เปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์อยู่กับไวรัสให้ได้ แทนที่จะใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อกำจัดไวรัส เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของประเทศเพิ่มสูงขึ้นแล้ว โดยขณะนี้มากกว่า 80% ของประชากรสิงคโปร์ฉีดวัคซีนครบแล้ว กระนั้น เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดในประเทศและการเปิดพรมแดนนั้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันสะสมราว 68,000 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 55 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115552</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดบูสเตอร์, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, วัคซีนโควิด-19, สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61322fa6bf1fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
